
เพลงที่หมุนรอบตัวเอง
แม้จะมีคนบอกว่าบทเพลงไม่มีวันตาย แต่ธุรกิจที่เกี่ยวกับเสียงเพลงกำลังจะล่มสลายจากระบบเทคโนโลยี.....
แม้จะมีคนบอกว่าบทเพลงไม่มีวันตาย แต่ธุรกิจที่เกี่ยวกับเสียงเพลงกำลังจะล่มสลายจากระบบเทคโนโลยี.....
โดย...ปราฎา เหมทิวากร
แม้จะมีคนบอกว่าบทเพลงไม่มีวันตาย แต่ธุรกิจที่เกี่ยวกับเสียงเพลงกำลังจะล่มสลายจากระบบเทคโนโลยี
สังเกตง่ายๆ ร้านขายคาสเซต ซีดี ที่เคยอยู่ในตลาดสด อยู่ริมถนน หรือในชุมชน ตอนนี้แทบจะไม่มีให้เห็น
เหลือก็แต่ร้านขายแผ่นก๊อบบ้าง ขายเอ็มพี 3 บ้าง สนนราคาไม่เกิน 100 บาท ฟังได้รวดเดียวร้อยกว่าเพลง
หรือไม่ก็ใช้วิธีดาวน์โหลดทางคอมพิวเตอร์ ที่หนักไปกว่านั้นคือฟังเพลงทางโทรศัพท์มือถือ
มีกูรูในวงการเพลง สำรวจพบว่าจำนวนร้านซีดีในหัวเมืองใหญ่ๆ เหลือเพียงจังหวัดละ 1 แห่ง จากที่เคยมีนับสิบ
สำหรับในกรุงเทพฯ ผมคิดว่าร้านซีดีแห่งสุดท้ายที่ดีที่สุดคือร้านบีทูเอส สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ เพราะมีดนตรีทุกแขนง อัลบั้มทุกประเภทให้ผู้รักเสียงเพลงได้ลิ้มลอง
แต่หลังจากเหตุการณ์คนเสื้อแดงเผาเมือง ร้านซีดีที่ดีที่สุดแห่งนี้ ก็กลายเป็นแค่ความฝัน...
****************
เช้าวันหนึ่งของเดือน ก.ย. 2553 ผมมีโอกาสไปเดินในย่านการค้าเก่าแก่ อย่าง “บ้านหม้อ”
ถูกแล้ว...คุณจะเคยได้ยินว่าที่นี่เป็นแหล่งรวมร้านค้าเพชรที่ใหญ่ที่สุด ดีที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย
แต่ที่เดียวกันนี้แหละ ก็เป็นแหล่งรวมสินค้าเกี่ยวกับเครื่องใช้ไฟฟ้า วิทยุ โทรทัศน์ และเทคโนโลยีราคาถูกที่ราคาไม่แพงเช่นเดียวกัน
ข้างทางในย่านการค้าเก่าแก่ใกล้ปากคลองตลาดแห่งนี้ ยังเต็มไปด้วยร้านซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าแบบ “แบกะดิน”
เป็นร้านซ่อมแบบง่ายๆ เป็นที่พึ่งพาให้คนรายได้น้อย ไม่ต้องควักกระเป๋าซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าใหม่ได้อักโข
ชุมชนการค้าแห่งนี้ จึงมีสีสันที่สลับไปมาระหว่างธุรกิจล้ำค่า และคนหาเช้ากินค่ำ
จะมองว่าเป็นสีสันของ “ความเหลื่อม ล้ำ” อย่างง่ายในสังคมและเศรษฐกิจที่สลับซับซ้อน
หากมองในแง่ดี นี่ก็คือการผสมผสานอันกลมกลืน ระหว่างชนชั้นและฐานันดรของมนุษย์ที่ร้อยรัดกันเป็นหนึ่ง
หากเปรียบเป็นบทเพลง ที่นี่ก็คือ “ออร์เคสตรา” วงใหญ่ ที่มีผู้เล่นเป็นชนชั้นกรรมาชีพ
เป็นบทเพลงที่คุณต้องใช้ “สายตา” ในการรับฟัง
****************
ที่ชุมชนบ้านหม้อ มี “ร้านขายแผ่นเสียงเล็กๆ” อยู่ติดกับสี่แยก ซึ่งการจราจรจ้อกแจ้กจอแจเป็นที่สุด
จงศักดิ์ เฉลยบุญ หรือ โจ อายุ 41 ปี เป็นเจ้าของแผงเล็กๆ หน้าร้านเพชรที่ปิดตายประตูเหล็กเอาไว้ เพราะเจ้าของแก่เฒ่าเกินกว่าจะดูแลกิจการ
เป็นร้านขายแผ่นเสียงไร้นาม ที่ไม่ได้ตบแต่งรายละเอียดชนิดเลิศหรู แต่มีแผ่นเสียงระดับคุณภาพดีให้เลือกพอสมควร
สนนราคาตั้งแต่หลัก 200 บาท ไปจนถึงแผ่นละ 5,000 บาท
ที่น่าแปลกใจก็คือ ในย่านธุรกิจอย่างบ้านหม้อ ไม่มีร้านขายซีดีเพลงให้เห็นเป็นกิจจะลักษณะ แต่กลับมีร้านขายแผ่นเสียงตั้งแผงอยู่ได้ โดยไม่ถูกกระแสเทคโนโลยีกลบกลืนเหมือนธุรกิจเพลงทั่วๆ ไป
“คนฟังแผ่นเสียงคือคนที่มีใจรักจริงๆ ไม่ใช่ฟังอย่างฉาบฉวย เพราะเสียงเป็นธรรมชาติ ดิบๆ ไม่มีตบแต่ง” โจ บอก
โดยเสียงเพลงที่ออกจากแผ่นเสียง จะให้อารมณ์ที่เป็นธรรมชาติมากกว่าแผ่นซีดี เทปคาสเซต และเอ็มพี 3
แม้เอ็มพี 3 จะมีเพลงให้เลือกมาก แต่ก็บีบอัดมาจนแน่น
และการดาวน์โหลดเพลงจากอินเทอร์เน็ต ก็เป็นเสียงที่ผ่านการสังเคราะห์ ปรุงแต่งผ่านเทคโนโลยีสมัยใหม่
ถือเป็นเรื่องแปลก เพราะในยุคที่การหาความสุขจากเสียงเพลงถูกลงตามเทคโนโลยี แต่แผ่นเสียงที่ตกยุคสมัยไปแล้วกลับราคาไม่ตกไปด้วย
ไม่น่าเชื่อว่า โจเคยขายแผ่นเสียงของ “แกรนด์เอ็กซ์โอ” และ “จรัล มโนเพ็ชร” ในราคาสูงถึง 5,000 บาท
ขณะที่แผ่นหายากอย่าง คาราบาว และคาราวานชุดแรกๆ รวมถึงดิโอฬาร โปรเจกต์ ราคาพุ่งไปสูงถึง 1 หมื่นบาท
“แผ่นเสียงไม่มีวันตาย มีนักสะสมหาอยู่ตลอดเวลา เพียงแต่ต้องสภาพดี สวย ถือว่ายังขายได้เรื่อยๆ” โจ บอก
ก่อนเริ่มเปิดร้านขายแผ่นเสียงแห่งนี้ โจเคยมีแผงขายเทปคาสเซตและซีดีเพลงที่บ้านหม้อ
จนมาในช่วง 4 ปีก่อน ลองนำแผ่นเสียงมาวางขายคู่กันดู ปรากฏว่ามีคนสนใจ จึงหันมาทำธุรกิจนี้อย่างจริงจัง
แต่การขายแผ่นเสียงไม่ใช่เป็นการหาเลี้ยงชีพเท่านั้น โจย้ำว่า ต้องมีความรักในเสียงเพลงด้วย ถึงจะทำได้
“สมัยเด็กๆ เจอแผ่นเสียงดีๆ ขายในต่างจังหวัด แต่ไม่ได้ซื้อเอาไว้ ตอนหลังกลับมาดูมันคลาสสิก ก็เริ่มซื้อเก็บเอาไว้ จนเห็นว่าตลาดไปได้ก็เริ่มมาค้าขายเต็มตัว” โจ บอก
ระหว่างที่สนทนากันอยู่นั้น ก็มีลูกค้ามาถามหาแผ่นเสียงและยืนไล่เรียงดูสินค้าที่ร้านจัดวางไว้อยู่ตลอด
วิธีการหาแผ่นเสียงมาขาย ก็ต้องเสาะแสวงหากันพอสมควร โจต้องทำทุกรูปแบบ ตั้งแต่รับซื้อตามบ้าน และตามหาจากดีเจรุ่นเก่าๆ ที่จะสะสมแผ่นเสียงดีๆ เอาไว้
บางครั้งก็จะมีคนมาติดต่อถึงหน้าร้านให้ไปดูแผ่นเสียงที่บ้านก็มี ลูกค้าบางรายสนิทกัน พอมีแผ่นใหม่ๆ มาถึงมือ ก็จะโทร.ไปบอกว่าสนใจหรือไม่
“ผมคิดว่ามันเป็นความผูกพัน กับสิ่งที่ผมชอบตั้งแต่เด็ก”
****************
แม้วันนี้เครื่องเล่นแผ่นเสียงจะถูกมองว่าเป็นแค่สิ่งตกค้างของ “คีตประวัติศาสตร์”
ในวันที่คนไทยบ้าคลั่งเทคโนโลยี 3จี แทบสิ้นสติ
ยังมีอีกบางคนที่มองว่า แผ่นเสียงคือโลกของความสุข เป็นบทเพลงที่หมุนรอบตัวเองข้ามกาลเวลา
อารมณ์แบบนี้ ช่วยให้แผงค้าแผ่นเสียงริมถนนยังอยู่ได้ในย่านการค้าโบราณอย่างบ้านหม้อ
ของแบบนี้ ... ขึ้นกับว่าใครชอบแบบไหน และมีความสุขกับสิ่งใกล้ตัวอย่างไร
ส่วนตัวผมเองดีใจที่ได้พบร้านของโจ เหมือนโจรสลัดได้พบหีบสมบัติ
และก็ดีใจที่ได้รับรู้ว่ายังมีผู้คนอีกกลุ่มหนึ่งยอมปล่อยตัวเป็น “ทาสของความลุ่มหลง” ในบทเพลง ผ่านเครื่องเล่นแผ่นเสียงเก่าๆ
พูดอีกนัยหนึ่งคือ ยอมเป็นทาสของความลุ่มหลงในสิ่งที่ตัวเองรัก
มากกว่าจะปล่อยชีวิตเป็นทาสของเทคโนโลยีที่แห้งแล้งชีวิตจิตใจ...







