posttoday
มนูญ ณ นคร สะท้อนมรสุมสังคม

มนูญ ณ นคร สะท้อนมรสุมสังคม

26 มกราคม 2553

มรสุม ไม่เพียงแต่เป็นนวนิยายที่อ่านได้เพลินๆ แต่จากน้ำเสียงและสารที่ซ่อนอยู่ในเรื่องนั้นสะท้อนภาพสังคมเอาไว้ได้อย่างน่าสนใจ....

มรสุม ไม่เพียงแต่เป็นนวนิยายที่อ่านได้เพลินๆ แต่จากน้ำเสียงและสารที่ซ่อนอยู่ในเรื่องนั้นสะท้อนภาพสังคมเอาไว้ได้อย่างน่าสนใจ....

โดย...พัมพ์กิ้น_พาย

นวนิยายระดับรางวัลสุภาว์ เทวกุลฯประจำปี 2551 - "มรสุม" เป็นผลงานของ ฉมังฉาย หรือ มนูญ ณ นคร มรสุม ไม่เพียงแต่เป็นนวนิยายที่อ่านได้เพลินๆ แต่จากน้ำเสียงและสารที่ซ่อนอยู่ในเรื่องนั้นสะท้อนภาพสังคมเอาไว้ได้อย่างน่าสนใจ

มนูญ ได้สะท้อนชีวิตของข้าราชการครูคนหนึ่งผ่านปัญหาโรคภัยไข้เจ็บ การดูแลรักษาพยาบาลที่มีปัจจัยต่างๆ เข้ามาเกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก ทั้งความเชื่อ การศึกษา ความสัมพันธ์ ปัญหาทางเศรษฐกิจฯลฯ ที่เป็นปัญหาที่ทุกคนสามารถพบเจอได้

"พล็อตเรื่องนี้เกิดขึ้นมาได้จากสิ่งที่ได้พบเจอกับตัวเอง เพราะพี่ชายผมไม่สบายเข้าโรงพยาบาล อยู่โรงพยาบาล 3 เดือน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ผมใกล้ชิดเขาตลอด พอจะเขียนนิยายผมก็เลยเลือกเรื่องนี้มาเขียนเพราะเป็นสิ่งที่ใกล้ตัวเรา พอลงมือเขียนเรื่องราวต่างๆ ก็จะหลั่งไหลเข้ามาเอง เพราะเป็นเรื่องที่เราเจอมาจริงๆ แม้ว่าจะผ่านไป 2 ปีแล้วก่อนจะมาเขียนแต่บรรยากาศความรู้สึกต่างๆ ในตอนนั้นก็ยังอยู่

สิ่งที่ผมอยากจะนำเสนอก็คือ ความคลุมเครือของการแพทย์ เพราะช่วงเวลาที่พี่ชายผมรักษาตัวอยู่ ผมพยายามถามหมอตลอดเวลาว่าพี่ผมเป็นอะไร หมอก็ไม่ฟันธง จะรักษาตามอาการ จนกระทั่งแม่ผมเห็นว่าหมอให้คำตอบไม่ได้ แกก็มุ่งมั่นไปทางไสยศาสตร์แบบสุดตัว ในขณะที่พี่สะใภ้ผมก็เชื่อมั่นในการรักษาของหมอ เมื่อความเห็นไม่ตรงกันก็มีการปะทะความรู้สึกกัน มีอุปสรรคต่างๆ เยอะไปหมด ผมก็เลยตั้งชื่อว่า มรสุม เพราะทุกอย่างวุ่นวายทุกคนปั่นป่วนไปหมด"

มนูญ ณ นคร สะท้อนมรสุมสังคม มนูญ

และเมื่อมีการจัดประกวดนวนิยายรางวัลสุภาว์เทวกุลฯ ขึ้น มนูญจึงตัดสินใจส่ง "มรสุม" เข้าประกวดจนได้รับรางวัล ซึ่งความสำเร็จตรงนี้ มนูญบอกว่า รางวัลเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจให้เขาได้สร้างสรรค์งานอื่นๆ ออกมาอีก

"ก่อนหน้านั้นผมเขียนนิยายเอาไว้ 2-3 เล่ม และไม่เคยได้รับการเผยแพร่ ทำให้เราต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่า เราเขียนนิยายเป็นไหม เขียนเป็นหรือเปล่า เราไม่แน่ใจ แต่นิยายเรื่องมรสุมได้รับรางวัลเราก็คิดว่า อ๋อ...เราก็คงจะเขียนเป็นนั่นแหละ (ยิ้ม)กำลังใจมา และก็เป็นน้ำเลี้ยงให้กับเราได้ชื่นใจ"

"มรสุม" เป็นนวนิยายเรื่องแรกของมนูญที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นหนังสือ แต่ไม่ใช่งานเขียนเรื่องแรกที่เขาเขียนขึ้นมา ผลงานก่อนหน้านี้ของเขารวมถึง "กล่องที่บิดเบี้ยว" เรื่องสั้นเรื่องแรกในชีวิตที่ตีพิมพ์ในจุดประกายวรรณกรรมในปี 2545, "รั้วติดกัน" เรื่องสั้นรางวัลชมเชย รางวัลอนุสรณ์อ.ไชยวรศิลป์ ครั้งที่ 2 ปี 2546, รวมเรื่องสั้น "กำแพงที่มองไม่เห็น" ตีพิมพ์กับสำนักพิมพ์บรรณกิจ 1991 จำกัด ปี 2548

รวมถึง "ไม้ใกล้ฝั่ง" เรื่องสั้นรางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่ง รางวัลเกียรตินิยมวรรณศิลป์ ปี 2548 ของชมรมวรรณศิลป์องค์การบริหารสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, รวมเรื่องสั้น "แมวฝากเลี้ยง" พิมพ์โดยสำนักพิมพ์บรรณกิจ 1991 จำกัดปี 2551 และล่าสุดก็คือเรื่องมรสุม จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์

แต่เส้นทางชีวิตนักเขียนของมนูญนั้นค่อนข้างแตกต่างจากนักเขียนส่วนใหญ่ที่มีพื้นฐานการอ่านหนังสือมาตั้งแต่เด็กๆ เพราะเขาคนนี้บอกว่า กว่าจะเริ่มหยิบจับและอ่านหนังสือแบบจริงๆ จังๆ ก็อายุอานามเข้าสู่วัยทำงานเข้าไปแล้ว

"ช่วงที่เข้าทำงานผมถึงเริ่มอ่านหนังสือแต่ก็เป็นพวกนิตยสารดอกเบี้ย การเงินการธนาคาร และก็มติชนสุดสัปดาห์ แต่ก็เป็นหนังสือที่เกี่ยวกับงานเสียส่วนใหญ่ ส่วนวรรณกรรมเนี่ยไม่ได้อ่านเลย ไม่รู้จักด้วยซ้ำ"

จนวันหนึ่งเขาก็ได้เจอหนังสือเล่มหนึ่งบนแผงหนังสือเก่าหน้าที่ทำงาน และหนังสือเล่มนี้นี่แหละที่ได้กลายมาเป็นแรงบันดาลใจให้เขาอยากเขียนหนังสือ จนในที่สุดก็ทำงานเขียนเรื่องแรกในชีวิตออกมาได้สำเร็จ

มนูญ ณ นคร สะท้อนมรสุมสังคม

"วันหนึ่งผมเผอิญไปเจอหนังสือเล่มหนึ่งชื่อเรื่องสั้นชุด "จิตรกรเร่" ของอาจารย์ไพบูลย์ พันธ์เมือง เราก็คิดได้ว่า เฮ้ย...อาจารย์ไพบูลย์นี่ครูสอนศิลปะเราตอน ป.5 นี่นา ทำไมเราไม่รู้ว่าอาจารย์เขียนหนังสือด้วย เรารู้แต่ว่าอาจารย์เขียนการ์ตูนเล่มละบาทขาย ตอนที่เราเรียนอยู่เราก็เห็นพอผมได้อ่านหนังสือของอาจารย์จบก็ชอบ และก็ไปหาเล่มอื่นๆ ของแกมาอ่านอีก หลังจากนั้นเลยตัดสินใจติดต่ออาจารย์กลับไป ก็คุยกันเรื่องงานเขียนเรื่อยมา จนวันหนึ่งอาจารย์ก็ถามว่า มนูญ เขียนหนังสือบ้างไหม ผมก็บอกไม่ได้เขียน แต่อยากเขียน อาจารย์ก็เลยบอกว่าถ้าเขียนงานแล้วเอามาให้ครูดูให้ก็ได้นะ จะขัดเกลาสำนวนให้"

จากคำพูดในวันนั้น มนูญ จึงตัดสินใจลงมือเขียนงานไปให้อาจารย์ไพบูลย์อ่าน เพื่อฝึกปรือฝีมือเรื่อยมา จนในที่สุดเมื่ออาจารย์บอกว่าเขามีฝีมือพัฒนาขึ้นมากแล้ว เขาจึงตัดสินใจเขียนเรื่องสั้นเรื่องแรกในชีวิต "กล่องที่บิดเบี้ยว" ส่งไปที่จุดประกาย จนได้ลงตีพิมพ์ในที่สุด

และหลังจากที่รู้ว่าตัวเองรักงานเขียน และอยากจะมีเวลาสร้างสรรค์งานเขียนอย่างเต็มที่ ประกอบกับเริ่มเบื่อกับงานประจำที่ทำอยู่ เขาจึงหันเหเส้นทางและตัดสินใจลาออกจากงานประจำที่มั่นคงในธนาคารแห่งหนึ่ง แล้วย้ายครอบครัวออกจากกรุงเทพฯ มุ่งสู่จ.เชียงใหม่ เพื่อเขียนหนังสืออย่างเต็มตัว

"หลังจากที่ผมเขียนเรื่องสั้นเรื่องแรกในปี 2545 ผมก็เขียนเรื่องสั้นมาตลอด จนมั่นใจในตัวเองว่าคือตัวตนที่แท้จริงของผม ผมชอบงานนี้ และประกอบกับงานประจำที่เริ่มหนักขึ้น มีการปรับเปลี่ยนนโยบายใหม่ ผมก็เลยตัดสินใจคุยกับภรรยาว่า ถ้าผมออกจากงานมาทำงานเขียนที่ก็รู้ว่าไม่ได้สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำสักเท่าไหร่ และให้รายได้หลักภรรยาเป็นคนหา เขาโอเคไหม ซึ่งเขาก็โอเคเพราะเขายินดี และอยากจะให้ผมได้ทำงานที่ตัวเองรักอย่างเต็มที่

ทุกวันนี้ผมนั่งนึกทุกอย่างเป็นนิยายไปหมด เห็นอะไรก็คิดเป็นเรื่องราว เป็นฉากในงานเขียนเรา บางทีเราหลับไปเรายังฝันเห็นตัวละครของเราเลย(หัวเราะ) ฝันว่าเราเขียนนิยาย เขียนเรื่องสั้น ตัวละครเป็นแบบนั้นแบบนี้ นี่ก็น่าจะเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งที่ทำให้เรามีความสุข เรานั่งจินตนาการ เราได้นั่งใช้ความคิดกับสิ่งที่เรารัก เราก็มีความสุข"

ทุกวันนี้เขาบอกว่าพยายามที่จะเป็นนักเขียนอาชีพให้ได้ แม้จะเข้าใจดีว่าคำว่า "นักเขียนไส้แห้ง"นั้นเป็นอย่างไร

"จริงๆ ผมก็อยากจะเป็นนักเขียนอาชีพใจจะขาดนะ (หัวเราะดัง) แต่ก็ยังเป็นอาชีพไม่ได้ เพราะจริงๆ ที่เขาบอกกันว่านักเขียนก็ยังไส้แห้งกันอยู่เพราะทุกวันนี้ผมก็พยายามใช้ชีวิตอย่างประหยัดมัธยัสถ์ที่สุด ต่างกันกับการใช้ชีวิตที่กรุงเทพฯ แบบหน้ามือเป็นหลังมือเลย แต่อย่างไรเราก็เลือกแล้วเราไม่ได้สุขนิยมแล้ว แต่เรามีความสุขกับการอ่านการเขียน ซึ่งผมคิดว่าสำหรับผมมันสุขกว่านะ"มนูญ ทิ้งท้าย

ในปีหน้านี้มนูญมีแผนที่จะเขียนนิยาย 1 เล่มและรวมเล่มเรื่องสั้นอีก 1 เล่ม ซึ่งเป็นการนำเรื่องราวใกล้ๆ ตัวแถบหมู่บ้านที่เขาอาศัยอยู่มาเป็นข้อมูลในการเขียน และหลังจากที่เขียนสำเร็จเรียบร้อยแล้วจึงค่อยนำไปเสนอสำนักพิมพ์ต่อไป

 

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน