posttoday
ยาม 'การสำรวจสำมะโนประชาการ' มาเยือน

ยาม 'การสำรวจสำมะโนประชาการ' มาเยือน

14 พฤศจิกายน 2553

“สวัสดีค่ะ ดิฉันเจ้าหน้าที่สำรวจสำมะโนประชากร ขอรบกวนเวลาสัก 15 นาที เพื่อทำการสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับสมาชิกในครอบครัวของท่าน” เสียงพูดของเจ้าหน้าที่สำรวจสำมะโนประชากรผู้ทำหน้าที่แวะเวียนไปเคาะประตูบ้านคุณเพื่อปฏิบัติภารกิจสำคัญระดับชาติ

ประโยคแบบฉบับที่หยิบยกมานี้ ชาวจีนทุกผู้ทุกนามจะได้สัมผัสกันในช่วงสิบวันแรกของเดือน พ.ย.ศกนี้ เนื่องจากเป็นฤดูกาลของการสำรวจสำมะโนประชากรทั่วประเทศ ซึ่งเริ่มปฏิบัติการตั้งแต่เวลา 0 นาฬิกา ของวันที่ 1 พ.ย. กลุ่มเป้าหมายในครั้งนี้ก็คือ ชาวจีนที่อาศัยอยู่ในราชอาณาจักร รวมทั้งพลเมืองจีนที่อาศัยอยู่ต่างแดน ยกเว้นชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในจีนแบบชั่วคราว สาระสำคัญของการเก็บข้อมูลครั้งนี้ จะประกอบด้วย ชื่อสกุล เพศ ชนเผ่า ระดับการศึกษา อาชีพ ประกันสังคม ชีวิตสมรส บุตร ที่อยู่อาศัย ฯลฯ มีส่วนของการกรอกรายละเอียดแบบสั้น (15 ข้อ) และแบบยาว (45) ในส่วนของรายละเอียดแบบยาวนั้นจะสุ่มสำรวจจากร้อยละ 10 ของประชากรทั้งหมด

การสำรวจครั้งสำมะโนประชากรทั่วประเทศในครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 6 นับแต่มีการสถาปนาประเทศอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ. 1949 โดยการสำรวจครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1953 นั้น เกิดขึ้นจากปัจจัยทางการเมือง เพราะมีการเปิดประชุมสภาผู้แทนประชาชน จึงจำเป็นต้องทราบข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับจำนวนพลเมือง ข้อมูลที่สำรวจในครั้งนั้นประกอบด้วย 6 หัวข้อหลักด้วยกัน ได้แก่ ที่พักอาศัย ชื่อสกุล เพศ อายุ ชนเผ่าและความสัมพันธ์กับเจ้าบ้าน แม้จะเป็นการสำรวจแบบง่ายๆ แต่ก็ถือเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์มาก ดังจะเห็นจากการที่หน่วยงานภาคต่างๆ ในสังคมนำไปใช้เป็นบรรทัดฐานในการวางแผนงาน โดยเฉพาะหน่วยงานภาครัฐที่นำข้อมูลมาใช้เป็นเกณฑ์ในการกำหนดนโยบายต่างๆ เช่น การสร้างโรงเรียนตามเขตชุมชน การสร้างโรงพยาบาลและสาธารณูปโภคต่างๆ ที่สำคัญ ผลการสำรวจยังนำมาใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการกำหนดแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับที่ 1 ของประเทศอีกด้วย ทว่า ชาวจีนในยุคนี้ยังไม่ตระหนักถึงความสำคัญของการสำรวจสำมะโนประชากรเท่าใดนัก

หลังจากผ่านการสูญเสียประชากรจำนวนมากในภัยธรรมชาติที่เกิดต่อเนื่องกันตลอดระยะเวลา 3 ปี การบริหารประเทศก็เป็นไปอย่างยากลำบาก ด้วยเหตุนี้ คณะรัฐบาลจึงต้องการทราบจำนวนประชากรที่มีอยู่ในขณะนั้น จึงมีคำสั่งให้ดำเนินการสำรวจสำมะโนประชากรครั้งที่ 2 ขึ้นในปี ค.ศ. 1964 อาศัยแบบสอบถามจากครั้งแรก และเพิ่มเติมในส่วนของระดับการศึกษา อาชีพและข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลที่ได้จากการสำรวจค่อนข้างเป็นความลับ มีเพียงผู้บริหารประเทศระดับสูงเท่านั้นที่รับทราบ ประชาชนทั่วไปรับรู้เพียงจำนวนประชากรทั้งหมด เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะหากประกาศข้อมูลการสำรวจอย่างละเอียด จะทำให้ทราบถึงจำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ภัยธรรมชาติ อย่างไรก็ดี ผลการสำรวจหลักๆ ในครั้งนั้น ประกาศอย่างเป็นทางการหลังปี ค.ศ. 1980

และแล้ว รากฐานของการสำรวจสำมะโนที่สำคัญในยุคปัจจุบันก็มีขึ้นในปี ค.ศ. 1982 หรือก็คือช่วงเวลาของการสำรวจสำมะโนประชากรครั้งที่ 3 มาเยือนนั่นเอง การสำรวจในครั้งนี้ถือว่ามีความสำคัญมาก เพราะเป็นครั้งแรกที่เชิญผู้เชี่ยวชาญจากสหรัฐอเมริกามาแนะแนวทางการสำรวจและออกแบบสอบถามที่มีความชัดเจนยิ่งขึ้น จากนั้นก็มีการจัดตั้งหน่วยงานสำรวจสำมะโนประชากรจีนอย่างเป็นระบบและจัดตั้งสำนักงานตามท้องที่ต่างๆ ทั่วประเทศ เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า หลังจากนี้จะทำการสำรวจทุกๆ สิบปี โดยจะสำรวจสำมะโนประชากรในปีที่ลงท้ายด้วยเลขหลัก 10 ระหว่างการสำรวจในแต่ละครั้งจะมีการสุ่มสำรวจร้อยละ 1 ซึ่งครั้งแรกจัดทำในปี ค.ศ. 1987 โดยครั้งต่อๆ ไปจะสุ่มสำรวจในปีที่ลงท้ายด้วยเลข “5”

หลังจากนั้น 10 ปี ก็ถึงเวลาของการสำรวจสำมะโนประชากรครั้งที่ 4 ถือเป็นช่วงที่สังคมจีนเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างมาก เพราะเข้าสู่การดำเนินนโยบายปฏิรูปทางเศรษฐกิจและสังคมไปชั่วระยะเวลาหนึ่งและเริ่มบังคับใช้กฎหมายคุมกำเนิดที่กำหนดให้ชาวจีนมีบุตรได้ 1 คน (ยกเว้นชนเผ่ากลุ่มน้อยที่มีสัดส่วนประชากรไม่มาก สามารถมีบุตรตามที่กฎหมายท้องถิ่นบัญญัติไว้) อัตราการเกิดลดลงอย่างรวดเร็วมาอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ ขนาดของครอบครัวเริ่มมีขนาดเล็กลง ผู้สูงอายุเริ่มมีจำนวนมากขึ้น แรงงานภาคเกษตรกรรมเริ่มผ่องถ่ายมาอาศัยตามเมืองใหญ่ๆ การไหลเวียนของประชากรอยู่ในระดับสูง อัตราการว่างงานก็สูงขึ้นเช่นกัน ด้วยลักษณะทางสังคมที่แปรเปลี่ยนไปเช่นนี้ ย่อมส่งผลต่อนโยบายการบริหารส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น

เหตุที่ตัวเลขจากการสำรวจสำมะโนประชากรในแต่ละครั้งของจีนมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ก็เพราะดินแดนแห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีประชากรมากเป็นอันดับหนึ่งของโลก ความถูกต้องของข้อมูลย่อมส่งผลต่อภาพรวมของประชากรโลก ดังจะเห็นได้จากการที่ประเทศจีนไม่ได้สำรวจสำมะโนประชากรช่วงทศวรรษที่ 70 ส่งผลต่อสถิติประชากรโลกที่ลดต่ำลงมาอยู่ที่ประมาณร้อยละ 71 ซึ่งต่างจากเดิมที่ควรอยู่ที่ร้อยละ 95 ของประชากรโลก แสดงให้เห็นว่า ปฏิบัติการดังกล่าวเป็นตัวแปรสำคัญที่ส่งผลต่อจำนวนประชากรโลก

การสำรวจสำมะโนประชากรถือว่าเป็นการระดมกำลังครั้งใหญ่ของประเทศ นับแต่ปี ค.ศ. 2000 ซึ่งมีการสำรวจสำมะโนประชากรครั้งที่ 5 พบว่า สภาพทางสังคมของจีนมีความเปลี่ยนแปลงไปตามความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจที่เข้าสู่ยุคตลาดการค้าแบบเสรี ดังนั้น ข้อมูลที่ได้จากการสำรวจครั้งนั้น จึงส่งผลต่อการปรับเปลี่ยนนโยบายแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับต่อๆ ไป เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงมากขึ้น

คำขวัญที่ว่า “สำมะโนประชากร เพื่อประโยชน์ของประเทศและคุณ” เป็นคำกล่าวที่อยู่บนพื้นฐานของความจริง และมีส่วนสัมพันธ์กับชาวจีนทุกครัวเรือน อย่าเห็นว่าการสอบถามข้อมูลเพียงไม่กี่นาทีคงไม่มีส่วนช่วยให้บ้านเมืองพัฒนาไปก้าวไกลได้สักเท่าใดนัก เพราะสิ่งที่ได้จากการสำรวจเมื่อนำไปประมวลผล จะส่งผลกลับมาในรูปแบบที่เราไม่เคยใส่ใจ เช่น ข้อมูลที่ได้จากระดับการศึกษา การประกันสุขภาพของผู้สูงอายุ ฯลฯ ในแต่ละท้องที่ ล้วนเป็นปัจจัยที่หน่วยงานภาครัฐจะนำมาประกอบการตัดสินใจเรื่องการบริหารภาคส่วนต่างๆ ดังนั้น ข้อมูลที่ถูกต้องย่อมเอื้อประโยชน์ต่อแผนพัฒนาสังคมอย่างมิต้องสงสัย

และไม่ว่าผลการสำรวจสำมะโนประชากรในครั้งนี้จะออกมาเช่นไร ขอเพียงชาวจีนทุกคนทำหน้าที่พลเมืองดีด้วยการให้ข้อมูลที่ตรงตามความเป็นจริงที่สุด เท่านี้ก็ถือเป็นการช่วยประเทศชาติให้เจริญรุ่งเรืองสืบไป

ภาวนาให้เป็นเช่นนั้น

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน