
เวนิซอัสดง ตรงไปแฮร์รีบาร์
หลังชมจิตรกรรมความงามตามธรรมชาติช่วงพระอาทิตย์กำลังเดินทางลับขอบโลก
หลังชมจิตรกรรมความงามตามธรรมชาติช่วงพระอาทิตย์กำลังเดินทางลับขอบโลก
เรื่อง ปณิฏา สุวรรณปาล / ปณิฏา สุวรรณปาล
หลังชมจิตรกรรมความงามตามธรรมชาติช่วงพระอาทิตย์กำลังเดินทางลับขอบโลก บริเวณท่าน้ำแถวซานมาร์โกหรือซานซัคคาเรียแล้ว สิ่งที่นัก “กินดื่ม” และนักเที่ยวผู้รักความกิ๊บเก๋ไม่ควรพลาด สำหรับการมาเยือนเวนิซไม่แพ้กันก็คือ ประสบการณ์ “เบลลินี” ที่ “แฮร์รีบาร์”
79 ปีมาแล้ว ที่แฮร์รีบาร์เป็นสถานที่สำหรับ “พรีดินเนอร์” ของบรรดาคนดัง ไฮโซ นักเขียน ศิลปิน รวมทั้งนักคิดทั่วโลก ต่างก็ประทับใจในบาร์เล็กๆ ริมน้ำที่มีบรรยากาศหรูหรา มีอาหารอร่อย และเมนูเครื่องดื่มน่าประทับใจ
คนที่ทำให้แฮร์รีบาร์โด่งดังที่สุด หนีไม่พ้นนักเขียนคนดังอย่าง เออร์เนสต์ เฮมิงเวย์ เจ้าของโต๊ะส่วนตัว ณ มุมหนึ่งของบาร์ดังที่มีต้นกำเนิดสาขาออริจินัลอยู่ที่เมืองเวนิซ ด้วยนิยาย Across the River and into the Trees ที่เขาเขียนหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 และอุทิศให้แก่บาร์ดังแห่งนี้
แน่นอนว่า นับจากปี 1931 แฮร์รีบาร์ก็ข้ามกาลเวลาไปพร้อมๆ กับคนดังทั้งหลายที่เปลี่ยนหน้าค่าตามาเยือนอย่างไม่ขาดสาย ทั้งวาทยกรชื่อดังชาวอิตาเลียน อาร์ตูโร ทอสคานีนี นักประดิษฐ์ชาติเดียวกัน จูเกลโม มาร์โคนี นักแสดงดังอย่าง ชาร์ลี แชปลิน นอกจากนั้นยังมีคนดังๆ อีกมากมาย ทั้ง อัลเฟรด ฮิตช์ค็อก ทรูแมน คาโปตี ออร์สัน เวลส์ บารอนฟิลิปป์ เดอ รอสชิลด์ อริสโตเติล โอนาสซิส เปกกี กูกเกนไฮม์ รวมทั้งเจ้าหญิงแอสพาเซียแห่งกรีซ ฯลฯ
แฮร์รีบาร์ก่อตั้งโดย จูเซปเป ชิปรานี อดีตบาร์เทนเดอร์แห่งโรงแรมออยโรปา (Hotel Europa) ในเวนิซ โดยได้ทุนจากมหาเศรษฐีชาวอเมริกัน แฮร์รี พิกเคอริง ผู้เป็นแขกขาประจำของโรงแรมออยโรปา และติดอกติดใจในฝีไม้ลายมือของจูเซปเปยิ่งนัก
หลังจากถูกตัดออกจากกองมรดกของตระกูลในบอสตัน แฮร์รีรวบรวมเงินทั้งหมดที่มี และชวนจูเซปเปไปเปิดบาร์ที่คาลเล วาลลาเรสโซ ใกล้ๆ กับจัตุรัสซานมาร์โก โดยตอนแรกกะว่าจะทำเหมือนบาร์ของโรงแรม คือ มีแต่ดริงก์ ไม่เสิร์ฟอาหาร ทว่าตอนหลังจึงเปลี่ยนเป็นมีอาหารเสิร์ฟด้วย
แม้ว่าโลโก้ของแฮร์รีบาร์จะเป็นรูปของบาร์เทนเดอร์ถือเชกเกอร์กำลังรินมาร์ตินี แมนฮัตตัน หรือค็อกเทลประเภทอื่นที่เสิร์ฟในแก้วขนาดเล็ก ทว่าเครื่องดื่มที่สร้างชื่อเสียงและมีต้นกำเนิดที่บาร์นี้คือ “เบลลินี” (Bellini)
คนที่สร้างสรรค์ค็อกเทลสีชมพูชนิดนี้จะเป็นใครไหนอื่นได้ ต้องเป็นบาร์เทนเดอร์อันดับหนึ่งผู้สร้างสรรค์แฮร์รีบาร์ขึ้นมานั่นเอง จูเซปเป ชิปรานี
“เบลลินี” ตั้งชื่อตามจิตรกรอิตาเลียน (ชาวเวนิซ) จากศตวรรษที่ 15 โจวานนี เบลลินี เนื่องด้วยผลงานชิ้นเอกของจิตรกรสมัยเรอเนสซองซ์ท่านนี้มักโดดเด่นด้วยสีชมพู สีเดียวกับค็อกเทลประจำบาร์ที่มีส่วนผสมหลักๆ คือ พีชกับสปาร์กลิงไวน์ (ต้นฉบับดั้งเดิมคือ โปรเซกโก อันเป็นผลผลิตของแคว้นเวเนโต ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองเวนิซ) เสิร์ฟในแก้วทรงฟลุต (แก้วแชมเปญ)
นอกจากมีต้นกำเนิดที่บาร์แห่งนี้โดยแท้แล้ว ยังเป็นเครื่องดื่มแก้วโปรดลูกค้าขาประจำอย่าง เออร์เนสต์ เฮมิงเวย์ ซินแคลร์ ลิวอิส แล้วก็ออร์สัน เวลส์
ปัจจุบัน แฮร์รีบาร์อยู่ภายใต้การบริหารงานของบริษัท ชิปรานี โดยมีลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของจูเซปเป นามว่า อาร์ริโก ชิปรานี เป็นหัวเรือใหญ่
ชื่อของเขาเทียบเท่ากับ แฮร์รี ในภาษาอังกฤษ
อาร์ริโก เกิดหนึ่งปีให้หลังจากที่แฮร์รีบาร์เปิดดำเนินการ เขาเริ่มประจำการที่หน้าแคชเชียร์ทันทีที่อายุครบ 18 และหลังจบปริญญาตรีทางกฎหมาย อาร์ริโก ก็มาช่วยบิดาบริหารงานที่บาร์ชื่อเดียวกับตัวเองอย่างเต็มตัว โดยอาศัยคอนเซปต์เดิมๆ แบบที่พ่อสอนมาตลอดก็คือ ต้องทำให้ลูกค้ารู้สึกเหมือนแฮร์รีบาร์เป็นบ้าน
กับคนรุ่นที่ 3 อย่าง จูเซปเป ชิปรานี คนหลาน (ลูกของอาร์ริโก) ที่ขยายกิจการแฮร์รีบาร์ไปยังกรุงโรม กรุงฟลอเรนซ์ กรุงนิวยอร์ก และกรุงบัวโนสไอเรส ฯลฯ ก็ยังคงคอนเซปต์เดิมแบบต้นฉบับในเวนิซ
ทุกวันนี้ ก่อนจะได้เวลาดินเนอร์ ซึ่งกว่าจะเริ่มก็สองทุ่มขึ้นไป นักท่องเที่ยวยังคงหลั่งไหลไปแฮร์รีบาร์เพื่อชิม “เบลลินี” สไตล์ต้นตำรับ บาร์เล็กๆ ริมน้ำแน่นเอียดไปด้วยผู้คน ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยว บ้างก็หอบถุงช็อปปิ้งมาเป็นกระตัก แต่เดินกลับโรงแรมไม่ไหว ขอแวะมาเติมพลังกันที่บาร์ให้หายเหน็ดเหนื่อยสักนิด
บาร์เทนเดอร์หนุ่มแทบไม่ต้องผสมค็อกเทลชนิดอื่นใด มองไปโต๊ะไหนๆ ก็วางตั้งไว้ด้วยค็อกเทลขึ้นชื่อสีชมพู ที่เสิร์ฟมาพร้อมมะกอกดองและชีสบอลล์หอมกรุ่น กรอบนอกนุ่มใน ให้เป็นคอมพลีเมนต์ (หรือให้ฟรี)
ค็อกเทลเบลลินีชื่อดังราคาไม่ถูกเลย... (เกินครึ่งพัน) แต่ก็...นะ... นานๆ จะมาที จ่ายเพื่อความกิ๊บเก๋และรสชาติ (หรูหรา) ของชีวิต อย่าไปคิดมากเลย...
เอ้า... ซาลุตเต้!







