
วีคเอนด์ บรันซ์ มื้อสายแสนสบายบนโต๊ะอาหาร
อาหารมื้อสาย หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่า “บรันช์” นั้น กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นในหมู่คนไทย
อาหารมื้อสาย หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่า “บรันช์” นั้น กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นในหมู่คนไทย
เรื่อง กาญจนา เตชาวัฒนากูล / ภาพ วิศิษฏ์ แถมเงิน
อาหารมื้อสาย หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่า “บรันช์” นั้น กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นในหมู่คนไทย โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ เพราะหลังจากทำงานเหน็ดเหนื่อยมาแล้วตลอดอาทิตย์ หลายคนเลยอยากนอนตื่นสายๆ แล้วค่อยให้รางวัลกับตัวเองโดยการออกไปหาอาหารอร่อยๆ กินนอกบ้าน
คอนเซปต์หลักๆ ของบรันช์ ก็คือการรวมเอาอาหารมื้อเช้าและมื้อกลางวันมารวมกันไว้เป็นมื้อใหญ่มื้อเดียว แล้วก็นั่งรับประทานกันไปแบบสบายๆ ตั้งแต่ยามสายถึงบ่ายแก่ๆ ส่วนใหญ่ก็จะเริ่มตั้งแต่หลัง 10 โมงเช้า ไปจนถึงราวบ่าย 3 โมง
เล่ากันว่าจุดกำเนิดของบรันช์นั้นมาจากแถบอังกฤษ ในราวคริสต์ศตวรรษที่ 1920 โดยเริ่มต้นจากปาร์ตี้ช่วงกลางวันเพื่อฉลองวันแม่ และยังมีนัยสำคัญที่ชนชั้นกลางในยุคนั้นต้องการแสดงให้เห็นว่า ไม่จำเป็นต้องร่ำรวยหรือเป็นตระกูลผู้ดีเท่านั้น จึงจะสามารถจัดงานเลี้ยงและมีของดีรับประทาน
ประเทศอื่นๆ ในยุโรปเองก็มีประเพณีหรือวิถีชีวิตที่คล้ายคลึงกัน ที่ว่าวันอาทิตย์จะเป็นวันของครอบครัว ซึ่งทุกคนจะไม่ต้องทำงานและตื่นสายกันได้ หรือไปโบสถ์เสร็จแล้วก็กลับมาทำอาหารรับประทานกันแบบพร้อมหน้า ซึ่งโดยมากก็จะทำอาหารหลายอย่าง ปรุงกันไปเสิร์ฟกันไปตั้งแต่ช่วงสายๆ ถึงบ่ายแก่ๆ เหมือนกัน คอนเซปต์ของบรันช์จึงมีมานานพอสมควร เพียงแต่ถูกนำมาเรียกขานในวงกว้าง รวมถึงมีรูปแบบที่ค่อนข้างชัดเจนในหลังทศวรรษที่ 1930 เป็นต้นมา โดยสหรัฐเป็นผู้นำร่องวัฒนธรรมบรันช์ให้แพร่หลายไปทั่ว รวมถึงเมืองไทยเองที่ร้านอาหารและภัตตาคารหลายแห่ง ก็มีให้บริการบรันช์เช่นกัน
ในระยะแรกบรันช์มักจะนิยมเสิร์ฟกันในวันอาทิตย์ เพราะเป็นวันหยุดพักผ่อนของคนส่วนใหญ่ จึงนิยมเรียกกันว่า “ซันเดย์ บรันช์” แต่ต่อมาได้รับความนิยมมากขึ้น หลายแห่งจึงขยายทำเป็น “วีกเอนด์ บรันช์” ให้บริการกันทั้งวันเสาร์และอาทิตย์ (บางที่อาจรวมวันหยุดนักขัตฤกษ์ด้วย) และด้วยความที่ระยะเวลาของมื้อบรันช์จะยาว ร้านอาหารส่วนใหญ่ จึงนิยมจัดเป็นบุฟเฟต์ให้เลือกรับประทานกันได้ตามใจชอบ
ดินเนอร์สบายๆ ในมื้อสาย
โดยทั่วไปแล้วบรันช์กับดินเนอร์นั้นจะมีความแตกต่างกันอยู่พอสมควร โดยเฉพาะสำหรับชาวตะวันตก ที่บรันช์จะให้ความรู้สึกสบายๆ และพิธีรีตองน้อยกว่า และส่วนมากมักเป็นบุฟเฟต์ ส่วนดินเนอร์หรือมื้อเย็นมักจะเสิร์ฟเป็นจานเดี่ยว (อะลาคาร์ต) มีการปรุงอย่างพิถีพิถัน แต่ที่ห้องอาหารเทเบิลส์ (Tables) โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ ได้นำเอาข้อดีของทั้งสองส่วนนี้มาไว้รวมกัน โดยยกระดับสไตล์การเสิร์ฟของบรันช์ให้ใกล้เคียงกับดินเนอร์
เมนูบรันช์ของที่นี่จะคัดเลือกเมนูอาหารสไตล์ยุโรปคลาสสิก 10 รายการมาเสิร์ฟให้บริการถึงโต๊ะทีละคอร์สคล้ายกับดินเนอร์ เมนูอาหารที่เลือกมาเสิร์ฟนั้นจะเปลี่ยนไปทุกอาทิตย์ เพื่อให้นักชิมได้สัมผัสความหลากหลาย แต่ขอยกตัวอย่างบางรายการมายั่วน้ำลายกันสักหน่อย เช่น ค็อกเทลกุ้ง (Prawn Cocktail) หอยนางรมสดเสิร์ฟพร้อมซอส (Oyster on ice with Mignonette Sauce) แซลมอนรมควันจากสกอตแลนด์ (Scottish Smoked Atlantic Salmon, Rye) ซุปเห็ดใส (Clear Mushroom Soup) ครอก มองซิเออร์ ขนมปังปิ้งอย่างพอดีเสิร์ฟ พร้อมไข่และเบคอน สไตล์ฝรั่งเศส (Croque Monsieur) ซีฟู้ด วูลโลวอง (Seafood Vol au Vent) แก้มวัวตุ๋นพร้อมมันบด (Beef Cheeks Mashed Potatoes Rosemary) พอร์กลอยน์หั่นลูกเต๋าผัดด้วยซอสเอ็มเมนทอล (Pork Ragout Emmental, Mashed Potatoes, Saffron) ชีสนานาชนิด และของหวานสไตล์คลาสสิกที่ขึ้นชื่อของเทเบิลส์ อาทิ เครปซูแซ็ตเสิร์ฟพร้อมไอศกรีมวานิลลาและมะนาวเคลือบคาราเมล (Crepe Suzette, Vanilla Bean Ice Cream, Citrus) มูสช็อกโกแลตพร้อมผลไม้ (Chocolate Mousse, Fruit) ปิดท้ายมื้ออร่อยด้วย ไอซ์ บองบอง ที่เป็นเอกลักษณ์ประจำห้องอาหารเทเบิลส์ และตามด้วยชาหรือกาแฟ ใครอยากดื่มอะไรที่หนักกว่านั้น ที่นี่เขาก็มีไว้ให้บริการเช่นกัน
นอกเหนือจากการให้บริการเสิร์ฟถึงโต๊ะแล้ว บางเมนูยังมีเชฟมาปรุงอาหารกันแบบใกล้ชิดเลยทีเดียว ซึ่งนอกจากเราจะได้นั่งรับประทานแบบสบายๆ กับอาหารรสเลิศแล้ว ยังได้เพลินไปกับอาหารตากับกรรมวิธีการปรุงอาหารของเชฟด้วย เรียกว่าเป็นประสบการณ์ใหม่ของการรับประทานบรันช์กันจริงๆ
สนใจไปทดลองบรันช์แบบสบายๆ ที่ห้องอาหารเทเบิลส์ โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ ได้ในช่วงวันเสาร์และอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 12.0015.00 น. วันอาทิตย์ ในราคา 1,750 บาท++ แนะนำให้โทร.ไปจองที่นั่งก่อนกันความผิดหวัง ที่โทร. 022541234







