
ปัญหาที่ไม่วิสัชนา...ในพระพุทธศาสนา(ตอน ๑)
ปุจฉา กราบเรียน พระอาจารย์อารยวังโสที่เคารพ
ปุจฉา กราบเรียน พระอาจารย์อารยวังโสที่เคารพ
โดย....พระอาจารย์อารยะวังโส
ปุจฉา กราบเรียน พระอาจารย์อารยวังโสที่เคารพ
มีคำถามที่ว่า “ถ้าทุกคนปฏิบัติธรรมจนถึงทางสิ้นทุกข์กันทุกคนแล้ว ไม่เวียนว่ายตายเกิดกันอีกแล้ว สัตว์ทั้งหลายก็ย่อมหมดไปจากโลก ถ้าเป็นอย่างนี้ โลกจะอยู่อย่างไร เพราะหมดเผ่าพันธุ์ของมนุษย์แล้ว...”
ขอแสดงความนับถือ
อาจารย์มหา’ลัย
วิสัชนา ขอเจริญพรสาธุชนผู้มีศรัทธาในพระพุทธศาสนาทุกท่าน ยามนี้ ภาคเหนืออากาศหนาวมากขึ้น พระเณรที่วัดออกบิณฑบาตรับลมหนาวยามเช้าตรู่ ญาติโยมก็ยังมีศรัทธาแหวกความหนาวมาใส่บาตร น่าศรัทธาอย่างยิ่งในสายธารบุญของพุทธศาสนิกชนชาวไทย ที่ยังคงไว้ซึ่งวัฒนธรรมอันดีในวิถีพุทธที่ก่อเกิดขึ้นด้วย พลังศรัทธา...
ศรัทธาที่เพิ่มพูนจนยกระดับขึ้นเป็นพลังนี่ยิ่งใหญ่จริงๆ สามารถดลบันดาลให้สัตว์ทั้งหลายประกอบการตามประสงค์ให้สำเร็จได้ตามปรารถนา แม้ว่าจะเป็นของยากยิ่งที่ดูเหมือนว่าทำได้ แต่ด้วยกำลังแห่งศรัทธาหรือความศรัทธาที่พัฒนาเป็นพลังธรรม จึงสามารถขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปสู่จุดมุ่งหมายได้อย่างดูไม่ยาก... ทั้งนี้ เพราะความศรัทธาที่เกิดในดวงจิต ซึ่งย่อมนำไปสู่การขวนขวายเพียรพยายามในการกระทำ...ในกิจนั้นๆ...
คำว่า “ศรัทธา” กับ “ความเชื่อ” ออกจะมีความหมายในรูปศัพท์ที่ใกล้เคียงกัน แต่หากพิจารณาโดยธรรมแล้วย่อมมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะศรัทธานั้นเกิดจากความรู้ความเข้าใจในเรื่องนั้นๆ หรือในสิ่งนั้น ว่ามีประโยชน์ ก่อให้เกิดผลที่ดีอันควรแก่การเชื่อถือ กล่าวโดยสรุปคือ มีความรู้ความเข้าใจในคุณค่า จึงนำไปสู่ ความศรัทธา สำหรับ “ความเชื่อ” นั้นเป็นอาการความโน้มเอียงของจิตไปตามจริตหรือสันดาน โดยไม่ต้องประกอบการพิจารณาเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจให้เป็นพื้นฐานของจิต ก่อนที่จะคิดเชื่อถือในเรื่องนั้นๆ แต่แม้ว่า “ความศรัทธา” กับ “ความเชื่อ” จะมีคุณลักษณะที่แตกต่างกัน แต่ก็ออกจะมีอาการเหมือนกันอย่างหนึ่งคือ การก่อเกิดพลังซึ่งทั้ง “ความเชื่อ” และ “ความศรัทธา” นั้น
สามารถสร้างพลังจิตได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างน่าอัศจรรย์ ดังเช่นบางบุคคลที่เชื่อความศักดิ์สิทธิ์ของคาถาอาคมว่า เมื่อท่องบ่นบริกรรมแล้ว สามารถทำให้เกิดความอยู่ยงคงกระพันหรือเมตตามหานิยมเกิดขึ้น ก็ย่อมเป็นไปได้ และสำเร็จด้วยความเชื่อนั้นๆ แม้จะออกดูขาดเหตุผลไปบ้าง... ในขณะเดียวกัน บางบุคคลที่มีความศรัทธาในองค์คุณของพระรัตนตรัย เชื่อมั่นในพุทธานุภาพ ธัมมานุภาพ และสังฆานุภาพ สวดบริกรรมพระปริตร เพื่อขจัดทุกข์โรคภัยด้วยความศรัทธา อันได้แก่ เชื่อมั่น หรือปลงใจเชื่อ อย่างรู้อย่างเข้าใจในองค์คุณของพระรัตนะทั้งสาม ก็ย่อมยังให้เกิดความสำเร็จตามปรารถนาได้
แต่ทั้งนี้ บนความสำเร็จที่เกิดขึ้น จากจิตเชื่อมั่น หรือจิตศรัทธา ย่อมมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ในเรื่องหนึ่งคือ ปัญญา หรือความรู้ความเข้าใจอย่างถูกต้องตรงธรรมในสิ่งนั้นๆ ซึ่งสามารถกล่าวโดยสรุปได้ว่า ศรัทธานั้นย่อมนำไปสู่ความสำเร็จในกิจอันควรอย่างมีความรู้ความเข้าใจ หรือเกิดปัญญาจากความศรัทธานั้น...
ส่วนความเชื่อนั้น แม้จะนำไปสู่ความสำเร็จในกิจที่ประสงค์ แต่กลับทำให้หลงงมงายและมืดมนในจิตสันดาน ก่อเกิดความไม่รู้ หรือเพิ่มพูนอวิชชาให้มากขึ้น ซึ่งนี้คือความเป็นไปได้ของความแตกต่างระหว่างศรัทธาและความเชื่อ อันสามารถจัดคู่ให้เห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ดังนี้
ศรัทธา ปัญญา
ความเชื่อ ความหลง (อับปัญญา)
ถึงแม้จะมีคำกล่าวว่า “ความเชื่อสามารถเขยื้อนภูเขาได้” แต่ก็ให้เห็นเป็นทั้งคุณและโทษในความเชื่อนั้น อย่างน่าหวาดกลัว ซึ่งถ้าใครนำพลังความเชื่อไปใช้ในทางที่ผิดก็ย่อมให้โทษได้อย่างยิ่งใหญ่ต่อสังคม ซึ่งแตกต่างจาก “ความศรัทธา” ที่ให้ความสร้างสรรค์กับสังคม เพราะเป็นพลังธรรมความเชื่อที่เกิดจากความรู้ความเข้าใจในคุณประโยชน์ของสิ่งที่ควรและเห็นโทษในสิ่งที่ไม่ควร
มาพิจารณาดูคำปุจฉาที่มาจากอาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ด้วยคำถามที่ว่า ถ้าทุกคนปฏิบัติธรรมกันหมด และเข้าถึงความสิ้นทุกข์กันหมดสิ้น โลกนี้คงจะว่างเว้นจากสัตว์มนุษย์ ถ้าเป็นอย่างนั้นแล้วโลกจะอยู่อย่างไร!? เพราะหมดสิ้นเผ่าพันธุ์มนุษย์ทั้งหลาย...
ก่อนจะปุจฉา ต้องขอกล่าวรับรองว่า เป็นคำถามของอาจารย์มหาวิทยาลัยมีชื่อเสียงแห่งหนึ่งจริงๆ และผู้ถามเป็นอาจารย์ระดับผู้ใหญ่ด้วย ซึ่งอาตมาไม่ขอนำชื่อของท่านมาลง เพราะอาจจะมีคนแปลกใจว่า “อาจารย์ท่านนี้ถามมาได้อย่างไร!?” แต่เมื่อกล้าถามมา ก็คงจะต้องกล้านำมาลงตีพิมพ์ ส่วนจะตอบหรือไม่นั้น ขอพิจารณาดูก่อน เพราะการจะวิสัชนาตามแนววิถีในพระพุทธศาสนานั้น ต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ คือความสิ้นทุกข์เป็นสำคัญ
อ่านต่อฉบับพรุ่งนี้







