พิศมัย วิไลศักดิ์ ดาวที่ยังส่องแสงจรัสเหนือฟากฟ้าวงการบันเทิง
เสียงริงโทนเพลง Too much so much very much ของ เบิร์ด ธงไชย ส่งเสียงดังจากมือถือเครื่องจิ๋ว ด้วยดนตรีจังหวะคึกคักประสาวัยรุ่น
เสียงริงโทนเพลง Too much so much very much ของ เบิร์ด ธงไชย ส่งเสียงดังจากมือถือเครื่องจิ๋ว ด้วยดนตรีจังหวะคึกคักประสาวัยรุ่น
เรื่อง อินทรชัย พาณิชกุล / ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์
เสียงริงโทนเพลง Too much so much very much ของ เบิร์ด ธงไชย ส่งเสียงดังจากมือถือเครื่องจิ๋ว ด้วยดนตรีจังหวะคึกคักประสาวัยรุ่น เจ้าของเครื่องยิ้มเขินขณะขอตัวกดรับสาย น้ำเสียงของเธออ่อนหวานนุ่มนวลตลอดการสนทนา
“คนติดต่อเรื่องรับงาน มีเข้ามาทุกวันค่ะ”
หากมีคนเอ่ยถาม ดาราหญิงอาวุโส พิศมัย วิไลศักดิ์ คงตอบว่ารักที่จะทำงานแบบนี้ไปจนกว่าจะหมดแรง เพราะถ้าใครได้เห็นตารางคิวแสดง งานพรีเซนเตอร์ อีเวนต์ ตลอดจนธุระปะปังหลากหลายเรื่องแล้ว ปฏิเสธไม่ได้ว่าเจ้าของรางวัลศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง ประจำปี 2553 คนนี้ ยังคงตั้งหน้าตั้งตาทำงานหนักไม่เปลี่ยนแปลง เหมือนเช่นตลอด 53 ปีที่ผ่านมาในวงการบันเทิง
มี้พิศมัย วิไลศักดิ์ อายุอานามล่วงเข้าปีที่ 72 แล้วในวันนี้ แต่ด้วยใบหน้าที่ยังคงความสวยผ่องใส แววตาเป็นประกายเจิดจ้า รอยยิ้มเปี่ยมเมตตา ทำให้เธอได้รับการยกย่องจากแฟนละครว่าเป็นนางเอกตลอดกาล อีกทั้งบารมีและชื่อเสียงที่สั่งสมมายาวนาน ส่งให้ดารานักแสดง ผู้กำกับละคร และคนในวงการรุ่นหลังเรียกเธอว่าแม่ได้อย่างหมดใจ
“ทุกวันนี้ทำงานทุกวัน ไม่มีเวลาส่วนตัวเลย เมื่อคืนนี้ก็ตีสาม วันนี้ก็สิบโมง แล้วเดี๋ยวก็มีบ่ายสองอีก ส่วนมากเป็นงานละครค่ะ มันแล้วแต่จังหวะด้วย ถ้าละครเรื่องไหนมีบทบาทที่มีคุณยายคุณย่า เขาไม่ได้จ้างมาเฉยๆ นะคะ แต่ต้องเป็นตัวละครที่มีความหมายต่อเรื่อง มีบทบาทสำคัญต่อเรื่อง แหม ระดับนี้แล้ว ก็ต้องเลือกรับแสดงแต่บทที่มีคุณภาพสิคะ” เจ้าตัวสัพยอกพลางหัวเราะขบขัน
หลังแจ้งเกิดจากภาพยนตร์เรื่องแรก “การะเกด” ในฉากรำฉุยฉายอันอ่อนช้อยงดงาม อันมาจากความสามารถโดดเด่นเฉพาะตัว พิศมัยจบการศึกษาโรงเรียนนาฏศิลป์ กรมศิลปากร และได้รับการถ่ายทอดวิชาจากครูจำเรียง พุธประดับ ศิลปินแห่งชาติ จากนั้นชื่อของ พิศมัย วิไลศักดิ์ กระฉ่อนไปทั้งวงการ นางเอกดาวรุ่งมีโอกาสแสดงภาพยนตร์อีกประมาณกว่า 300 เรื่อง แต่ละเรื่องล้วนสำเร็จโกยรายได้มหาศาล จนแฟนๆ ตั้งฉายาแก่เธอว่าดาราเงินล้าน แถมยังคว้ารางวัลทางการแสดงอีกมากมาย
“เรื่องการะเกดนี่สมัยนั้นเก็บค่าดูคนละ 5 บาท แต่หนังทำเงินได้เป็นล้าน ดังเป็นพลุแตก ต่อมาก็รับแสดงอีกหลายเรื่อง ยุคนั้นพระนางมีแค่ไม่กี่คนนะคะ เพชรา เชาวราษฎร์ ภาวนา ชนะจิต พระเอกก็เป็น ลือชัย นฤนาถ สมบัติ เมทะนี ไชยา สุริยัน มิตร ชัยบัญชา พวกเรารักกันมาก เพราะตะลอนออกกองถ่ายไปทั่ว ลุยทางกันดารยากลำบาก นั่งกินข้าวหม้อเดียวกันใต้ต้นไม้ นักแสดงก็จับกลุ่มแต่งหน้าทำผมกันเอง ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันนานเป็นเดือน”
“สมัยก่อนงานไม่ค่อยมีค่ะ อย่างรับงานแค่ปีละเรื่อง มีโชว์ตัวบ้างตามเทศกาลต่างๆ งานวัด ไม่เหมือนทุกวันนี้ งานเยอะเหลือเกิน ทั้งพรีเซนเตอร์ อีเวนต์ อะไรต่อมิอะไร แฟนละครเลยพลอยได้พบปะเจอตัวดาราได้ง่ายตามห้างสรรพสินค้า ตามร้านอาหาร ถ้าเป็นเมื่อก่อนโอ๊ยไม่ค่อยเจอกันหรอกค่ะ”
แม้ช่วงหลังจะรับงานละคร รวมถึงเป็นครูสอนศิลปะการแสดงให้กับคนรุ่นหลัง แต่ด้วยฝีไม้ลายมือที่พัฒนารุดหน้าไปอย่างสม่ำเสมอ บวกกับนิสัยน่ารักเป็นกันเอง ทำให้เส้นทางในวงการบันเทิงของเธอเป็นไปอย่างราบรื่น จนวันเวลานำพาเธอขึ้นสู่ทำเนียบนักแสดงอาวุโสเฉกเช่นปัจจุบัน
พิศมัยเผยด้วยน้ำเสียงปลาบปลื้มว่า การได้ยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาการแสดง ประจำปี 2553 นับเป็นความสำเร็จสูงสุดในชีวิต
“กว่าจะได้เป็นศิลปินแห่งชาติ ทำงานมาตั้งเท่าไหร่ แสดงหนังแสดงละครมาเป็นร้อยๆ เรื่อง ผ่านมาแทบทุกบทบาท เรียกว่าคร่ำหวอดเลย มี้คิดว่าเรื่องความสามารถ นักแสดงมีเหมือนกันทุกคน แต่โอกาสต่างหากล่ะที่สำคัญ ถ้าผู้กำกับหรือผู้จัดละครไม่ชวนมาเล่น ไม่มอบบทดีๆ ให้ เราก็ไม่มีโอกาสได้แสดงฝีมือ ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ได้อยู่ที่ตัวเรา หากขึ้นอยู่กับผู้อื่นด้วย อย่างศิลปินแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรมเขาก็เห็นเรา ติดตามดูเรามานาน แล้วก็หยิบเลือกชื่อของเราขึ้นมา” ศิลปินแห่งชาติปีล่าสุดบอกอย่างถ่อมตัว
“เด็กสมัยนี้เขาเก่ง มีทั้งโค้ชแอ็กติง มีโรงเรียนสอนการแสดง มีโรงหนัง ละครโทรทัศน์ให้ดูให้เรียนรู้นับไม่ถ้วน ถ้าเทียบกับสมัยก่อนแล้ว ตอนนี้พัฒนาขึ้นมากๆ”
นอกจากบทบาทการแสดงชั้นครู ชีวิตส่วนตัวที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาโชกโชน จึงไม่น่าแปลกนักที่เหล่าบรรดานักแสดงรุ่นลูกรุ่นหลานมักเอ่ยปากขอคำปรึกษาชี้แนะถึงเรื่องราวต่างๆ ในชีวิตด้วยความเคารพนับถือ ผู้ใหญ่ใจดีที่ใครๆ เรียกติดปากว่าแม่คนนี้ยิ้มกว้าง อ้าแขนต้อนรับทุกคน ทุกปัญหาที่เข้ามาอย่างเปิดใจ
“ปกติมี้จะไม่ค่อยไปจู้จี้เรื่องส่วนตัวของคนอื่น แต่เวลาพักกองละครนี่ก็จะมีพวกลูกๆ หลานๆ มาไถ่ถามพูดคุยกันบ้าง สารพัดเรื่อง มี้ก็ชี้ถึงข้อดีข้อเสีย ใครมีเรื่องหนักๆ ใหญ่ๆ เราก็ให้สติเขาไป คุยสั้นบ้างยาวบ้างก็เป็นไปตามเรื่องตามราว เพราะปัญหาบางปัญหาเราไม่ได้รู้ลึกซึ้ง สมัยนี้เด็กเขามีอิสระสูง สบายกว่าเมื่อก่อน ไม่มีกรอบไม่มีระเบียบแบบที่เรามี”
“ข่าวฉาวๆ แบบสมัยนี้ไม่มีนะ รุ่นเราระมัดระวังตัวกันมาก เดินคู่กันนี่ไม่มี มีแฟนก็ไม่ได้ จะแต่งงานทีต้องแอบไปทำพิธีกัน ห้ามนักข่าวรู้ เพราะแฟนรู้เมื่อไหร่เรตติ้งตกแน่ เรื่องส่วนตัวเราไม่ให้สัมภาษณ์กันหรอกค่ะ เดี๋ยวนี้คนดูเปิด สื่อเติมไปด้วย หลุดอะไรมาทีรู้กันทั้งประเทศ ถ้ากลัวข่าวฉาวก็อย่าไปทำอะไรไม่ดีสิคะ ระวังตัวหน่อย ถ้าเรื่องจริงก็ยอมรับไป ไม่จริงก็แก้ตามสื่อ สื่อมีเยอะแยะมากมายที่รอคำตอบจากเรา”
เธอให้คำแนะนำสั้นๆ ไว้เป็นคาถาในการทำงานว่า จงมีสติอยู่ตลอดเวลา ทั้งในการทำงานและการใช้ชีวิต ว่างก็พักผ่อน มีโอกาสก็ไหว้พระทำบุญ
ยามว่างของ พิศมัย วิไลศักดิ์ นั้นง่ายๆ ไม่มีพิธีรีตอง นั่นคือการช็อปปิ้งในห้างสรรพสินค้า แล้วหาร้านอาหารอร่อยๆ กิน หรือไม่ก็ไปพักผ่อนยังต่างประเทศ ส่วนเรื่องสุขภาพการดูแลตัวเอง มี้สารภาพตรงๆ ว่าไม่ได้ออกกำลังกายเลย แต่โดยปกติเป็นคนทำงานทุกอย่างด้วยตัวเอง ขับรถเอง ถูบ้านเอง ทำงานบ้านเองทุกอย่าง สิ่งเหล่านี้ทำให้แอ็กทีฟอยู่เสมอ สิ่งสำคัญที่สุด คือ เรื่องการดูแลสุขภาพจิตใจ ต้องดูแลให้ดีที่สุด ทำตัวเองให้อารมณ์ดีอยู่เสมอ
ฟ้ามืดครึ้ม ฝนตั้งเค้าอีกแล้ว สายลมหอบเอาความเย็นฉ่ำมาแต่ไกล ไม่นานหยดน้ำคงโปรยปรายลงมา
ระยะเวลาช่วงสั้นๆ ที่ผู้ใหญ่ใจดีคนนี้นั่งคุยกับเราจนจบด้วยความอิ่มเอมใจ ประสบการณ์อันล้ำค่ากว่า 53 ปี บนเส้นทางสายบันเทิงคงการันตีได้ว่าศิลปินแห่งชาติ สาขาการแสดง ดาราอาวุโสแห่งวงการบันเทิง ซึ่งเปรียบดั่งดาวค้างฟ้าดวงนี้
ยังคงส่องแสงแจ่มจรัสมิเสื่อมคลาย


