
เรื่องเล่าของทูตที่สาบสูญ
พวกเขาอาจเป็นชาวสยามกลุ่มแรกที่ถูกฝรั่งเข้าใจผิดเป็นคนชาติอื่น แต่พวกเขาจะไม่ใช่กลุ่มคนสุดท้ายที่ถูกเข้าใจผิดอย่างแน่นอน
พวกเขาอาจเป็นชาวสยามกลุ่มแรกที่ถูกฝรั่งเข้าใจผิดเป็นคนชาติอื่น แต่พวกเขาจะไม่ใช่กลุ่มคนสุดท้ายที่ถูกเข้าใจผิดอย่างแน่นอน
โดย...กรกิจ ดิษฐาน
ฤดูเหมันต์ปีนั้นอาจเป็นปีที่หนาวเหน็บที่สุดในยุโรป หนาวเสียจนกระทั่งแม่น้ำเทมส์ทั้งสายกลายเป็นลานน้ำแข็งริมสายน้ำแซนน์ห่มคลุมไว้ด้วยพรมหิมะขาวโพลนหนาหลายสิบนิ้ว คงเป็นครั้งแรกที่ชาวลอนดอนและปารีสพบกับปรากฏการณ์เช่นนี้ มิพักจะเอ่ยถึงผู้มาเยือนจากปลายสุดฟ้าฟากตะวันออก ผู้ไม่เคยพานพบกับเกล็ดละอองน้ำค้างแข็งราวปุยฝ้ายโรยละล่องไม่ขาดสายไปทั่วหาวหน และสายลมยะเยือกเสียดไปถึงกระดูกดำ
แม้หญิงสาวแห่งปารีสจะออกมาเริงร่ากับหิมะในรอบศตวรรษ แต่หนุ่มฉกรรจ์จากแดนไกลกลับไม่ยอมออกจากห้องพักไปไหน นอนกกอย่างเกียจคร้านใต้ผืนผ้าผวยหนานุ่ม บางครั้งทั้งคู่จะสบตาอย่างเหนื่อยหน่ายก่อนผินหลังหลบความหนาวในมุมของตน ไม่ไยดีกับเสียงหัวเราะรื่นของมาดมัวแซลล์
“เราจะติดอยู่ในนรกยะเยือกนี่อีกนานเท่าใดกัน?”
พวกเขาพบพานธรรมเนียมแปลกประหลาด พบเห็นเรื่องพิสดารพันลึกมากมาย จนแทบหมดสิ้นความตื่นตระหนก กลายเป็นอาการคิดถึงบ้านจนเฉื่อยชาไปเสียทุกอย่าง
ไม่กี่เดือนก่อนหน้านั้น ขุนนาง 2 คน บาทหลวงอีก 2 เด็กรับใช้รูปร่างพิกลพิการอีก 4 เดินทางด้วยสำเภาวิลันดาจากปากน้ำเจ้าพระยามาถึงปากน้ำเทมส์ที่เมืองมาร์เกท ภายหลังรอดพ้นจากการไล่ล่าของโจรสลัดแอลจีเรียอย่างหวุดหวิดด้วยความช่วยเหลือจากกองเรือรบอังกฤษ
เรือลำนั้นมิได้พาพวกเขาสู่จุดหมาย แต่ไพล่นำมายังอีกประเทศหนึ่งที่ชาวสยามไม่คุ้นเคย
การเดินทางมาถึงของราชทูตจากแผ่นดินที่ไม่มีใครรู้จัก พร้อมด้วยล่ามจากประเทศคู่กรณีอย่างฝรั่งเศส ลอนดอนเนอร์จึงเย็นชากับพวกเขา และมันแสดงออกด้วยลมหนาวหลงฤดูพัดกรูพร้อมกับฝนที่ราวกับพร่างพรูอยู่ชั่วกัปกัลป์ (แต่ในไม่กี่สัปดาห์ต่อมา พวกเขาจะพบกับความตื่นเต้นแทบบ้าของชาวบ้านร้านตลาดระหว่างทางจากคาเลส์บนถนนสู่ปารีส) ไม่นานเวลานักคณะทูตเดินทางมาถึงพระราชวังวินเซอร์ตามคำเชื้อเชิญของกษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 2 พระองค์อาจเป็นผู้เดียวที่ทรงสนใจการมาเยือนของทูตสยาม
หากว่าลอนดอนเย็นชากับชาวสยามแล้ว ลอนดอนเนอร์ยิ่งเย็นชากับกษัตริย์ของพวกเขา-ชาร์ลส์ที่ 2
ไม่กี่ปีก่อนพสกนิกรชาวอังกฤษภายใต้การนำของโอลิเวอร์ ครอมเวลล์ ร่วมกันบั่นพระเศียรพระบิดาของพระองค์-ชาร์ลส์ที่ 1 และเปลี่ยนประเทศจากระบอบราชาธิปไตยสู่ระบอบคณาธิปไตยในชั่วระยะเวลาสั้นๆ ก่อนที่จะกลับใจอัญเชิญพระโอรสของราชาไร้พระเศียรขึ้นครองราชย์ภายใต้ระบอบการปกครองเดิมอีกครั้ง แต่ช่วงเวลาอันขมขื่นแห่งยุคไพร่กำราบเจ้ายังหาได้จืดจาง
ชาร์ลส์ที่ 2 ยังหวาดผวายุคล้างศักดินา พวกหัวรุนแรงยังหมิ่นแคลนระบอบเก่า และรัฐสภายิ่งมองไม่เห็นพระเศียรของพระองค์ การเชิญพระองค์จากการลี้ภัยคืนสู่อังกฤษ ไม่ต่างอะไรกับเชิญพระองค์สู่ตะแลงแกงอยู่กลายๆ
กับทูตสยาม พวกเขาตกที่นั่งอันคล้ายคลึงกับเจ้าของปราสาทวินเซอร์ ไม่กี่ปีก่อนหน้านั้น ราชาของพวกเขาโองการให้คณะทูตมุ่งหน้ามายังฝรั่งเศส แต่ข่าวคราวของทูตชุดแรกสาบสูญครั้นออกเดินทางจากเกาะมอริเชียสกลางมหาสมุทรอินเดีย สองปีผ่านไปกับความสิ้นหวังอยุธยาจึงแทงบัญชีสูญคณะทูตชุดนั้น
เมื่อขุนหลวงทรงบัญชาให้พวกเขาเดินทางตามรอยคณะทูตที่สาบสูญ ออกขุนพิไชยวาริตและออกขุนพิชิตไมตรีอดไม่ได้ที่จะขบคิดกลัดกลุ้มในใจ “นี่เท่ากับส่งพวกเขามาตายอย่างนั้นหรือ?”
แต่ที่สุดแล้วผ่านการรอนแรมนับเดินผ่านความโกรธเกรี้ยวของแหลมกูดโฮป ผ่านพายุร้ายและโจรสลัด บัดนี้พวกเขายืนบนผืนดินอีกครา เบื้องหน้าของพวกเขาคือขุนหลวงแห่งกรุงอังกฤษ กับสนมคนสนิทชาวฝรั่งเศส ลูอีส เดอ เคลูแวลล์
การสนทนาเป็นไปอย่างออกรส พระเจ้ากรุงอังกฤษสนพระทัยแผ่นดินตะวันออกอย่างยิ่ง เช่นเดียวกับสนมของพระองค์ที่เอ่ยขัดการสนทนาถึง 5 หรือ 6 ทั้งยังทำเป็นรู้มากไปทุกกระทงความ สร้างความเอือมระอาแก่คณะทูตอย่างยิ่ง ที่สำคัญพวกเขาตื่นตกใจที่สนมขวัญกล้าถึงขั้นพูดสอดแทรกเจ้าเหนือหัว
ชาร์ลส์ที่ 2 อดรนทนไม่ไหว จึงแตะบ่าเบาๆ แล้วตรัส “มาดาม มาดาม เธอพูดอย่างจะเอามะพร้าวมาขายสวน!” นั่นแหละเจ้าหล่อนจึงสงบปากได้เสียที
คณะทูตจากปราสาทวินเซอร์ด้วยความโล่งใจ แต่พวกเขาหาทราบไม่ว่า แท้จริงแล้ว ชาร์ลส์ที่ 2 กับสนมเข้าใจผิดว่า ออกขุนทั้งคู่มาจากแผ่นดินจีน!
และคณะทูตยังหาทราบไม่ว่าในความหนาวเหน็บที่สุดกลางฤดูใบไม้ร่วงแห่งลอนดอน ยังไม่เท่ากับสัมพันธ์ที่เย็นชาระหว่างเหนือหัวกรุงอังกฤษกับปวงประชาในนามของรัฐสภา (สิ่งประดิษฐ์ทางการเมืองที่ชาวสยามจะรู้จักกันในอีกเกือบ 3 ร้อยปีต่อมา)
จากวินเซอร์มุ่งหน้าไปยังมาร์เกทเพื่อเดินทางต่อไปยังเมืองท่าคาเลส์ของฝรั่งเศส ถูกขัดขวางด้วยเจ้าหน้าที่กรมศุลกากร คนเหล่านั้นหมายมั่นที่จะเปิดหีบสมบัติบรรณาการทุกหีบจากสยามแด่เจ้ากรุงฝรั่งเศส ซึ่งนับเป็นพฤติการณ์อันเสียมารยาททางการทูตอย่างยิ่ง ทั้งยังยักไหล่ไม่ยี่หระ หาได้ฟังคำทัดทานว่าคณะทูตเพิ่งเป็นแขกของเจ้ากรุงอังกฤษไม่ ร้อนถึงบาทหลวงเวชต์ต้องตะบึงรถม้าหวนกลับไปยังวินเซอร์อีกครา
พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 อาจทรงเริดพระขนงยามที่เห็นคณะทูตกระหืดกระหอบกลับมาเข้าเฝ้าอีกครา ครั้นทราบต้นสายปลายเหตุพระองค์ทรงขัดเคืองพระทัยอย่างยิ่ง จึงมีลายพระหัตถ์โองการเด็ดขาดให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรเปิดทางให้คณะทูตเสียแต่โดยดี
เมื่อหวนกลับไปยังเมืองท่าที่ห่างจากปราสาทวินเซอร์นับร้อยไมล์ นายกองศุลกากรไม่เพียงไม่แยแส กลับยังตะคอกสวนกลับไปว่าตนปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งรัฐมนตรีกระทวงการคลัง หาใช่ข้าราชสำนักไม่ ร้อนถึงบาทหลวงวาเชต์อีกครา ครั้งนี้เขาต้องตะบึงไปถึงที่ประชุมรัฐสภากลางกรุงลอนดอนเพื่อขอความช่วยเหลือจากรัฐมนตรีที่ดูเหมือนจะมีอำนาจบาตรใหญ่กว่ากษัตริย์
เพียงคำสั่งเดียวจากขุนคลังทำให้คณะทูตเดินทางต่อถึงจุดหมายที่อีกปลายฝั่งช่องแคบแชนแนล โดยเรือยอชต์ส่วนพระองค์ของกษัตริย์ชาร์ลส์ แต่ด้วยความช่วยเหลืออย่างไม่เต็มใจนักของ ฯพณฯ ท่านสมาชิกรัฐสภา
ดุลอำนาจที่ผกผันระหว่างวังหลวงและรัฐสภา นับภาวะช็อกทางวัฒนธรรมที่ชาวสยามไม่เคยประสบ แม้นพวกเขาจะเคยเป็นประจักษ์พยานของการสำเร็จโทษเชื้อพระวงศ์องค์ราชันครั้งรัชกาลก่อน แต่หาล่วงรู้ไม่ว่า ไม่เพียงชาวอังกฤษจะบั่นพระเศียรกษัตริย์ตนเท่านั้น แต่ยังกีดกันพระองค์ให้อยู่ในฐานะไม่ต่างอะไรกับเจว็ดรูปหนึ่งที่ไร้อำนาจบารมี
ที่กรุงเทพทวารวดีศรีอยุธยา โองการองค์ขุนหลวงถือเป็นคำขาด แผ่นดินทุกกระเบียดคือสมบัติท่าน แต่ที่ลอนดอน อำนาจอยู่ในมือขุนนางและประชาชนมีสิทธิในแผ่นดินกึ่งหนึ่ง
ออกขุนพิไชยวาริตและออกขุนพิชิตไมตรีงุนงงกับทุกย่างก้าวที่ผ่านจากแม่น้ำเทมส์ถึงแม่น้ำแซนน์ ความหนาวเหน็บรุนแรงในรอบหลายศตวรรษทำให้เขาโหยหาความอบอุ่นของบ้านเขตร้อน และความตื่นตระหนกทำให้ชาวสยามกลุ่มแรกที่เดินทางถึงอังกฤษ พลาดที่จะบันทึกเหตุการณ์ที่น่าสนใจอย่างยิ่งยวดสำหรับเราในศตวรรษนี้
พวกเขาเป็นชาวสยามกลุ่มแรกที่ได้ชมโอเปรา (และเป็นอีกครั้งที่ต้องประสบกับภาวะช็อกทางวัฒนธรรม) เป็นคนกลุ่มแรกจากแผ่นดินไทยที่ได้ สัมผัสกับการถ่วงดุลอำนาจตามระบอบรัฐสภาแบบอังกฤษ พวกเขาเป็นชาวสยามกลุ่มแรกที่พบเห็นหิมะตกอย่างหนักในปารีส และในปีนี้นักท่องเที่ยวไทยในปารีสพบกับปรากฏการณ์เดียวกัน พวกเขาเป็นชาวสยามกลุ่มแรกที่ทำสนธิสัญญากับอังกฤษ ก่อนหน้าการมาถึงของเซอร์จอห์น บาวริง ในอีกร้อยกว่าปีถัดมา
ในปี 1684 พวกเขาเป็นชาวสยามกลุ่มแรกที่ถูกชาวแอฟริกาเหนือไล่ล่า และในปี 2011 ชาวสยามขายแรงในแอฟริกาเหนือต้องหนีตายจากการคุกคามของกลุ่มกบฏในดินแดนนั้น
ออกขุนทั้งสองเป็นชาวสยามคนแรกที่มีภาพเขียนประดับใน National Gallery ในกรุงลอนดอน ภาพ A Siamese Ambassador วาดขึ้นจากคำบอกเล่าของผู้ที่เคยพบทูตจากแดนไกล โดยฝีมือของ William Baillie ความไม่ประสาของผู้วาดกับความทรงจำกระท่อนกระแท่น ยังผลให้ภาพนี้ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นการเลียนแบบภาพบาทหลวงเยซูอิตในชุดชาวจีน โดยฝีมือศิลปินเอก Peter Paul Rubens
ในรอบ 3 ศตวรรษที่ผ่านมา ภาพทูตสยามคนแรกจึงถูกเข้าใจผิดอย่างไม่น่าให้อภัยว่าเป็นทูตจีน เช่นเดียวกับความทรงจำของชาวไทยต่อการผจญภัยของคนเหล่านี้ที่เลือนรางคล้ายสาบสูญเต็มที
หากเราได้พิจารณา แค่เพียงเค้าหน้าเยี่ยงชาวอยุธยาเท่านั้นที่บอกกับเราได้ว่า นี่คือโฉมหน้าทูตสยาม ผู้เคย Lost in Translation เมื่อ 300 ปีที่แล้ว มิใช่ทูตจากจีน หรือทูตจากเกาหลี ดังที่นักวิจารณ์ศิลป์ทึกทักเอา (แน่ล่ะ ทูตจากจีนไม่เคยเดินทางถึงยุโรปจนกว่าจะล่วงอีก 2 ร้อยปีต่อมา)
พวกเขาอาจเป็นชาวสยามกลุ่มแรกที่ถูกฝรั่งเข้าใจผิดเป็นคนชาติอื่น แต่พวกเขาจะไม่ใช่กลุ่มคนสุดท้ายที่ถูกเข้าใจผิดอย่างแน่นอน







