
คุณค่าแห่งพระวินัย...ที่ชาวพุทธควรเข้าใจ (ตอน ๙)
ปุจฉา : นมัสการพระอาจารย์อารยะวังโส
ปุจฉา : นมัสการพระอาจารย์อารยะวังโส
โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส
ปุจฉา : นมัสการพระอาจารย์อารยะวังโส
ได้อ่านธรรมส่องโลก ในเรื่องที่เกี่ยวกับการบัญญัติวินัยว่าด้วยเรื่องการลักทรัพย์ถึงขั้นปาราชิก คือ ขาดจากความเป็นพระสงฆ์ และท่านอาจารย์เทียบเคียงให้เห็นคุณประโยชน์ของการบัญญัติวินัยหรือศีลไว้อย่างแข็งแรงของพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะการไม่ปล่อยให้พระสงฆ์ประพฤติออกนอกกรอบความเป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า อ่านแล้วได้สาระความรู้อย่างยิ่งในสิกขาบทที่ ๒ จากจำนวน ๔ สิกขาบทของโทษปาราชิก
จึงใคร่ขอให้ท่านอาจารย์แสดงความสำคัญในเนื้อหาสาระอีก ๓ สิกขาบท ว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างไร มีสาระที่จะนำมาใช้ประโยชน์กับการบริหารประเทศอย่างไรบ้าง หากไม่เป็นการรบกวน ขอพระอาจารย์ช่วยเขียนตอบให้ด้วยผ่านคอลัมน์ธรรมส่องโลก เพื่อการศึกษาของชาวพุทธที่ควรรู้
นมัสการด้วยความเคารพยิ่ง
ศรัทธาธรรมส่องโลก
วิสัชนา : เพื่อปกป้องสังคมอย่างเต็มที่ พิจารณาลดหลั่นโทษลงไป ในกรณีพรากกายจากชีวิตอันเป็นไปตามหลักเจตนาเป็นเครื่องบ่งชี้ รวมถึงการประเมินสิ่งแวดล้อมทั้งหลายเข้าประกอบด้วย เพื่อพิจารณาน้ำหนักของการกระทำ ซึ่งนำไปสู่การทำมนุษย์ให้ตาย
หากเรามองย้อนกลับไปดูความจริงในสมัยพุทธกาล ก็จะพบว่ามีหลายลัทธิที่สามารถกระทำการฆ่ามนุษย์ บูชายัญตามความเชื่อของพราหมณ์ได้ การเสพเมถุนในหมู่นักบวชบางลัทธิ การขโมยของหรือการลักทรัพย์ตามการสอนของครูอชิตเกสกัมพล ซึ่งเป็นหนึ่งในหกครูที่มีชื่อเสียงมากในขณะนั้น มีพฤติกรรมดังกล่าวกันมาก อันกลายเป็นเรื่องที่น่ารังเกียจของชาวเมืองที่มีความรู้ความเข้าใจในหลักศีลธรรมเบื้องต้น ซึ่งได้กล่าวโทษ เพ่งติเตียนในเรื่องดังกล่าวที่น่ารังเกียจกันมาก
พระพุทธศาสนาได้พิจารณาเห็นความสำคัญในเรื่องดังกล่าว เพื่อต้องการปกป้องพหูชน จึงได้บัญญัติโทษแด่ภิกษุที่ละเมิดปฏิบัติถึงขั้นปาราชิก คือ ให้ขาดจากความเป็นภิกษุทันที เพื่อการจำแนกแจกแจงให้เห็นความต่างฐานะ และต่างการกระทำระหว่างภิกษุกับผู้ครองเรือน ว่ามีความประณีต ละเอียดต่างกัน ดังที่ปรากฏในพระโอวาทปาฏิโมกข์ที่กล่าวไว้ในอุดมการณ์ ๔ ว่า
“...น หิ ปพฺพชิโต ปรูปฆาตี สมโณ โหติ ปรํ วิเหฐยนฺโต...”
แปลว่า ผู้เข้าไปฆ่าผู้อื่น ไม่ชื่อว่าเป็นบรรพชิต ผู้เข้าไปเบียดเบียนผู้อื่น ไม่ชื่อว่าเป็นสมณะเลย...”
ดังนั้น ความตามบัญญัติในปาราชิก ซึ่งมีสิกขาบท ๔ จึงมีความชัดเจนยิ่งต่อการแสดงเจตนาสอดรับกับพระโอวาทปาฏิโมกข์ และสอดคล้องกับหลักคุรุธรรมของโลกที่ปรากฏอยู่ในศีล ๕ เพียงแต่ความประณีตนั้นถูกขยายความละเอียดจนต่างกันตามความมุ่งหมายของฐานะ
อันบ่งชี้ถึงจุดมุ่งหมาย ด้วยความต่างระดับของศีล จึงทำให้อาจจะมองได้ว่า ระหว่างผู้ออกบวชกับผู้ครองเรือนเป็นคนละเรื่องกันก็ว่าได้ แต่หากพิจารณาให้ละเอียดก็มาจากเรื่องเดียวกันอย่างแท้จริง เพียงแต่ต่างระดับความประณีตลุ่มลึก ซึ่งศีล ๕ หรือคุรุธรรม จัดวางรูปแบบให้เห็นความจริงของศีลขั้นธรรม อันอาศัยอ้างอิงกฎแห่งกรรมเป็นที่ศึกษา แต่ในขณะที่ศีลขั้นวินัยนั้น เราสามารถเห็นปัจจัยสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นจากการกระทำของบุคคลกับสภาพสิ่งแวดล้อมในสังคมนั้นๆ ซึ่งส่งผลต่อสังคมมาก







