
วันสุดท้าย แห่งการหลุดพ้น
นี่คงเป็นหนังอีกเรื่องที่ผมต้องใช้เวลาดู 2-3 รอบ กว่าจะเข้าใจว่าหนังนำเสนอ หรือพยายามจะบอกอะไร กระทั่งผมเริ่มหลงรักความเศร้าอันสวยงาม และความตายที่เคยเกรงกลัวกลับเบาบางลงในที่สุด!
นี่คงเป็นหนังอีกเรื่องที่ผมต้องใช้เวลาดู 2-3 รอบ กว่าจะเข้าใจว่าหนังนำเสนอ หรือพยายามจะบอกอะไร กระทั่งผมเริ่มหลงรักความเศร้าอันสวยงาม และความตายที่เคยเกรงกลัวกลับเบาบางลงในที่สุด!
โดย...ลิตเติ้ล เอ็ม
นี่คงเป็นหนังอีกเรื่องที่ผมต้องใช้เวลาดู 2-3 รอบ กว่าจะเข้าใจว่าหนังนำเสนอ หรือพยายามจะบอกอะไร กระทั่งผมเริ่มหลงรักความเศร้าอันสวยงาม และความตายที่เคยเกรงกลัวกลับเบาบางลงในที่สุด!
Last Days คือหนังภาคสุดท้ายของ “ไตรภาคความตาย” หรือ Death Trilogy ของ กัส แวน แซนต์ ว่ากันว่าเขาได้รับแรงบันดาลใจจากการตายของ เคิร์ต โคเบน ผู้สร้างตำนานอัลเทอเนทีฟ ร็อก ให้โลกโจษจัน ซึ่งจากซิงเกิล “Smell Like Teen Spirit” ซึ่งโด่งดังจนส่งให้อัลบั้ม Nevermind ขายดิบขายดีกระทั่งเหยียบบัลลังก์ของราชาเพลงป๊อปอย่าง ไมเคิล แจ็กสัน อย่างราบคาบ ส่งผลให้ดนตรีสไตล์อัลเทอเนทีฟ ร็อกได้ผงาดเหนือเพลงป๊อป และกลายเป็นหนึ่งในกระแสหลักของวงการดนตรีช่วงต้นทศวรรษ 90 จนถึงวันที่เขาลาจากโลกนี้ไปในปี 1994 นับว่าเป็นช่วงเวลาแห่งความสำเร็จที่สั้นยิ่งนัก แต่มันก็เป็นตำนานให้คนทั่วโลกจดจำเขามาจนทุกวันนี้
เคิร์ต โคเบน มีความสามารถทั้งร้องนำ แต่งเพลง และเล่นกีตาร์ด้วยมือซ้ายอย่างช่ำชอง เมื่อประกอบกับภาพลักษณ์ดิบเถื่อน ก้าวร้าว ขณะเดียวกันก็ดูเปลี่ยวเหงา แปลกแยก รวมไปถึงแววตาเศร้า ทำให้เขาเป็นที่คลั่งไคล้ของแฟนเพลงยุคนั้น และอีกสิ่งหนึ่งที่ส่งให้เคิร์ต โคเบน กลายเป็นตำนานอย่างรวดเร็ว นั้นคือ “ความตาย” นั่นเอง
Last Days เปิดเรื่องด้วยภาพของ เบลค ชายหนุ่ม ผมสีทองประบ่าสวมเสื้อยืดสีขาว กางเกงสีแดงสด ท่าทางเหม่อลอย เหมือนเขากำลังพยายามหลบหนีผู้คน บางครั้งพร่ำบ่นในลำคอเบาๆ และเที่ยวเดินเก้ๆ กังๆ อยู่กลางป่า และคืนนั้นเขาก่อไฟและพักแรมที่นั่น พอรุ่งเช้าก็เดินโซซัดโซเซกลับไปยังบ้านหลังใหญ่ ซึ่งการกระทำของเบลคที่เห็นจุดมุ่งหมายชัดเจนมีเพียงประการเดียวคือการหลบหนีผู้คนและใช้ชีวิตเพียงลำพัง
ตลอดชั่วโมงกว่าๆ หนังนำเสนอแต่ภาพ (ซึ่งมีหลายฉากที่ถ่ายทำแบบ Long Take) แทบจะไม่มีบทสนทนาใดๆ เป็นชิ้นเป็นอันมีเพียงแต่เสียงพึมพำของตัวละคร ทำให้เราดึงอารมณ์ไปอยู่กับตัวละครไปโดยไม่รู้ตัว (บางครั้งก็น่าเบื่อ) และยากจะคาดเดาว่าเขาจะทำสิ่งใดต่อไป และเพื่ออะไร กระทั่งจนถึงฉากสุดท้ายของเรื่องเราจึงเข้าใจ ว่านี่แหละคือชีวิตช่วงสุดท้าย ของเบลคศิลปินผู้เปลี่ยวเหงาที่ต้องการจะหนีความวุ่นวายและหาความสงบให้ตัวเอง และนั้นคือ “การฆ่าตัวตาย” นั่นเอง
จะว่าไปแล้วเรื่องราวของเบลคช่างตรงกับชีวิตของ เคิร์ต โคเบน แม้ว่ากัส แวน แซนต์ จะบอกว่าส่วนหนึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากการตายของ เคิร์ต โคเบน เท่านั้น ซึ่งจากชีวิตจริงมีผู้พบร่างไร้ชีวิตของเคิร์ต โคเบน เมื่อเช้าวันที่ 8 เม.ย. 1994 ในห้องเก็บของภายในบริเวณบ้านเก่า สภาพศพมีเลือดไหลออกมาทางหู ไม่มีร่องรอยบาดแผล มีปืน 1 กระบอกตกอยู่ข้างลำตัว ไม่ไกลกันนั้นมีกระดาษเขียนด้วยลายมือของโคเบนวางอยู่ใต้กระถางต้นไม้ ซึ่งยังคงทิ้งปริศนาการตายไว้ให้ผู้คนถกเถียงกันว่าจริงๆ แล้วโคเบนฆ่าตัวตายหรือถูกฆาตกรรมกันแน่ และภาพนี้ก็เป็นภาพเดียวกับภาพเบลค ที่จบชีวิตลงในหนังเรื่องนี้
ด้วยเนื้อหาของหนังอาจจะไม่ถูกจริตคนดูได้ทั้งหมด แต่ถ้าสัมผัสให้ลึกซึ้งคุณจะเข้าใจความจริงที่ว่าการตายบางครั้งก็ไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัว แต่มันคือการหลุดพ้นต่างหากเล่า!







