
กระทิงดุ-ฝอยทอง สานต่อความสำเร็จ
ทำความรู้จักกับกลุ่ม บี ในฟุตบอลโลก 2018 และ 2 ทีมที่น่าจะผ่านเข้ารอบต่อไป
...ราชันเบอร์23
ทำความรู้จักกับกลุ่ม บี ในฟุตบอลโลก 2018 และ 2 ทีมที่น่าจะผ่านเข้ารอบต่อไป
วันนี้เป็นคิวของกลุ่มบี ที่มี “กระทิงดุ” สเปน แชมป์โลกปี 2010 และแชมป์ยูโรฯ ปี 2012 เป็นตัวเต็งแชมป์กลุ่ม ร่วมด้วย “ฝอยทอง” โปรตุเกส แชมป์ยูโรฯ 2016 ที่มี คริสเตียโน โรนัลโด ซุป’ตาร์ระดับโลก ร่วมทีม กระหายอยากจะสัมผัสถ้วยแชมป์โลกสักครั้ง นอกจากนี้ยังมี อิหร่านตัวแทนจากเอเชียที่ไร้พ่ายในรอบคัดเลือก และโมร็อกโก กลับมาในเวทีนี้อีกครั้งในรอบ 20 ปี เพื่อหวังเป็นม้ามืดของทัวร์นาเมนต์
สเปน (อันดับ 8 โลก)
“กระทิงดุ” ช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก จากการคว้าแชมป์โลก 1 สมัยในปี 2010 และแชมป์ยูโรฯ 2 สมัยในปี 2008 และ 2012 ยังคงเป็นชาติลูกหนังที่ได้รับการยกย่องให้เป็น “ทีมเต็ง” ที่มีโอกาสคว้าแชมป์ได้ในทุกรายการ จึงตั้งเป้าหวังคัมแบ็กคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกครั้งนี้
จุดเด่น : การต่อบอลแม่นยำ แนวรับแข็งแกร่ง การขึ้นเกมรุกที่เพลินตา น่าจะทำให้กระทิงดุชุดนี้ ฝันถึงการคว้าแชมป์โลกอีกครั้งนักเตะส่วนใหญ่ ยังเป็นชุดเดิมที่ประสบความสำเร็จเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็น แซร์จิโอ รามอส
เคราร์ด ปิเก และอันเดรียส อิเนียสตา ที่ฟุตบอลโลกครั้งนี้น่าจะเป็นครั้งสุดท้าย ผสมผสานกับนักเตะแถวหน้าอย่าง ดาบิด เดเคอา ส่วนกองหน้ายังใช้บริการของ ดีเอโก คอสตา กองหน้าจาก แอต.มาดริด
โค้ช : ฆูเลน โลเปเตกี ชื่อนี้อาจจะไม่คุ้นหูแฟนบอลเท่าไร หากเทียบโปรไฟล์กับบรรดากุนซือจอมแท็กติกอย่าง บิเซนเต เดบอสเก หรือ หลุยส์ อราโกเนส แต่โลเปเตกีเคยพาทีมชาติสเปนชุดอายุไม่เกิน 19 ปี และ 21 ปี คว้าแชมป์ยุโรปมาแล้ว สำหรับนักเตะชุดใหญ่ถือเป็นความท้าทายที่รออยู่ สำหรับกุนซือวัย 51 ปี
คีย์แมน : อันเดรียส อิเนียสตา มิดฟิลด์เวิลด์คลาสรายนี้ การันตีฝีเท้าอย่างดี เขาเป็นคนยิงประตูชัยให้ “กระทิงดุ” คว้าแชมป์บอลโลก ปี 2010 ด้วยวัย 34 ปี ฟุตบอลโลกครั้งนี้คงเป็นฟุตบอลโลกครั้งสุดท้ายของเจ้าตัว
ความน่าจะเป็น : โอกาสเข้าถึงรอบรองฯ เป็นอย่างน้อย
โปรตุเกส (อันดับ 4 โลก)
“ฝอยทอง” ประสบความสำเร็จคว้าแชมป์ยูโร 2016 เมื่อ 2 ปีก่อน ทำให้โปรตุเกสกลายเป็นชาติลูกหนังระดับยักษ์ใหญ่ที่ถูกยกให้เป็นหนึ่งในทีมเต็ง และพร้อมสานต่อความยิ่งใหญ่ด้วยการตามล่าแชมป์ฟุตบอลโลก 2018 ซึ่งยังไม่เคยสัมผัสในการลงสนามรอบสุดท้ายมา 7 ครั้ง เคยทำได้ดีที่สุด คือ การคว้าอันดับ 3 ที่อังกฤษเป็นเจ้าภาพในปี 1966 และเป็นการแจ้งเกิดของ ยูเซบิโอ เจ้าของฉายา “เสือดำแห่งโมซัมบิก”
จุดเด่น : เน้นการต่อบอลบนพื้นเป็นหลัก บวกกับความสามารถของนักเตะ โดยเฉพาะดาวดังอย่าง คริสเตียโน โรนัลโด
โค้ช : เฟร์นานโด ซานโตส เคยคุมสโมสรปอร์โต คว้าแชมป์ลีกในปี 2000 ก่อนจะพาทีมชาติกรีซไปโลดแล่นในฟุตบอลโลก ปี 2010 และยูโรฯ 2012 ก่อนจะมารับงานคุมทัพ “ฝอยทอง” และพาทีมคว้าแชมป์ยูโรฯ ในปี 2016 โดยมีเป้าหมายแชมป์ฟุตบอลโลกคือสถานีต่อไปของกุนซือวัย 63 ปี
คีย์แมน : คริสเตียโน โรนัลโด ซุป’ตาร์ลูกหนัง คือความหวังสูงสุดของโปรตุเกส คว้ารางวัลต่างๆ มากมายทั้งในนามทีมชาติและสโมสร ไม่ว่าจะเป็นบัลลงดอร์ 5 สมัย ดาวซัลโวลีก รวมไปถึงคว้าแชมป์ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก 5 สมัย โดยยิงไปแล้ว 81 ประตู ในนามทีมชาติ ครองซัลโวสูงสุดตลอดกาล เหนือ ยูเซบิโอ หรือ หลุยส์ ฟิโก รวมถึง นูโน โกเมส สำหรับฟุตบอลโลกถือเป็นแชมป์เดียวที่กองหน้าวัย 33 ปี ยังไม่เคยสัมผัส และอาจจะเป็นครั้งสุดท้ายที่จะได้พิสูจน์ตัวเองว่าสมกับเป็นนักเตะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกในยุคนี้หรือไม่
ความน่าจะเป็น : ประสบการณ์และชื่อชั้นนักเตะ ต้องผ่านรอบตัดเชือกเป็นอย่างน้อย แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าโรนัลโดจะโชว์ฟอร์มเทพหรือไม่
อิหร่าน (อันดับ 36 โลก)
“นักรบแห่งเปอร์เซีย” คว้าตั๋วมาเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายได้เป็นทีมที่ 3 รวมเจ้าภาพ พร้อมกับรักษาสถิติไร้พ่ายในรอบคัดเลือก ต้องยกเครดิตให้ คาร์ลอส เคยรอซ อดีตมือขวาของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน โดยฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย 4 ครั้งที่ผ่านมา อิหร่านตกรอบแรก และแพ้ถึง 8 นัดจาก 12 นัด
จุดเด่น : อิหร่านไม่มีสตาร์ชูโรงเหมือนในอดีต ที่มี อาลี ดาอี โคดาดัด อาซิซี และคาริม บาเกรี แต่สิ่งที่เคยรอซได้เนรมิตให้กับทีมชุดนี้ นั่นก็คือ “ทีมเวิร์ก” ที่พร้อมจะเล่นงานทุกทีมที่ประมาทพวกเขา
โค้ช : คาร์ลอส เคยรอซ เป็นโค้ชที่มีประสบการณ์สูงมาก เคยพาโปรตุเกส ชุดยู 20 คว้าแชมป์โลก 2 สมัย ก่อนมาเพาะบ่มฝีมือกับ เฟอร์กี ของแมนฯ ยูไนเต็ด และตัดสินใจมารับงานคุมทีมชาติโปรตุเกส ชุดใหญ่ ในปี 2010 ตามมาด้วยอิหร่าน ในปี 2014 โดยตั้งเป้าพายอดทีมเอเชียผ่านเข้ารอบน็อกเอาต์ให้ได้
คีย์แมน : ซาร์ดาร์ อัซมูน เล่นให้กับ รูบิน คาซาน สโมสรของรัสเซีย ฉายแววเด่นตั้งแต่ฟุตบอลเอเชียนคัพ 2015 จนได้รับฉายาว่า “อาลี ดาอี 2”
ความน่าจะเป็น : ในเอเชียถือว่าสอบผ่าน แต่เวทีฟุตบอลโลก อิหร่านคงต้องพิสูจน์กันต่อไป ไม่น่าจะผ่านรอบแรก
โมร็อกโก (อันดับ 42 โลก)
ผ่านเข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลโลก 4 ครั้ง ล่าสุดเข้าร่วมในปี 1998 ที่ฝรั่งเศส ห่างหายไปนานถึง 20 ปี การกลับมาคราวนี้ โมร็อกโกต้องการสร้างชื่อ หวังเป็นแจ็กผู้ฆ่ายักษ์ เพราะรอบคัดเลือกโซนแอฟริกา พวกเขาปราบมาทั้งหมดไม่ว่าจะเป็น ไอวอรี่โคสต์ กาบอง และมาลี
จุดเด่น : นักเตะหลายคนค้าแข้งในต่างแดน ประสบการณ์ในเวทียุโรปน่าจะทำให้พวกเขาแข็งแกร่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ฮาคิม ซิเย็ค แนวรุกจากอาแจ็กซ์ นอร์ดิน อัมราบัต มิดฟิลด์จากวัตฟอร์ด และเมห์ดี เบนาเตีย กองหลังจากยูเวนตุส
โค้ช: เอร์เว เรนาร์ เป็นโค้ชคนแรกที่คุมทีมต่างๆ คว้าแชมป์แอฟริกัน เนชั่นส์คัพ ได้มากกว่า 1 ทีม ไม่ว่าจะเป็นแซมเบีย หรือไอวอรี่โคสต์ เข้ามารับงานคุมทีมชาติโมร็อกโก เมื่อปี 2016 และพาทีมผ่านเข้ารอบสุดท้ายเป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปี
คีย์แมน : เมห์ดี เบนาเตีย กองหลังจาก ยูเวนตุส รับบทบาทกัปตันทีมชาติ เป็นหัวใจของเกมรับที่แข็งแกร่งดังภูผา
ความน่าจะเป็น : นักเตะหลายคนค้าแข้งในยุโรป แต่ว่าอยู่ร่วมสายกับสเปน และโปรตุเกส ถือว่างานหนัก ถ้าเข้ารอบน็อกเอาต์ได้ถือว่าหักปากกาเซียนทุกสำนัก
ภาพ - เอเอฟพี







