
ผู้เชี่ยวชาญด้านการพูดเพื่อการใช้ชีวิต พนิตนาฏ ฉัตรวิไล
อาร์ต-พนิตนาฏ ฉัตรวิไล อดีตบรรณาธิการข่าวบันเทิงช่องทีวีดิจิทัลทายาทคนเก่งของนักแสดงอาวุโส โฉมฉาย ฉัตรวิไล
คนในแวดวงสื่อมวลชนคุ้นหน้าพิธีกรมากฝีมือ อาร์ต-พนิตนาฏ ฉัตรวิไล อดีตบรรณาธิการข่าวบันเทิงช่องทีวีดิจิทัลทายาทคนเก่งของนักแสดงอาวุโส โฉมฉาย ฉัตรวิไล เป็นอย่างดี
หลังจากละทิ้งทุกอย่างเพื่อไปดูแลและเป็นผู้จัดการส่วนตัวให้กับคุณแม่นานถึง 2 ปี เมื่อจัดการอะไรได้เรียบร้อยลงตัว เธอจึงเริ่มโปรเจกต์ใหม่ เปิดเดอะ สโปกเกน อาร์ต (The Spoken Art) สถาบันฝึกอบรมด้านการสื่อสารสมัยใหม่ ทั้งการพูด การใช้เสียง ปรับทัศนคติเพื่อพัฒนาบุคลิกภาพ และต่อยอดกับธุรกิจไปจนถึงไลฟ์สไตล์ประจำวัน โดยออกแบบหลักสูตรให้เหมาะสมเฉพาะรายบุคคล ทั้งแบบองค์กรและ “โค้ชชิ่ง วัน ออน วัน” ด้วยประสบการณ์จากการเป็นอาจารย์สอนด้านสื่อสารมวลชนในมหาวิทยาลัยระดับประเทศ ทำให้เธอรู้ว่าความต้องการของแต่ละบุคคลไม่เหมือนกัน
“เมื่อทุกอย่างในชีวิตเริ่มลงตัวมากขึ้น อาร์ตจึงอยากทำสิ่งที่เคยทำต่อเนื่อง คือ เทรนนิ่ง สอนพิเศษ หลังเป็นอาจารย์พิเศษมานานมาก ตั้งแต่กลับจากไปศึกษาต่อที่อิตาลีใหม่ๆ
อาร์ตใช้ประสบการณ์การเป็นพิธีกร ที่ได้ครูดีๆ อย่างพี่ตุ้ม-ผุสชา โทณะวนิก ช่วยสอนสมัยอาร์ตเป็นพิธีกรที่เจเอสแอล อาร์ตสอนและเทรนเรื่องการพูดมานานมากแล้ว แล้วอาร์ตก็ทำงานด้านการพูดมาโดยตลอด เคยไปเป็นอาจารย์สอนที่ทั้งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร มหาวิทยาลัยกรุงเทพ บรรยายหลายๆ วิชาทั้งเรื่องการเป็นพิธีกร การพูด การใช้น้ำเสียง อุตสาหกรรมบันเทิง เทรนนิ่งเรื่องบุคลิกภาพให้เด็กนักศึกษา
คืออาร์ตอยากสอนอยากแชร์ อาร์ตชอบเรียกว่าพี่อาร์ตมาแชร์ให้กับผู้ที่สนใจที่อยากพัฒนาตัวเองให้ทำงานได้อย่างมีความสุขขึ้น”
การทำเทรนนิ่งถือเป็นความฝันแรกที่เธออยากทำหลังเรียนจบจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพราะเธอมีความคิดว่าอยากใช้ศิลปการแสดง การพูด มาพัฒนาให้คนมีความสุขมากขึ้นในการทำงาน จึงกลายมาเป็นเดอะ สโปกเกน อาร์ต สถาบันฝึกอบรมด้านการสื่อสารสมัยใหม่ โดยซุ่มทำกับทีมงานที่มีความรู้ความสามารถด้านต่างๆ ได้ 2 ปีแล้ว
“ตอนนี้ก็มีคุณแม่ส่งลูกมาให้อาร์ตเทรนเรื่องการพรีเซนเทชั่นงานเป็นภาษาอังกฤษ การพรีเซนต์หน้าห้องโดยใช้อินเนอร์ของเราเองในการเล่าเรื่อง การเล่าเรื่องโดยใช้สายตาอย่างไร สอนองค์กรในการพูดเพื่อพิชิตการขาย อาร์ตใช้ในสิ่งที่อาร์ตมีประสบการณ์มาเชื่อมกับความต้องการกับคนที่อยากให้เราไปช่วย
อะไรที่เกี่ยวกับการสื่อสารและตอบสนองความต้องการแบบเทเลอร์เมด โดยอาร์ตจะดีไซน์หลักสูตรของตัวเอง และดีไซน์หลักสูตรกับลูกค้าทุกคนใหม่หมด เพื่อให้ตรงกับความต้องการลูกค้าคนนั้นๆ แม้จะมาเรียนคนเดียวก็ตาม
เราอาศัยการคุยกับคนคนนั้น เช่น ลูกอยากเป็นดารา แต่เราต้องดูศักยภาพของลูกก่อนว่าสามารถใช้พัฒนาบุคลิกภาพตัวเองได้อย่างไร เราต้องคุยความต้องการให้ตรงกัน เราจะเพิ่มการปรับทัศนคติเด็กอย่างไร ให้เขาเอาไปใช้พรีเซนต์หรือกล่าวสุนทรพจน์ในที่สาธารณะได้ หรือบริษัทหลักทรัพย์เขามีลูกค้าประจำอยู่แล้ว แต่เขาต้องการให้พนักงานพูดเพื่อปิดการขายให้ได้ หรือคุณหมอปกติ ตรวจทั่วไป คนไข้รู้สึกเกร็งที่จะถามคุณหมอ แต่ถ้าเป็นคุณหมอที่ดูแลด้านความสวยความงาม ต้องใช้ความนุ่มนวลและใช้ความใกล้ชิดกับลูกค้าอีกแบบหนึ่ง ระหว่างผู้เชี่ยวชาญกับผู้เรียนต้องดีไซน์หลักสูตรร่วมกัน เพื่อลมหายใจเดียวแล้วเราสามารถเปลี่ยนตัวเราเองได้”
การสื่อสารทั่วไป พนิตนาฎ บอกว่า ประกอบด้วย 3 วี คือ 1.Verbal คำพูด 2.Non Verbal คือทุกอย่างเลยที่เราไม่ได้พูดออกมา เช่น แววตา รอยยิ้ม ภาษามือ ท่าทาง และ 3.Vocal คือ เสียง เสียงที่จะกระตุ้นให้คนทำตาม คือ เสียงสูง เสียงที่จะทำให้เขารู้สึกสงบ เชื่อถือคือเสียงต่ำ สิ่งเหล่านี้คือศิลปะ การเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการพูดต้องสอนทั้งศาสตร์และศิลป์ เพราะคำพูดหรือท่าทาง คือความประทับใจครั้งแรกที่ได้เจอใช้เวลาแค่ 3 นาที และความประทับใจแรกจะตราตรึงไปตลอด แต่ 90% ไม่ใช่แค่คำพูด แต่เราจะพูดอย่างไร พูดด้วยน้ำเสียงหรือใช้แววตาอย่างไรในการสื่อสาร
“บางคนพูดแรงแต่เรารู้สึกขำ แต่อีกคนพูดไม่แรงแต่เรารู้สึกโกรธ สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องบุคลิกภาพ การใช้มือ อากัปกิริยา ท่าทางเล่นทีจริง บางคำพูดทำให้เรารู้สึกเจ็บปวด เราสามารถเอาไปปรับใช้ได้ในชีวิตประจำวัน หรือเรามีปัญหาในที่จอดรถ หรือใครก็ตามที่เจอปัญหาบนท้องถนน เราสามารถใช้ศิลปะในการสื่อสารได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญ แต่บางครั้งเราละเลยกับการสื่อสารกับคนใกล้ตัว เราสามารถพูดคำหวานกับคนไกลตัวได้ แต่คนใกล้ตัวเรากลับพูดหวานไม่เป็น หรือคนให้อภัยคนไกลตัวได้ จริงๆ เราควรหัดใช้ฝึกฝนการใช้คำหวานกับตัวเองก่อน เรียกว่าการเปลี่ยนทัศนคติของตัวเอง
เราต้องอยู่กับปัจจุบัน ณ โมเมนต์นั้นแล้วมันจะช่วยลดความรุนแรงลงได้ แม้เราควบคุมทุกอย่างไม่ได้ 100% แต่เราควบคุมตัวเองได้ 100% อาร์ตอยากพูดเรื่องนี้ให้คนรู้ เราสามารถควบคุมมันได้ผ่านน้ำเสียงและคำพูด เราต้องเรียนรู้ที่จะจัดการวิกฤตในแต่ละวันอย่างไร นั่นคือการใช้การพูด และการใช้น้ำเสียงให้ทุกอย่างคาล์มดาวน์ อาร์ตเคยทำงานกับคนระดับหัวกะทิมา 20 ปี อาร์ตทำงานพิธีกร เราสัมภาษณ์คนหลายพันคนล้วนเป็นคนเก่งๆ และอาร์ตเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากคนเก่งๆ มาตกผลึกเป็นงานของอาร์ต มันอยู่ในตัวเราโดยที่อาร์ตไม่รู้ตัว เราลองไปนั่งในใจเขา เอาใจเขามาใส่ใจเรา บางครั้งบางคนหงุดหงิดใส่เรา เขาอาจมีปัญหาของเขา แต่เขาเคลียร์ตัวเองไม่ได้ มันเลยมาลงที่เรา”
ในฐานะที่คุณแม่เป็นนักแสดงชื่อดัง เธอได้เรียนมากมายและนำมาปรับใช้กับการทำงานของตัวเอง "ตั้งแต่เกิด ไม่เคยเห็นคุณแม่ทำตัวเป็นดาราหรือคนดังเลย แม่จะพูดแต่เรื่องอาชีพ แม่ไม่เคยพูดถึงชื่อเสียงหรือความดังของแม่เลย แม่จะสนใจที่จะทำหน้าที่เป็นนักแสดงและรับทุกบทบาทให้ดีที่สุด และเตรียมพร้อมเครื่องมือคือร่างกายตัวเองให้ดีที่สุด ทำร่างกายให้แข็งแรง ความจำต้องดี ต้องพร้อมไปพบเจอผู้คน ไม่ทำให้ตัวเองเป็นภาระใคร
“แม่เป็นนักแสดงคนเดียวที่ไปดูสถานที่ถ่ายทำจริงก่อนเสมอ ซึ่งคนที่จะไปดูสถานที่จริงส่วนใหญ่จะเป็นผู้จัดละครหรือผู้กำกับ แต่แม่จะไปดูโลเกชั่นก่อนถ่าย เพราะพอแม่อายุเยอะ ประกอบกับเดี๋ยวนี้ถนนตัดใหม่เยอะ แม่กลัวหลงแล้วทำให้คนอื่นเสียเวลา แม่ชอบชวนอาร์ตไปดูถนนกันก่อนว่าขับกันไปอย่างไรต้องใช้เส้นทางไหน สิ่งเหล่านี้อาร์ตได้จากแม่เยอะมาก คือความเป็นเพอร์เฟกชั่นนิสต์กับตัวเอง ย้ำกับตัวเองเท่านั้น ทำให้อาร์ตไม่แก้ปัญหาของคนอื่น แต่เอาปัญหานั้นมากดดันตัวเอง
อีกทั้งแม่เป็นคนที่พอเพียงที่สุด เมื่อแม่ร่างกายและความจำไม่พร้อมแม่จึงอยากหยุด นั่นหมายถึงแม่ได้เตรียมความพร้อมชีวิตหลังเกษียณตัวเองของทุกคนไว้หมดแล้ว เราสามารถอยู่กันได้ เพราะเราไม่ฟู่ฟ่า แต่ ณ วันนี้อาร์ตอยากให้แม่รับงาน เพราะมันคือความสุขของแม่ที่ทำงานแสดงมานานกว่า 60 ปี แล้วแม่มีความสุขกับการแสดง แม่จะได้รู้สึกไม่ซึมเศร้า ไม่เหงา บางคนหลังเกษียณอยากทำงาน แต่ไม่มีงาน แต่สำหรับแม่ ผู้จัดทุกคนยังเมตตาอยากให้แม่เล่นละคร ซึ่งตอนนี้แม่ปรับตัวและยอมรับตัวเองว่าความจำไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว แล้วอาร์ตก็อยากให้แม่มีกำลังใจ ไปกองถ่ายแม่จะได้ไม่เหงา ไม่เฉา ซึ่งแฟนๆ ก็ยังจะได้เห็นคุณแม่ในละครอยู่แต่อาจเป็นละครตลกที่มีตอนสั้นๆ”
แม้งานใหม่ของอาร์ตจะเต็มไปด้วยความท้าทาย แต่เธอไม่ได้มองว่าคืออาชีพใหม่ แต่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเป็นบทบาทการไปแชร์มากกว่า
“อย่างที่บอกว่าอาร์ตอยากแชร์ความรู้ แชร์ประสบการณ์ มันไม่กดดันแต่ท้าทาย เพราะมันอยู่ที่เรื่องการจัดการเพราะอาร์ตยังดูแม่เป็นหลัก แต่โกล์อีกอันของอาร์ตที่ดีลแล้ว มิชชั่นต้องคอมพลีต มันจึงท้าทาย โชคดีที่อาร์ตมีพาร์ตเนอร์ที่ดี และอาร์ตจัดสเกลของอาร์ตไหว อาร์ตทำให้ลูกค้าแล้วลูกค้าพอใจ เพราะอาร์ตไม่ได้กดดัน เราจะไปถึงจุดไหน อาร์ตจึงมองว่างานที่ทำไม่ใช่อาชีพ เราไม่ต้องการรายได้ที่มากมาย แต่เราอยากแบ่งปันให้คนอื่นและสร้างความสุขให้ตัวเอง เราอยากให้คนอื่นทำงานอย่างมีความสุข เพราะงานหลักของอาร์ตคือผู้จัดการส่วนตัวคุณแม่ค่ะ”







