
อนาคตที่กำลังจมหาย
เบื้องหน้าไกลออกไปไม่กี่หลา คือลำน้ำสาละวินที่ไหลทอดยาวจากต้นธารบนเทือกเขาชิงไห่ เหนือที่ราบสูงเสียดยอดฟ้าของทิเบต...
เบื้องหน้าไกลออกไปไม่กี่หลา คือลำน้ำสาละวินที่ไหลทอดยาวจากต้นธารบนเทือกเขาชิงไห่ เหนือที่ราบสูงเสียดยอดฟ้าของทิเบต...
โดย...กรกิจ ดิษฐาน
เบื้องหน้าไกลออกไปไม่กี่หลา คือลำน้ำสาละวินที่ไหลทอดยาวจากต้นธารบนเทือกเขาชิงไห่ เหนือที่ราบสูงเสียดยอดฟ้าของทิเบต เพื่อกลืนตัวเองกับกระแสคลื่นสมุทรที่ปากน้ำต่ำกว่าระดับน้ำทะเลไม่ไกลจากเมืองมะละแหม่ง
ทิเบตกับเมาะละแหม่งหรือ?
นักแรมทางหนุ่มไพล่นึกถึงชีวิตของหญิงสาวสองคนที่เกี่ยวพันกับสายน้ำแห่งนี้ เจ้าหญิงเหวินเฉิงแห่งราชวงศ์ถัง ผู้เดินทางข้ามเทือกเขาชิงไห่อันทุรกันดารเพื่อเสกสมรสกับซองซันคัมโป ราชันแห่งทิเบต รักของทั้งคู่นั้นไม่เพียงสุขสมหวัง แต่ยังกลายเป็นตำนานรักข้ามพรมแดนอันลือลั่นนานนับพันปี
อีกหนึ่งนั้น คือหญิงสาวจากอดีตไม่ไกลกว่าศตวรรษ ชื่อของ มะเมี้ยะ หญิงสาวในโศกนาฏกรรมระหว่างสาวชาวพม่ากับเจ้าน้อยสุขเกษมแห่งเชียงใหม่ รักพลัดพรากของทั้งคู่แทบกลายเป็นสิ่งคุ้นเคยอย่างเดียวของคนไทยกับเมืองมะละแหม่ง
โศกนาฏกรรมและสุขนาฏกรรมนับไม่ถ้วนเรื่องเกิดขึ้นระหว่างสายน้ำแห่งนี้ “แม่น้ำคง” ในคำเรียกขานของชาวพื้นถิ่นและ “แม่น้ำสาละวิน” ของเราทุกคน
บัดนี้ฝั่งด้านซ้ายของเราคือรัฐกะยา ดินแดนภายใต้คำสาปความขัดแย้ง ที่บางพลบค่ำยังอาจได้ยินก้องคำรามราวสีหนาทของเสียงปืน สลับกับเสียงสุโนกในซ่อนพงไพร
คำ “สีหนาท” ในการเดินทางหลายกาลเวลากร่อนเหลือเพียง “สินาด” - ปืนในพากย์คำเมืองเก่าแก่ และยังอาจติดปากพรานเฒ่าแห่งแม่สะเรียงบางคนที่ยังมีลมหายใจ
ฝั่งด้านขวาคือแผ่นดินแม่ฮ่องสอนที่ปูไว้ด้วยถนนสายเล็กซ่อนในป่าโปร่งรำไร เส้นทางวางวายนี้เชื่อมต่อระหว่างแม่สามแลบกับสบเมยที่เบื้องใต้และท่าตาฝั่งเบื้องทิศเหนือ มันวางวายดายเดียวกระทั่งนักเดินทางบางคนหลอกหลอนตัวเองด้วยความหวาดกลัวผีสางและนางไม้
ความตายตามรายทางไม่ใช่เรื่องผิดปกติในดินแดนที่ยังห่มคลุมด้วยความขัดแย้ง (ผู้อพยพที่ถูกระดมยิงจากอีกฝั่ง นอนตายเกลื่อนถนน) และซ่อนพิษร้ายของเชื้อมาลาเรียอำมหิตเงียบ (โรงพยาบาลอยู่ไกลเกินทนพิษไข้สั่นเทาถึงกระดูกดำ)
แต่เราทั้งสี่กำลังมุ่งหน้าบนเรือเหมาลำทวนกระแสน้ำสู่ท่าตาฝั่งด้วยความเพลิดเพลินใจ
ท่าตาฝั่งเป็นสถานที่เช่นไร เราทั้งสี่คนไม่เคยจินตนาการออก ด้วยความสู่รู้ของนักแรมทางหนุ่ม เขาพบข้อมูลที่น่าสนใจของเมืองท่าแห่งแรกของสาละวินฝั่งไทย หมู่บ้านขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่เคยเป็นจุดผ่านของขบวนการค้าที่อาจสาวไปไกลถึงยุคก่อนประวัติศาสตร์ ถ้วยชามจากจีนบางชิ้นบ่งชี้ถึงความเก่าแก่ถึงสมัยราชวงศ์หมิง และประวัติศาสตร์บางตอนของวงการตำรวจไทยเคยบันทึกไว้ว่าโรงพักเก่าอายุคราวทวด ที่สุดเขตพรมแดนตะวันตกเคยตั้งอยู่ที่นี่
ท่าตาฝั่งสำหรับนกขมิ้น 4 ตัวในวินาทีแรกพบนั้น ห่มตัวในหุบเขาที่ผ่ากลางด้วยสายน้ำ ทิ้งแนวทรายละเอียดกว่าผงมุขระยิบระยับ วาดผ่านคุ้งน้ำเหนือใต้สลับโตรกไศลสลักเสลาด้วยกระแสธาร หมู่บ้านวางตัวเองบนไหล่เขาชะเง้อมองยอดข้าวเล่นลมบนนาขั้นบันไดเบื้องล่าง งดงามกว่าคำบรรยายไม่กี่บรรทัด
ในความงดงามนั้น ยังมีด้านที่มัวมนซุ่มแฝง
การฆ่าฟันเพื่อช่วงชิงแผ่นดินยังคงดำเนินเป็นปกติ เทือกเขาสลับพื้นราบแคบๆ และที่มั่นของกองกำลัง KNU สลับกับฐานกำลังของทัพพม่า
“แนวรบด้านตะวันตก สถานการณ์ยังไม่เปลี่ยนแปลง”
นักเขียนหนุ่มโพล่งขึ้นมาทำลายความเงียบหลายวินาที ประโยคนั้นขอยืมจากชื่อนิยายสะท้อนความโหดร้ายของสงครามโลกครั้งที่ 1 จากปลายปากกาของ Erich Maria Remarque
ในความเป็นจริงพรมแดนตะวันตกกำลังเปลี่ยนไป เหมือนกับสงครามที่ผันแปรรูปลักษณ์ไม่สิ้นสุด แต่ความเปลี่ยนแปลงที่สาละวินช่างเงียบกริบ ค่อยคืบคลานเข้ามากลืนกินทั้งแผ่นดิน ชีวิต และวิญญาณของสองฝั่งลำน้ำ
เขื่อน คือชะตากรรมเลวร้ายขั้นอุกฤษฏ์ของลูกสาละวิน
เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติสาละวิน (สว.1) ชี้นิ้วไล่ไปตามราวสันเขาสูงกว่าคอแหงนมอง มันคือระดับน้ำหลากท่วมภายหลังเขื่อนเสร็จสิ้น สิ่งที่จะจมหายใต้กระแสน้ำเอ่อท้น มิใช่เพียงเกาะแก่งนับร้อยพันอันเป็นที่ฟูมฟักถิ่นน้ำ มิใช่เพียงพื้นที่ป่าเกินคำนวณมูลค่า และมิใช่เพียงหมู่บ้านไม่กี่หลังคาเรือน
คืนนั้นความมืดเร่งรีบเข้าห่อหุ้มวารวันรวดเร็วกว่าความคุ้นเคยของมนุษย์หลงแสงนีออน เราจุดอารมณ์ให้รำไรด้วยบทสนทนาในอารมณ์คุกรุ่นและน้ำกลั่นสีทองรสร้อนแรง สายตาของบางเราพยายามแทงฝ่าความมืด คงพยายามเก็บภาพของภูผาให้ประทับลงความทรงจำให้มากที่สุด ก่อนความยิ่งยงจะลับหายใต้กระแสธาร
เขื่อนงั้นหรือ?
พรานป่า พรานเบ็ด และเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น ผู้ร่วมเชื้อสายของพี่น้องร่วมเผ่าอีกฟากฝั่งน้ำ เล่าลือ อย่างเจ็บปวดถึงความพยายามอย่างแนบเนียนของรัฐบาลทหารพม่าในอันที่จะกำจัดชนกลุ่มน้อยที่เป็นเสี้ยนหนามตามตะเข็บชายแดน การกักน้ำให้ล้นท่วมแผ่นดิน หมายบีบคั้นให้ชาวพื้นถิ่นถอยร่นออกห่างจุดยุทธศาสตร์ เพื่อกวาดล้างอย่างง่ายดาย
แน่นอนการกระทำนี้ย่อมได้รับความเห็นชอบของนายทุนประเทศเพื่อนบ้าน ผู้มองเห็นตัวเลขผลประกอบการสูงค่ากว่าชาติพันธุ์
“ใช้น้ำล้างแผ่นดินเกิดและตาย ถมชีวิตให้จมลงสู่ใต้ผืนน้ำตลอดกาล มันคือการชำระล้างเผ่าพันธุ์ทางอ้อมมิใช่หรือนี่!”
นักเขียนหนุ่มคำรามในหัวใจที่กำลังครุ่นคิดไม่ตกกับความหมายของคำว่า Ethnocide การชำระล้างเชื้อชาติ และแผ่นดินด้วยน้ำมือมนุษย์
เขื่อนคงเป็นอาวุธที่แนบเนียนที่สุด!
อาจเป็นความคิดกล่าวหาที่เกินกว่าเหตุ แต่เราอดจินตนาการผลพวงของการผลักดันชนชาติหนึ่งๆ ให้สูญสิ้นแผ่นดินเกิดมิได้ เพราะมันคือภาพสะท้อนของเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นกับชาวยิวมาแล้ว
ผู้คนซึ่งพลัดแผ่นดินมักตกเป็นเหยื่อของการกวาดล้างอย่างง่ายดาย และชาวกะเหรี่ยงนานาเผ่าอาจเผชิญชะตากรรมเยี่ยงนั้นในอีกไม่นาน
โศกนาฏกรรมกำลังโหมโรงฉากแรกในอีกไม่นานเกินรอ ในระหว่างที่เผด็จการบางคนในกรุงเนย์ปิดอว์กำลังนับกระสุนปืนในคลังแสง และระหว่างที่นายทุนในบางกอกคำนวณผลกำไรสุทธิอย่างเลือดเย็น
แต่เราบางคนที่ริมฝั่งสาละวินกำลังรอคอยวันนับร่างไร้วิญญาณ
นักแรมทางแทบคลั่งในความยินดีอย่างยิ่งที่ไฟฟ้าดับลง พร้อมกับเปลวเทียนที่วาบแสงขึ้น ห้วงอารมณ์รุนแรงบีบเค้นให้เขาผละตัวจากความเกี่ยวข้องทั้งมวลกับการสร้างเขื่อน รวมถึงไฟฟ้า แม้ว่ากระแสไฟที่นี่จะปั่นด้วยเครื่องยนต์ดีเซลมิใช่พลังน้ำก็ตาม
คืนนั้นการสนทนายังดำเนินต่อไปอย่างเนิบนาบ จากเรื่องราวของเขื่อนสู่สังคมของชาวไพร ชาวเมืองกับความเฉยเมย ประวัติศาสตร์ที่ถูกซ่อน อนาคตที่ไร้ความแน่นอน และมิตรภาพท่ามกลางถ้อยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นสลับกับความเงียบกริบของราวป่า ฉับพลันลำน้ำสาละวินเกิดเสียงลั่นราวสำลักกระแสไหลบ่าเรื่อยจากฝั่งพม่าขยับเข้าใกล้ฝั่งของเรา คณะนักนิยมไพรมองหน้าเลิกลั่ก ก่อนที่หยาดน้ำฟ้าเม็ดใหญ่จะเฉลยความจริงกับเรา ว่าคือฝนหลงฤดู
“ฟ้าวิปริต” เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติ (อช.) เอ่ยขึ้นด้วยสีหน้ากังวล และเราเห็นด้วยอย่างยิ่งเราดั้นด้นค้นหาความหนาวเหน็บท่ามหุบผา แต่กลับพบไอร้อนจนต้องเปลื้องเสื้อผ้า แต่แล้วกลับถูกปั่นหัวโดยธรรมชาติด้วยฤดูฝนกลางเดือน 12
ใช่ ชาวท่าตาฝั่งอาจไม่คุ้นเคยกับภาวะโลกร้อนที่กรอกหูชาวเมืองทุกวี่วัน แต่พวกเขาต้องทนรับกับความวิปริตของฟ้าดินเฉกเช่นเดียวกัน ทั้งที่น้ำมือของพวกเขาอาจมิได้ลงมือย่ำยีได้เท่าเราทั้งหลายในมหานคร และอนุนคร
ไม่นานเกินยามสองฝนเริ่มซาเม็ด พร้อมกับเสียงลั่นปังก้องมาจากอีกฝั่งประเทศ นักแรมทางทั้งสามมองแก้วที่ว่างเปล่า แล้วคิดเสียดายกับเสบียงสีอำพันที่น้อยเกินไป แต่นักเขียนหนุ่มกระหายลมหายใจหอบอวลควันขาวของยาสูบบางชนิด
“กลางป่าไม่มีขายหรอก ไอ้ของอย่างว่า” แต่กับนักแรมทางกับการสนทนาถูกคอ เขาพร้อมที่จะบริการด้วยความเต็มใจในฐานะเจ้าบ้าน “ถ้าคุณอยาก เดี๋ยว ‘สุย’ มาให้”
“สุย” คำนั้น เพื่อนพรานเบ็ดเชื้อสายกะเหรี่ยงเฉลยความหมายของมันที่คลับคล้ายกับการฉกชิงด้วยกระบวนการบางอย่างที่คล้ายจะถูกต้องแต่ก็ไม่ต้องกับคลองธรรมเสียทีเดียว
เราไม่ปรารถนาให้ชีวิตตกอยู่ในความกำกวมของความหมายและกฎหมาย คำปฏิเสธนุ่มนวลตามด้วยรอยยิ้มคือมารยาทสากล พร้อมยืนยันว่าในบรรดาศัพท์กะเหรี่ยงทุกคำที่ได้ยินในคืนนี้ การเข้าใจความหมายซ่อนเร้นของ “สุย” เป็นความสำราญของเราที่สุด
แต่ในบางขณะมันทำให้เราหดหู่ เขื่อนขวางลำสาละวินเกิดจาก “สุย” การฉกฉวยด้วยอำนาจที่เหนือกว่า บนความสูญเสียของคนชายขอบเช่นกัน
จากคืนนั้นผ่านถึงยามเช้าหมอกโลมไล้ใบหน้า นักแรมทางพยายามนึกฝันถึงการ “สุย” ข้อตกลงสร้างเขื่อนมาขยำเล่นแล้วโยนทิ้งแม่น้ำ แต่มันเป็นเพียงจินตนาการที่หลุดโลกเกินไป ในห้วงกาลที่แนวเขื่อนเริ่มตั้งบ่า ราวยักษ์น้อยรอเติบใหญ่ เพื่อกวาดผลักกระแสน้ำให้ไหลท่วมทะลักภาพปัจจุบัน
อนาคตร้อนรนจะละลายสายหมอกยะเยือก วันนั้นตำนานจะกลายเป็นเพียงเรื่องโกหกที่นอนนิ่งใต้ท้องน้ำ ชนเผ่าจากสรวงสวรรค์ จะเริ่มต้นชีวิตใหม่ในสมรภูมินรกกลางป่า ขุนเขาสีมรกตจะไร้มงกุฎขาวละไมกว่าปุยฝ้าย สวมไว้เหนือยอดเสียดหาว
อีกไม่นาน น้ำจะท่วมฟ้า







