posttoday
ปุจฉาจากเสวนาธรรมที่สถาบันพระปกเกล้า (ตอน ๕)

ปุจฉาจากเสวนาธรรมที่สถาบันพระปกเกล้า (ตอน ๕)

17 มีนาคม 2554

ปุจฉา : มีคำถามข้อที่ ๒ จากสาธุชนผู้ร่วมฟังการเสวนาธรรม เมื่อ ๙ ก.พ. ๒๕๕๔ ที่สถาบันพระปกเกล้า  

ปุจฉา : มีคำถามข้อที่ ๒ จากสาธุชนผู้ร่วมฟังการเสวนาธรรม เมื่อ ๙ ก.พ. ๒๕๕๔ ที่สถาบันพระปกเกล้า  

โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส

ปุจฉา : มีคำถามข้อที่ ๒ จากสาธุชนผู้ร่วมฟังการเสวนาธรรม เมื่อ ๙ ก.พ. ๒๕๕๔ ที่สถาบันพระปกเกล้า ในงานเฉลิมฉลองบูชาพระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุพระอริยสาวก เนื่องในโอกาสเข้าสู่เทศกาล “การสักการบูชาในวันมาฆบูชา” ที่คณะศรัทธาสาธุชน และองค์กรต่างๆ ได้ร่วมกันจัดงานกับทางคณะผู้จัดงานที่ประเทศอินเดีย คำถามนี้เกิดขึ้นก่อนที่จะเดินทางมาประเทศอินเดีย และได้ตอบคำถามนี้เมื่อสิ้นสุดการจัดงานที่อินเดีย ก่อนที่จะเดินทางกลับจากสาวัตถี ซึ่งได้มาบูชาธรรม ณ วัดเชตวันอารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี บัดนี้อยู่ในการดูแลของกองโบราณคดีของประเทศอินเดีย รัฐอุตตรประเทศ (รัฐยูพี) ซึ่งก็คงใช้เวลาประมาณ ๘๙ ชั่วโมง เพื่อเดินทางสู่แคว้นกาสี หรือเมืองพาราณสี เพื่อสักการบูชา ณ ธัมเมกสถูป สถานที่ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนาในวันอาสาฬหบูชา ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน

โดยมีหัวข้อปุจฉาที่จะตอบในระหว่างการเดินทางว่า “สังคมไทยเป็นโรคทางใจกันมาก ทำให้เกิดปัญหาสังคม อยากให้พระอาจารย์แนะนำหลักธรรมะ เพื่อการเยียวยาจิตใจให้คนมีใจที่ปกติ และจะได้ช่วยเผยแผ่พระพุทธศาสนาต่อไปค่ะ”

วิสัชนา : ดังนั้น ถ้าเราเข้าใจหลักธรรมดาดังกล่าว ที่ปรากฏมีอยู่ในธรรมชาติจริง จิตใจของเราก็จะปกติ รู้จักการปล่อยวางว่างเว้นในการยึดมั่นยึดถือ นั่นแสดงว่า เราเข้าใจเข้าถึงอริยสัจที่มีความเกิดความดับเป็นธรรมดา ถ้าเข้าใจความจริงในธรรมชาติปกติขั้นนี้ได้จริงๆ ก็เข้าสู่ความเป็นพระอริยบุคคลได้ เรียกว่า ดวงตาเห็นธรรม ดังพระบาลีที่ว่า ยังกิญจิ สมุทยธัมมัง สัพพันตัง นิโรธะ ธัมมันติ แปลว่า ...ธรรมทั้งหลายมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ย่อมมีความดับไปเป็นธรรมดา นั่นแสดงว่า สภาวะแห่งความเป็นไปในธรรมชาติที่เป็นความปกติ ก็คือความเกิดดับ “เมื่อมีการเกิด ก็มีการดับเป็นธรรมดา” การเข้าใจความเกิดความดับเป็นธรรมดา เรียกว่า เข้าถึงความเป็นปกติ หรือเข้าถึงธรรมะนั่นเอง ซึ่งทำให้ใจของเราปกติ ไม่ซัดส่าย วุ่นวาย...

ความปกติของจิตใจดังกล่าวนี้ ก็คือ ความเข้าใจความจริงในธรรมชาติ ฉะนั้น ในธรรมชาตินี้ ก็คือ ความปรากฏมีอยู่จริง แต่ในสังคมนั้นได้มีความปรุงแต่งที่เติมแต่งของสังคมส่วนหนึ่งเพิ่มเติม เรียกว่า สัตว์โลกปรุงแต่งเข้าไป ดูเหมือนว่า จะเป็นสิ่งที่ปรากฏอยู่ในสังคม แต่นั่นไม่ได้เป็นไปโดยธรรมชาติ บางครั้งจึงขัดแย้งกับธรรมชาติ แต่บางครั้งก็เกี่ยวเนื่องกับธรรมชาติ นั่นหมายความว่า ถ้าเป็นเรื่องปกติที่มีอยู่ในธรรมชาติ เราก็เห็นการเกิดดับมีอยู่ เกิดขึ้นตามธรรมชาติสืบเนื่องตามเหตุและปัจจัย อันเป็นไปตาม กรรมนิยาม อย่างเป็นปกติ ซึ่งบางครั้งอาจจะไม่สอดคล้องกับสิ่งที่สังคมปรุงแต่ง ซึ่งต้องพิจารณาเป็นเฉพาะๆ ไป

จึงกล่าวได้ว่า “สังขารธรรม” นั้น แยกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งเป็นสภาพสืบเนื่องไปตามธรรมชาติ คือเป็นกระบวนการตามเหตุตามปัจจัยของโลกนี้ กระบวนการสืบพันธุ์ทั้งหลายของสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิตทั้งหลาย หรือแตกตัวทั้งหลายตามวิถีของมัน กับอีกส่วนหนึ่งคือ สภาพหรือสภาวะที่มนุษย์ปรุงแต่งให้มีขึ้น โดยมีการวางกำหนดกฎเกณฑ์หรือสรุปค่านิยามลงไปในเรื่องนั้นๆ ซึ่งบางครั้งออกจะฝืนหลักธรรมชาติจึงทำให้เรามีปัญหากันมาก เพราะเกิดความทับซ้อนปิดบังธัมมะอีกชั้นหนึ่ง จนทำให้เราเข้าไม่ถึงธรรมชาติ

 

ข่าวล่าสุด

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่