
จับโกงอย่าเลือกปฏิบัติ
กรณีองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ ได้แถลงผลคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI)
โดย...กองบรรณาธิการโพสต์ทูเดย์
กรณีองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ ได้แถลงผลคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ประจำปี 2560 นั้น ปรากฏว่าจาก 180 ชาติ ประเทศไทยได้ขยับขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 96 จาก ปี 2559 ที่อยู่ในอันดับ 101 ด้วยคะแนนทั้งหมด 37 คะแนน จากเดิมที่ได้ 35 คะแนน ในภาพรวมถือว่าผลอันดับจะขยับขึ้นเล็กน้อยดีกว่าในปีที่ผ่านมา แต่ผลคะแนนที่ได้ 37 คะแนน ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของดัชนีซีพีไออยู่ที่ระดับ 43 คะแนน ซึ่งไม่เป็นไปตามที่รัฐบาลได้คาดหวังไว้
ทั้งนี้ ผลจากการจัดอันดับดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ยังไม่สามารถแก้ปัญหาการทุจริตได้ ซึ่งไม่เป็นไปตามคำมั่นสัญญากับประชาชนในช่วงแรกที่เข้ามายึดอำนาจที่ขึงขัง ประกาศสงครามกับการทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นวาระแห่งชาติ
แม้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นจะฝั่งรากลึกยาวนานในสังคมไทย ซึ่งยากที่จะแก้ไขให้หมดไปด้วยระยะเวลาอันรวดเร็ว แต่รัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหารประเทศกว่า 3 ปี มีเครื่องมือเบ็ดเสร็จ ในการจัดการกับคนทุจริตคอร์รัปชั่น ตามอำนาจมาตรา 44 ที่จะสั่งดำเนินการได้ทันที แต่ก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาการทุจริตให้บรรเทาเบาลงไปได้ ถือเป็นสิ่งที่น่าห่วงใยเป็นอย่างยิ่ง
อย่างไรก็ตาม เรื่องการแก้ปัญหาทุจริต พล.อ.ประยุทธ์ ต้องมีความ เด็ดขาดมากกว่านี้ ไม่ใช่เลือกปฏิบัติ สั่งจัดการกับฝ่ายตรงกันข้ามอย่างเต็มที่ แต่กลับละเว้นไม่ดำเนินการคนของรัฐบาลและ คสช.ที่ถูกกล่าวหา โดยพยายามเรียกหาหลักฐานใบเสร็จตลอดเวลา ซึ่งไม่ต่างจากรัฐบาลที่ผ่านมาในอดีต
อย่างเช่นกรณี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย แถลงค่าดัชนีสถานการณ์คอร์รัปชั่นไทยว่าเริ่มมีสัญญาณดิ่งลงเรื่อยๆ หลังปี 2558 หลังเริ่มมีการจัดซื้อจัดจ้างโครงการลงทุนขนาดใหญ่ โดยพบว่าอัตราการจ่ายใต้โต๊ะในปี 2560 อยู่ที่ 5-15% ถือว่าสูงสุดในรอบ 3 ปี นับจากปี 2558 ที่จ่ายเฉลี่ย 1-15% และสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจ 1-2 แสนล้านบาท
ประเด็นเรื่องนี้ แทนที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะได้ตระหนักและไปตรวจสอบ กลับใช้วิธีเรียกอาจารย์ผู้ทำการสำรวจไปชี้แจง พร้อมกับบอกว่าผลสำรวจดังกล่าวเป็นการชี้แจงทางหลักวิชาการเฉยๆ ซึ่งไม่ได้มีหลักฐานชัดเจน เพียงแต่ว่าเป็นการประมาณการ ประเมินสถานการณ์ และถ้าจะจับให้ได้จริงว่าทุจริตเท่าไรมันต้องไปหาคนให้หลักฐานมา
เท่านั้นยังไม่พอ นายกฯ ยังย้ำว่าข้อมูลต้องชัดเจน เพราะการนำเสนอลักษณะแบบนี้บางทีมันอาจจะมีผลเสียกับประเทศ โดยเฉพาะต่างประเทศจะมองว่าประเทศมีทุจริตมากขึ้น ก็จะมีผลต่อการลงทุน และถ้าใครทุจริต ไม่ละเว้นแน่ ด้วยขั้นตอนตามกฎหมาย ไม่ใช่อยู่ดีๆ จะลงโทษใครก็ได้
นอกจากนี้ ยังมีกรณีเรื่อง นายต่อตระกูล ยมนาค ประธานอนุกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติด้านการป้องกันการทุจริต ในคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (คตช.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ เป็นประธาน ได้ทำหนังสือถึงประธาน คตช. พิจารณาให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม พ้นจากการเป็นกรรมการ คตช. อันเนื่องมาจากกรณีนาฬิกาหรู ก็ถูกตำหนิทำนองว่าอย่าพูดให้เกิดความสับสน ทุกอย่างเป็นไปตามกลไกของกฎหมาย
ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์ ยังไม่มีความกล้าหาญเพียงพอที่จะดำเนินการกับคนของตัวเองที่มีภาพลักษณ์พัวพันกับการทุจริต ซึ่งย่อมทำให้ พล.อ.ประยุทธ์และรัฐบาล คสช.ต้องเสื่อมลง
ดังนั้น ทางที่ดี พล.อ.ประยุทธ์ ต้องดำเนินการปราบทุจริตอย่างจริงจัง ไม่ใช่ปากว่าตาขยิบ เลือกปฏิบัติในการดำเนินการ เพื่อให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น







