posttoday
คอลัมน์ซอยสวนพลู ขอวินิจฉัย "โรคเบื่อ คสช. ร้ายแรงอย่างไร"

คอลัมน์ซอยสวนพลู ขอวินิจฉัย "โรคเบื่อ คสช. ร้ายแรงอย่างไร"

26 พฤษภาคม 2562

“โรคเบื่อผู้นำ” เป็นความขัดแย้งทางการเมืองในระดับเบื้องต้น ถ้าปล่อยให้ลุกลามต่อไปอาจจะกลายเป็น “มะเร็งการเมือง”หรือความขัดแย้งทางการเมืองในขั้นที่รุนแรงที่สุดต่อไปก็ได้

“โรคเบื่อผู้นำ” เป็นความขัดแย้งทางการเมืองในระดับเบื้องต้น ถ้าปล่อยให้ลุกลามต่อไปอาจจะกลายเป็น “มะเร็งการเมือง”หรือความขัดแย้งทางการเมืองในขั้นที่รุนแรงที่สุดต่อไปก็ได้

************

โดยทวี สุรฤทธิกุล 

“โรคเบื่อผู้นำ” เกิดขึ้นแล้วหลายครั้ง

“โรคเบื่อผู้นำ”เป็นปรากฏการณ์ธรรมดาอย่างหนึ่งในทางการเมือง ในทางรัฐศาสตร์มีการเรียนการสอนกันมาว่า โรคนี้เป็นส่วนหนึ่งของ “ความขัดแย้งทางการเมือง”(Political Conflict)ที่เกิดจากความไม่พอใจของผู้ใต้ปกครองต่อผู้ปกครอง ที่เป็นธรรมชาติของระบบการเมืองโดยทั่วไป และเกิดมาตั้งแต่มนุษย์เริ่มก่อตัวเป็นสังคม โดยสังคมในระดับเล็กที่สุดคือ “ครอบครัว”นั้น ก็มีภาวะของความขัดแย้งอยู่ในสังคมมาตั้งแต่แรกเกิด เช่น การที่เด็กร้องไห้โยเยเรียกร้องความสนใจ หรือการที่ลูกๆ ไม่เชื่อฟังพ่อแม่ เป็นต้น พอมาเป็นสังคมชุมชน หมู่บ้าน จนถึงระดับประเทศชาติ ความขัดแย้งในสังคมเหล่านั้นก็มีเกิดขึ้นอยู่เสมอ ซึ่เราอาจจะเรียกความขัดแย้งในทุกสังคมนี้ได้ว่าเป็น “อนิจจังแห่งสังคม” เช่นเดียวกันกับที่เราเรียกการเกิด แก่ เจ็บ และตาย ว่า เป็น “อนิจจังของชีวิต”

สาเหตุของความขัดแย้งในทางการเมืองก็ต้องย้อนไปศึกษาในผลงานของฌอง ฌาร์ค รุซโซ ปราชญ์ทางรัฐศาสตร์ชาวฝรั่งเศสเมื่อต้นศตวรรษที่ ๑๘ ที่กล่าวว่ามนุษย์เป็นสัตว์เสรี แต่เมื่อมาอยู่ร่วมกันก็เหมือนถูกพันธการ คือต้องมาถูกผูกมัดอยู่ด้วยกฏเกณฑ์ทางสังคมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของขนบธรรมเนียมประเพณี จารีตทางการปกครอง รวมถึงกฎระเบียบต่างๆ ดังนั้นเพื่อแสวงหาเสรีหรือความอิสระ มนุษย์จึงพยายามดิ้นรนต่อสู้ ซึ่งถ้าผู้ปกครองตอบสนองได้ดี สังคมการเมืองก็จะมีเสถียรภาพราบรื่น แต่ถ้าผู้ปกครองตอบสนองได้ไม่เป็นที่พอใจ สังคมการเมืองก็จะมีแต่ความขัดแย้ง มนุษย์จึงต้องมาหาทางตกลงร่วมกัน โดยการทำสัญญาร่วมกันที่เรียกว่า Social Contract หรือ “สัญญาประชาคม”

อันเป็นที่มาของการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย คือการปกครองด้วยระบบ “พันธะสัญญา”ที่ทั้งฝ่ายผู้ปกครองและฝ่ายผู้ใต้ปกครองต้องมีบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบร่วมกัน เพื่อลดความขัดแย้งในสังคมการเมืองนั้นให้ได้ให้มากที่สุด เพราะแท้จริงแล้วความขัดแย้งก็ไม่ได้หมดไปจากสังคมการเมือง เพียงแต่สามารถควบคุมและจัดการได้ ด้วยการสร้างระบบขึ้นมา ซึ่งต่อมานักกฎหมายชาติเดียวกันที่ชื่อมองเตสกิเออร์ ก็ได้ขยายความว่านี่คือระบบ “นิติรัฐ” ซึ่งก็คือระบบการเมืองที่ปกครองด้วยกฎหมายนั่นเอง

ถ้าเราศึกษาการเมืองไทยด้วยทฤษฎีข้างต้น ก็พอจะมองได้ว่าความขัดแย้งที่เป็นอยู่ในการเมืองไทยทุกวันนี้ เป็นเรื่อง “จิ๊บๆ”เพราะเรายังเป็น “นิติรัฐ”คือ คสช.นั้นแม้จะเป็นผู้เผด็จการ แต่ก็พยายามใช้กฎหมายอย่างระมัดระวัง เพื่อให้ได้ชื่อว่ากำลังทำการปกครอง “ด้วยกฎหมาย”แต่ถ้าเมื่อใดก็ตามที่ คสช.เกิด “บ้าอำนาจ”คือใช้อำนาจตามอำเภอใจ หรือละเมิดแทรกแซงการใช้กฎหมาย ภาษาชาวบ้านก็คือ “เบ่ง”ใช้อิทธิพลนอกเหนือกฎหมาย เมื่อนั้นนั่นแหละที่จะเป็น “จุดจบ”ของ คสช. เพราะผู้ใต้ปกครองก็จะไม่เคารพกฎหมายด้วยเช่นเดียวกัน อย่างที่ในสมัยของอดีตนายกรัฐมนตรียุคทุนสามานย์ ที่บ้าอำนาจละเมิดกฎหมาย กระทำทุจริตคอร์รัปชั่น (กระทั่งเหิมเกริมคิดอาจเอื้อมถึงเบื้องสูง ซึ่งนั่นก็คือการละเมิด “กฎหมายใหญ่”ของสังคมไทย ที่เรียกว่า “ความจงรักภักดี”)อันนำมาซึ่งความหายนะของครอบครัวสกุลนี้

อย่างไรก็ตาม “โรคเบื่อผู้นำ”ที่เป็นความขัดแย้งทางการเมืองในระดับเบื้องต้น ถ้าปล่อยให้ลุกลามไปก็อาจจะกลายเป็น “มะเร็งการเมือง”หรือความขัดแย้งทางการเมืองในขั้นที่รุนแรงที่สุดต่อไปก็ได้ ดังที่เราได้เห็น “โรคเบื่อคณะราษฎร”ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ “โรคเบื่อทหาร”ในยุคจอมพลถนอม กิตติขจร “โรคเบื่อป๋า”และ “โรคเบื่อ รสช.”ในยุคยี่สิบสามสิบกว่าปีมานี้ กระทั่งหลังสุดก็คือ “โรคเบื่อสกุลชิน”ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับ“ผู้นำ”ที่คิดหาทางลง ซึ่งส่วนใหญ่ก็จบ “ไม่ค่อยสวย”เว้นแต่บางท่านที่รู้จังหวะและหาทางลงได้อย่างปลอดภัย แต่กระนั้นก็สร้างความบอบช้ำให้กับสังคมไทยอยู่มากพอสมควร ดังจะเห็นได้จากความล้มลุกคลุกคลานและยังไปไม่ถึงไหนในการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยของไทย

สงครามการเมืองไทยที่ผ่านมา เมื่อตอนก่อนที่จะเกิดรัฐประหาร ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ เป็นการต่อสู้เพื่อที่จะ “ไม่เอานักการเมือง(บางประเภท)” แต่ต่อมาผู้นำในฝ่ายรัฐประหารนั่นเองกลับหันไปเอาด้วยกับ “นักการเมืองบางประเภท”ดังกล่าว จึงทำให้ผลการเลือกตั้งใน วันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๖๒ สะท้อนภาพความขัดแย้งนี้ขึ้นอมาอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในหมู่คนรุ่นใหม่และพรรคการเมืองส่วนหนึ่ง ที่เรียกตัวเองว่า “ฝ่ายประชาธิปไตย”แม้ว่าในฝ่ายนี้จะมี “นักการเมืองบางประเภท”ร่วมอยู่ด้วยก็ตามที แต่จากการที่ผู้คนในฟากฝ่ายนี้ได้สร้างวาทกรรม “ไม่เอา คสช. –ไม่เอาการสืบทอดอำนาจ”ขึ้นมา ก็ทำให้กระแสการเมืองในด้านที่ต่อต้าน คสช. คือทหาร และนักการเมืองในฝ่ายที่สนับสนุนทหารนั้น กลายเป็น “เป้าใหญ่”ขึ้นมาทันที

“ปรากฏการณ์เป้าใหญ่”นี่เองที่เป็นอันตรายสำหรับผู้นำที่ครองอำนาจอยู่ ดังเช่นที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม เคยเป็นเป้าใหญ่ของการที่ไม่เอา “พวกชังเจ้า”จอมพลถนอม กิตติขจร เคยเป็นเป้าใหญ่ของการไม่เอา“ทรราชย์”หรือ รสช.เคยเป็นเป้าใหญ่ของการไม่เอา “ผู้ตระบัดสัตย์”และนี่ คสช.ก็กำลังเป็นเป้าใหญ่ของ “การไม่เอาผู้สืบทอดอำนาจ”

ปรากฏการณ์นี้กำลังขยายตัวท่ามกลาง “กระแสบน”คือสื่อหลักและการวิพากษ์วิจารณ์อย่างเปิดเผย และ “กระแสล่าง”คือสื่อโซเชียลมีเดียและการวิพากษ์วิจารณ์ในทางลับ ซึ่งก็แน่นอนว่ามีแนวโน้มมุ่งโจมตีไปในทิศทางเดียวกัน ยิ่ง “การเมืองในระบบ”คือการเมืองที่เกิดจากการเลือกตั้งยังเต็มไปด้วยภาวะความวุ่นวายสับสนอยู่เช่นนี้ ก็ยิ่งจะเพิ่มความเบื่อหน่ายนี้ให้มากขึ้นเรื่อยๆ ที่สุด “การเมืองนอกระบบ”ก็อาจจะเกิดขึ้นได้ในที่สุด เพียงแต่ว่าฝ่ายใดจะเป็นผู้ชิงลงมือ “เข้าจัดการ”สถานการณ์นี้ก่อน ดูเหมือนว่าฝ่ายที่ถืออำนาจรัฐคือ คสช.นั้น “ได้เปรียบ”อยู่มาก จึงเป็นไปได้ว่า คสช.อาจจะถือเอาสถานการณ์นี้มาเป็นข้ออ้าง เพื่อ “จัดการอำนาจ”เสียใหม่ โดยไม่ต้องอาศัยองค์กรอิสระที่กำลัง “มึน”กับการจัดการคดีความต่างๆ ของฝ่ายที่ไม่เอาทหาร ที่จะทำให้ดูเหมือน คสช.เข้าแทรกแซงระบบนิติรัฐ และอาจจะ “ช้าเกินแกง”คือไม่ทันการณ์ที่จะขัดขวางการเติบโตของ “ฝ่ายประชาธิปไตย”

แต่ คสช.ก็อย่าลืมว่าคนพวกนี้เชื่อว่า “ตายสิบ เกิดแสน” นะขอรับ

 

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69