
มาฆบูชาโลกครั้งที่ ๒ ณ ชมพูทวีป(อินเดีย)ตอน ๗
ปุจฉา : กราบนมัสการหลวงพ่ออารยะวังโสที่เคารพ
ปุจฉา : กราบนมัสการหลวงพ่ออารยะวังโสที่เคารพ
โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส
ปุจฉา : กราบนมัสการหลวงพ่ออารยะวังโสที่เคารพ
ได้มีโอกาสไปร่วมงานมาฆบูชาโลกที่อินเดีย มีหลายเรื่องที่ได้พบเห็นและน่าสนใจอย่างยิ่ง ต่อการนำมาบอกกล่าวให้ชาวไทยได้รับทราบ ทั้งที่นครนาคปุระ รัฐมหาราษฏระ และที่วัดเวฬุวันมหาวิหาร แห่งพระนครราชคฤห์ รัฐพิหารในปัจจุบัน
ในการเฉลิมฉลอง ๒,๖๐๐ ปี การตรัสรู้ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ซึ่งทางอินเดีย โดยมหาโพธิสมาคมได้จัดให้มีขึ้นในปีนี้นั้น จึงเป็นเรื่องที่ควรประชาสัมพันธ์ข่าวสารไปให้กว้างขวางในหมู่ชาวโลกผู้มีศรัทธาในพระพุทธศาสนา ซึ่งคงจะเกี่ยวเนื่องกับการจัดงานมหาบูชามาฆปุรณมีที่ผ่านมา
ดิฉันใคร่ขอให้หลวงพ่อได้ช่วยสรุปเล่าเรื่องราวพร้อมสาระธรรมเพื่อเป็นการเผยแผ่ข่าวสาร และเพื่อเป็นอานิสงส์แก่ชาวไทย และแผ่นดินไทย ผ่านทาง “ธรรมส่องโลก” และใคร่ขออนุญาตไว้ล่วงหน้าในการนำบทความเรื่องดังกล่าวใน นสพ.โพสต์ทูเดย์ จากคอลัมน์ธรรมส่องโลกไปเผยแพร่ต่อไป โดยเฉพาะในส่วนของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งได้มีโอกาสร่วมจัดงานมาฆบูชาโลก ปีพุทธศักราช ๒๕๕๔ ณ ประเทศอินเดีย
ด้วยความเคารพอย่างสูง
ผศ.ดร.นิธินันท์ วิศเวศวร
รองอธิการบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
วิสัชนา : จนยกระดับสู่ความเป็นอริยบุคคล ซึ่งจะต้องนำการศึกษาและหลักปฏิบัติตามพระธรรมวินัยที่ถูกต้องลงไปสู่รากฐานชีวิตของบุคคลเป็นประการสำคัญ ซึ่งมีปรากฏอยู่ในพระโอวาทปาฏิโมกข์อันเป็นหลักธรรมแม่บทของคำสั่งสอนเพื่อศึกษาปฏิบัติในพระพุทธศาสนาที่ปรากฏอยู่ในวันมาฆบูชา ที่ชาวพุทธส่วนใหญ่ทราบกันดีว่า “พระพุทธองค์ทรงประกาศหลักการ ๓ อุดมการณ์ ๔ และข้อปฏิบัติ ๖ ไว้ให้พระสงฆ์และศาสนิกชนได้ศึกษาเพื่อนำไปปฏิบัติ จะได้บรรลุถึงจุดสูงสุดอันเป็นเป้าหมายการศึกษาปฏิบัติในพระพุทธศาสนา ซึ่งได้แก่ ความสิ้นทุกข์”
จะไม่เป็นปัญหาใดๆ เลย หากเป็นการดำเนินงานรณรงค์ให้ความรู้ในเรื่องวันมาฆบูชากับประเทศที่มหาชนยังนับถือพุทธศาสนาเป็นส่วนใหญ่ แต่เมื่อต้องการนำมาสู่ศาสนิกชนในอินเดีย ซึ่งเป็นชาวพุทธใหม่ที่ยังห่างไกลคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ และยังดำรงชีวิตอยู่ในวิถีฮินดู จึงเป็นเรื่องที่ยากยิ่ง แม้เขาเหล่านั้นจะเข้ามาประกาศตนเป็นชาวพุทธ ตั้งแต่ ๑๔ ต.ค. ๒๔๙๙ นับรวมถึงปัจจุบัน ๕๔ ปี และด้วยอิทธิพลของศาสนาฮินดูที่ยังครอบคลุมไปทั่วชมพูทวีป โดยเฉพาะประเทศอินเดีย จึงเป็นเรื่องที่ยากยิ่งเข้าไปอีก ด้วยคำสั่งสอนของพระพุทธศาสนานั้นลบล้างหักล้างคำสั่งสอนของฮินดูหรือพราหมณ์โดยตรงที่ปลูกฝังความเชื่อไปสู่มหาชนที่แตกต่างเป็นคนละด้านอย่างสิ้นเชิง ดังนั้น การเริ่มต้นที่กลุ่มชาวพุทธในอินเดีย จึงมิใช่เรื่องง่ายๆ อย่างที่หลายคนคิด เพราะชาวพุทธใหม่ในอินเดียมีความยอมรับอิทธิพลความคิดของ ดร.บี อาร์ อัมเบ็ดก้าร์ ไว้มาก จึงให้ความสำคัญกับวันเปลี่ยนศาสนา (Conversion) และวันมรณกรรมของ ดร.อัมเบ็ดก้าร์ เป็นสำคัญ
พวกเขาไม่รู้จักวันสำคัญในพุทธศาสนามากนัก ยกเว้นวันวิสาขบูชา ซึ่งจะมีบ้างที่เดินทางมาร่วมสักการบูชาที่พระศรีมหาโพธิ์สังเวชนียสถานตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ณ พุทธคยา อินเดีย แต่ก็ยังมีชาวพุทธในอินเดียจำนวนมากกว่าที่ไม่เคยเดินทางมาร่วมงานวิสาขบูชา และไม่เคยเดินทางไปกราบสักการะสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในพระพุทธศาสนา แม้ว่าจะตั้งอยู่ในเขตแดนประเทศอินเดีย ที่สำคัญ คือ พวกชาวพุทธใหม่ส่วนใหญ่เหล่านี้ ไม่เคยจัดงานวันสำคัญในพระพุทธศาสนา ดุจดังชาวพุทธทั่วโลกที่มีปกติปฏิบัติกัน ... จึงกล่าวได้ว่า เป็นเรื่องยากพอสมควรต่อการเข้าไปชักนำให้กลุ่มชาวพุทธในอินเดียกลับมาร่วมมือร่วมใจกันจัดงานตามวันสำคัญในพระพุทธศาสนา ซึ่งจะต้องมีเจ้าภาพ กองทุน และวิถีการดำเนินการที่ถูกต้อง จึงสามารถดำเนินการได้ ปัญหาสำคัญก็คงอยู่ที่ปัจจัยเงินทุนที่จะต้องบริจาคร่วมกันเพื่อการจัดงาน
เมื่อมีข่าวสารเผยแพร่ไปทั่วอินเดียว่า บัดนี้ชาวพุทธในอินเดียได้ออกมาร่วมกันจัดงานมาฆบูชาโลกขึ้นในบ้านเมืองของพวกเขา จึงเป็นเรื่องที่อัศจรรย์พอสมควรกับสังคมที่อยู่ในความเชื่อของเทพเจ้า ตามหลักศาสนาพราหมณ์ หรือฮินดู โดยเฉพาะเมื่อมีประชาชนมารวมตัวกันจำนวนมากหลายหมื่นคน ดังที่ปรากฏเมื่อวันที่ ๑๒ ก.พ. ๒๕๕๔ ณ ดิกซาภูมี นครนาคปุระ รัฐมหาราษฏระ อินเดีย เพื่อจัดงานสมโภชเฉลิมฉลองสักการบูชา เนื่องในเทศกาลมาฆบูชาของพุทธศาสนา โดยมีการถ่ายทอดทีวีไปทั่ว และมีข่าวสารตีพิมพ์ไปตามหน้าหนังสือพิมพ์
การนำงานมาฆบูชาคืนกลับสู่จิตใจของชาวพุทธในชมพูทวีปได้ จึงเป็นเรื่องวันประวัติศาสตร์ของพระพุทธศาสนาที่ควรจดบันทึกไว้อีกครั้งหนึ่ง ด้วยความสำคัญของพระโอวาทปาฏิโมกข์ที่ชาวพุทธเพิ่งรู้จักเป็นครั้งแรก แม้จะประกาศตนเป็นพุทธศาสนิกชนมายาวนานมากกว่า ๕๐ ปี โดยเฉพาะกลุ่มผู้ที่เข้ามาบวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายที่ควรแก่การสนใจอย่างยิ่งในคุณภาพของความเป็นพระสงฆ์ที่ถูกต้องตามพระธรรมวินัยในพระพุทธศาสนา







