
วิสัชนาธรรมโดยทั่วไปตอนต้น สู่ปัญหาธรรมปฏิบัติตอนสุดท้าย (ตอนที่ ๗)
ปุจฉา :
ปุจฉา :
โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส
ปุจฉา :
๕. วิปัสสนาท่านอนตะแคงขวา ถ้าจะปฏิบัติต้องตั้งข้อศอกวางศีรษะเหมือนกับพระพุทธรูปหรือไม่ หรือว่าใช้หมอนรองแล้วเอามือวางทาบได้ และเวลากำหนดสตินั้นให้ตั้งจิตไว้ที่ไหน
คำถามที่ ๕ วิปัสสนาในท่านอนตะแคงขวานั้น สามารถทำได้ทั้งสองแบบ อยู่ที่ให้เรากำหนดสติรู้อยู่เท่านั้นเอง โดยกำหนดไว้ที่ศูนย์กลาง ศูนย์กลางการควบคุมให้ตั้งสติกำหนดรู้ไว้ที่นั่น ตั้งสติกำหนดรู้เรื่องอะไรก็จ่อเข้าไปเลย ดูอาการธาตุ ดูลักษณะธาตุที่ทำงาน ณ ขณะนั้นว่า สักแต่เป็นธาตุวางอยู่ตั้งแต่เส้นผมจรดฝ่าเท้า ตั้งแต่สภาพรูปนี้คือธาตุ ไม่ใช่เรานอน ต้องออกมาจากสมมติของความเป็นเราก่อน การรู้ทันความสมมติว่าไม่ใช่เรานั่นแหละคือวิปัสสนา ต้องกำหนดรู้สติระลึกรู้ขณะนั้นอยู่ตลอดว่า ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่เราเขา ที่นอนที่วางอยู่นี้คือธาตุสี่ และกำหนดพิจารณาเห็นความเป็นธาตุสี่ในรูปที่นอน เห็นอาการผ่อนคลายของธาตุขณะที่วางนอนอยู่นี้ ธาตุอะไรทำหน้าที่ ธาตุอะไรที่เบาการทำหน้าที่ลง เห็นความสัมพันธ์ของธาตุที่เคลื่อนไหวอยู่ และมองเห็นอย่างเป็นจริง ที่สุดมองเห็นสภาวะอันหนึ่งก็คือความไม่ใช่ตัวตน
ปุจฉา :
๖. อยากทราบว่าอุคคหนิมิตนั้นเกิดขึ้นตอนไหน เกิดขึ้นได้อย่างไร และอยู่ในขั้นตอนไหน นอกจากนี้ในเวลานั่งบางครั้งมีเหมือนแสงสว่างเกิดขึ้น และแสบตา เป็นแสงแวบเข้ามา
สำหรับคำถามที่ถามเกี่ยวกับอุคคหนิมิตนั้น เป็นนิมิตที่อยู่ในขั้นอุปจารสมาธิ ถ้าเราเรียนวิชาฐานจิต ๕ ฐาน พอเข้าฐานที่ ๔ และ ๕ นั้นเมื่อตั้งเข้าไปถึงลำดับแล้ว มันเข้าไปอุปจาระและไปอัปปนา ดังนั้นเมื่อเข้าถึงอุปจาระขึ้นไปอุคคหนิมิตจึงจะเกิดขึ้น พออุคคหนิมิตเกิดขึ้นมันก็ปฏิภาคต่อได้คือเป็นสมาธิที่ใช้งานได้แล้วจึงจะเกิดขึ้น แต่ต้องเป็นอุปจาระขั้นระดับกลางขึ้นบนด้วย เกือบๆ จะเข้าไปอัปปนาแล้ว
ส่วนแสงสว่างที่แวบเข้ามาเวลานั่งในบางครั้งนั้น มันเป็นปีติ แวบเหมือนใครตีประกายไฟใส่ตา เป็นปีติเบื้องต้นอันหนึ่งในสามสิบกว่าอย่าง เป็นขุททกาปีติ
ปุจฉา :
๗. ตอนอยู่ในสมาธิขณะที่นั่งอยู่นั้น ไม่รู้ตัวว่าอยู่ในสมาธิหรือไม่ เพราะเหมือนว่าได้ยินเสียงรอบตัวอยู่ตลอดเวลา แม้จะจับอยู่ที่นี่แต่สิ่งรอบตัวก็ยังได้ยินอยู่ ซึ่งก็รับรู้แต่ไม่ได้ไปข้องแวะกับมัน ตรงนี้จะรู้ได้อย่างไรว่าเรามีสมาธิจริงๆ ไม่ใช่ว่าเรานึกไปเอง และถ้ามีเสียงอะไรดังๆ เข้ามาจะรู้สึกเหมือนเสียงนั้นกระแทกเข้ามา
วิสัชนา :
คำถามที่ ๗ การที่เราอยู่ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมได้อย่างที่ไม่ได้ไปข้องแวะนั้น แสดงว่าเรามีสติควบคุมจิต จิตนั้นทำหน้าที่ยกสู่อารมณ์กัมมัฏฐานแล้ว อยู่ในขั้นของวิจาร เสวยในอารมณ์นั้นแล้ว ให้มีใครพูดใครคุยแต่เราอยู่ในอารมณ์นั้นแล้ว อยู่ในอารมณ์ของกัมมัฏฐานเบื้องต้น คือจิตนั้นเดินอยู่ในมรรคจิตเริ่มเข้าสู่เส้นทาง และถ้าลึกเข้าไปเรื่อยๆ เสียงทั้งหมดที่อยู่ข้างนอกนั้นจะไม่ได้ยินเลย มันจะลึกเข้าไปเรื่อยๆ เหมือนเราเดินเข้าป่าลึกเข้าไปเรื่อยๆ หายไปจากคน จริงๆ แล้วเรายังนั่งอยู่ที่เดิม แต่เบื้องต้นขณะนั้นจิตของเราไม่ข้องแวะเรียกว่ายกสู่อารมณ์กัมมัฏฐาน
อ่านต่อฉบับพรุ่งนี้







