
กฐินแล่น ชาวภูไทยจากดอกฝ้ายจนกลายเป็นผ้าไตรจีวร
โดย...ณัฏฐ์ฐิติ อำไพวรรณ
โดย...ณัฏฐ์ฐิติ อำไพวรรณ
ขึ้นต้นเรื่องด้วยคำว่า “กฐินแล่น” ในภาษาพื้นเมืองภาคอีสาน หรือ “จุลกฐิน” ในภาษาที่เป็นทางการหน่อย...ไม่แปลกใจเลยที่คนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่คงไม่รู้จัก
อธิบายอย่างง่ายๆ “จุลกฐิน” คือคำเรียกการทอดกฐินแบบโบราณ เป็นวิถีวัฒนธรรมที่มีมาตั้งแต่พุทธกาล เป็นการทอดกฐินที่ทำขึ้นในเวลาอันจำกัดรีบด่วน โดยจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันเดียว เริ่มตั้งแต่การเก็บดอกฝ้าย นำมาปั่นให้เป็นเส้นด้าย จากนั้นทอด้วยมือจนเป็นผืนผ้า รวมไปถึงย้อมด้วยสีธรรมชาติ และนำมาเย็บจนกลายเป็นผ้าไตรจีวร... แน่นอนว่าการจะทำทุกๆ ขั้นตอนเหล่านี้ให้เสร็จภายในวันเดียวต้องอาศัยความสามัคคี และการร่วมแรงร่วมใจจากผู้คนเป็นจำนวนมาก แม้จะเป็นงานกฐินเล็กๆ ที่อาจไม่มีทรัพย์สินหรือเงินทองในการทำบุญมากมาย แต่ก็เป็นงานบุญที่สื่อถึงความศรัทธา รวมถึงความสามัคคีของคนในชุมชนได้เป็นอย่างดี
แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนแปลงไป...การถวายผ้ากฐินหรือการทอดกฐินก็เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก ประเพณีจุลกฐิน แบบดั้งเดิมแทบจะเลือนหายไปจากวิถีชีวิตคนไทย ในปัจจุบันมีเหลือหมู่บ้านทางภาคเหนือและทางภาคอีสานไม่กี่แห่งที่ยังคงสืบสานประเพณี “กฐินแล่น” ไว้ได้อย่างเหนียวแน่น
เมื่อปลายเดือนที่ผ่านมา มีการจัดงาน “ปั่นฝ้าย สายบุญ จุลกฐินถิ่นภูไทย” ที่วัดศรีนันทาราม บ้านภู ต.บ้านเป้า อ.หนองสูง จ.มุกดาหาร...วัดศรีนันทารามเป็นวัดเก่าแก่ประจำหมู่บ้าน สร้างขึ้นเมื่อใดไม่มีหลักฐานปรากฏ ภายในวัดมีโบสถ์โบราณหลังเล็ก มีรูปทรงและการตกแต่งที่ดูแปลกตา อายุไม่ต่ำกว่า 100 ปี แต่ยังคงได้รับการดูแลรักษาเป็นอย่างดีจากคนในชุมชน
คนในหมู่บ้านส่วนใหญ่เป็นชาว “ผู้ไทย” หรือ “ภูไทย” ซึ่งอพยพข้ามฝั่งแม่น้ำโขงกันมานานหลายชั่วอายุคน กระจัดกระจายกันอยู่ทั้งมุกดาหาร นครพนม ไปถึงสกลนคร และกาฬสินธุ์ ใช้ชีวิตอยู่กับการทำไร่ ทำนา เลี้ยงสัตว์ แบบเรียบง่ายผู้หญิงทอผ้า ทำสวนครัว มีความเข้มแข็งในการรักษาวัฒนธรรมประจำถิ่น
แม้ว่ากาลเวลาจะเปลี่ยนไป แต่ชุมชนชาวภูไทย ย่านวัดศรีนันทาราม อ.หนองสูง ยังคงรักษาวัฒนธรรมประจำถิ่นของตัวเองได้เป็นอย่างดี เป็นชุมชนมีความสามัคคีและมีการรวมตัวอย่างเหนียวแน่นเข้มแข็ง มีการจัดตั้ง “ศูนย์เรียนรู้ชุมชน” ขึ้นในหมู่บ้าน เพื่อถ่ายทอดกระบวนการเรียนรู้ในวัฒนธรรมท้องถิ่น และเป็นชุมชนที่เพิ่งได้รับรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวยอดเยี่ยม ประจำปี 2553 (Tourism Awards 2010) สาขาชุมชนดีเด่น จากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
ภาพประทับใจ (สำหรับผม) เกิดขึ้นตั้งแต่ก้าวแรกที่ลงจากรถ...รอยยิ้มที่จริงใจ ไร้เสแสร้ง และการต้อนรับอันอบอุ่นของชาวภูไท ตั้งแต่เย็นก่อนวันงาน ที่มีการเลี้ยงอาหารพื้นเมืองแบบพาแลง ปูเสื่อนั่งล้อมวงกินข้าวกันอย่างเรียบง่าย และมีพิธีบายศรีสู่ขวัญ...ภายในหมู่บ้าน และวัดศรีนันทาราม ก็ตกแต่งกันเองแบบเรียบๆ ง่ายๆ เศษผ้าสีสันสดใส สลับกับดอกฝ้ายสีขาวนวล ถูกผูกติดตามทางเดินและตามใต้ถุนบ้าน ลานว่างๆ หน้าโบสถ์ถูกปูทับด้วยเสื่อ เพื่อไว้สำหรับนั่งรวมกลุ่มกันทำพิธีและทำตามขั้นตอนต่างๆ เพื่อเปลี่ยนดอกฝ้ายให้กลายเป็นผ้าไตรจีวร ภายในวันเดียว
ยามเช้าตรู่ เริ่มจากพิธีเก็บดอกฝ้าย ซึ่งต้องให้เด็กหญิงพรหมจรรย์นุ่งขาวห่มขาวเป็นผู้เก็บ เพราะเชื่อกันว่าจะทำให้ฝ้ายที่ได้มามีความบริสุทธิ์ เหมาะสมที่จะนำไปถวายพระสงฆ์ หลังจากเก็บฝ้ายก็มีขบวนแห่ฝ้ายที่ได้มา โดยชาวบ้านที่มาร่วมขบวนแห่ ต่างก็ขนเครื่องไม้เครื่องมือที่ใช้ในการทอผ้าฝ้ายจากบ้านของตัวเองออกมาร่วมขบวน เมื่อไปถึงบริเวณวัดต่างคนก็ต่างแยกย้ายช่วยกันทำผ้าฝ้ายตามขั้นตอนต่างๆ ซึ่งถือเป็นภูมิปัญญาโบราณ
เริ่มจากนำเอาดอกฝ้ายมาดีดให้ได้ฝ้ายที่นุ่ม ละเอียด จากนั้นนำมาปั่นให้เป็นเส้น นำมากรอต่อให้กลายเป็นเส้นด้าย แล้วมัดรวบให้เป็นขดตามที่ต้องการ จากนั้นนำขดด้ายไปต้มกับน้ำข้าวเพื่อเพิ่มความแข็งแรง ตากให้แห้ง แล้วนำมากรอลงกระสวยใส่เครื่องทอมือ ทอจนได้ผ้ามากเท่าที่ต้องการ จากนั้นก็แบ่งกันไปเย็บให้เป็นผ้าไตรจีวร...สุดท้ายก็นำผ้าไตรจีวรนั้นมาย้อมด้วยสีธรรมชาติ...กระบวนการทั้งหมดที่ว่ามาเหล่านี้ ชาวบ้านในหมู่บ้านช่วยกันทำข้ามวันข้ามคืน เพื่อให้ได้ผ้าไตรจีวรที่พร้อมถวายพระสงฆ์ในเช้าวันรุ่งขึ้น
“กฐินแล่น” หรือ “จุลกฐิน”...งานกฐินเล็กๆ ที่ต้องอาศัย “น้ำใจ” อันยิ่งใหญ่







