posttoday

พรรณสิรี คุณากรไพบูลย์ศิริ 10 ปีที่ดีขึ้นในทุกวัน

30 สิงหาคม 2560

สาวร่างเล็ก ดูอ่อนหวานขณะเดียวกันก็เด็ดเดี่ยวเป็นนิยามที่บ่งบอกความเป็น เม่ย-พรรณสิรี คุณากรไพบูลย์ศิริ ผู้จัดการมูลนิธิรามาธิบดี

โดย..กองทรัพย์

สาวร่างเล็ก ดูอ่อนหวานขณะเดียวกันก็เด็ดเดี่ยวเป็นนิยามที่บ่งบอกความเป็น เม่ย-พรรณสิรี คุณากรไพบูลย์ศิริ ผู้จัดการมูลนิธิรามาธิบดี ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เป็นอย่างดี

หลังจากจบการศึกษาปริญญาโทในสาขาการสื่อสารทางการตลาด จากประเทศสหรัฐอเมริกา หลังจากกลับมาประเทศไทย พรรณสิรีทำงานช่วยธุรกิจของครอบครัวก่อนที่ความบังเอิญจะพาเธอเข้ามาทำหน้าที่นี้เป็นเวลา 10 ปีแล้ว เพราะได้รับการทาบทามให้เข้ามาทำหน้าที่อาสาสมัคร

ในตอนแรกเธอตั้งใจมาทำงานกับมูลนิธิเพียง 2-3 เดือน แต่พอได้มาสัมผัสอย่างจริงจังจึงรู้ว่าเป็นเวลาที่สั้นเกินไปกับหน้าที่ในองค์กรที่มีภารกิจยิ่งใหญ่และมีอายุยาวนานกว่า 48 ปี เม่ยตัดสินใจทำงานต่อในฐานะอาสาสมัครจนครบ 1 ปี กระทั่งตัดสินใจในตอนสุดท้ายว่าจะลงเอยกับมูลนิธิรามาธิบดีในฐานะงานประจำ

พรรณสิรี เล่าว่า เธอเติบโตมาในครอบครัวที่ส่งเสริมให้ช่วยเหลือผู้ที่มีโอกาสด้อยกว่าตั้งแต่อายุได้ 4-5 ขวบ เธอได้ติดตามคุณพ่อคุณแม่ไปช่วยงานกลุ่มประชาอาสาโครงการหลวงเพื่อบริจาคอาหารและสิ่งของให้กับชาวเขาทางเหนือ ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้พรรณสิรีมีมุมมองที่กว้างขึ้น ติดดินมากขึ้น และได้ความคิดว่าเมื่อเราเกิดมามีโอกาสดีกว่าคนอื่นเขา ก็ควรจะช่วยเหลือเมื่อทำได้ ด้วยความที่คุณพ่อผู้เป็นเจ้าของธุรกิจเป็นคนที่ทำงานเก่งและเฉียบขาด เธอจึงได้เรียนรู้เรื่องต่างๆ ถูกฝึกให้เป็นคนละเอียดและอดทน ประสบการณ์การช่วยงานธุรกิจครอบครัวนี้เอง ที่ช่วยเตรียมความพร้อมให้กับเธอ เมื่อได้มารับตำแหน่งผู้จัดการมูลนิธิรามาธิบดีในช่วงเวลาต่อมา

“เม่ยมาทำหน้าที่บริหารจัดการองค์กรและแบรนด์มาร์เก็ตติ้ง และทำทุกอย่างตอนอายุ 24 เอง โดยตัวเราไม่ได้คาดหวังว่าจะทำงานด้านนี้ตั้งแต่ต้น พอทำแล้วก็อยากทำให้ประสบความสำเร็จ อยากทำให้ที่นี่เป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนในระบบองค์กรได้ อยู่ได้นานๆ และดีจากภายนอกและภายใน เพราะมูลนิธิดีอยู่แล้ว คนมาให้ก็จิตใจดี ดังนั้น เราก็ต้องทำให้ตัวเองเป็นองค์กรที่ดี ลูกน้องต้องมีความสุข ระบบก็ต้องดี วัฒนธรรมองค์กรก็ต้องดี เราจึงปรับหลายด้านมาก ช่วงแรกเราทำงานหนักมากประมาณ 15 ชั่วโมง/วัน เครียดมาก มาทำงานเช้ามาก เราให้ใจกับองค์กรมากๆ ทุกวันนี้ก็คิดว่าทำงานนี้ต่อไปเรื่อยๆ”

พรรณสิรี คุณากรไพบูลย์ศิริ 10 ปีที่ดีขึ้นในทุกวัน

 

ความภูมิใจสูงสุดของพรรณสิรี ในฐานะผู้จัดการมูลนิธิ คือ การได้รับการยอมรับจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องที่ให้ความเชื่อมั่นและไว้วางใจในตัวเธอ ความภาคภูมิใจในเรื่องนี้ส่วนหนึ่งก็มาจากอายุที่ค่อนข้างน้อย สิ่งที่ทำให้เธอเป็นที่ยอมรับน่าจะเป็นความจริงจังจริงใจ ความประนีประนอม ความใจกว้างเปิดรับฟังความคิดเห็น แต่ในขณะเดียวกันก็มีความหนักแน่น เฉียบขาดและทำงานอย่างมีหลักการ ตรงไปตรงมา กล้าที่จะแสดงความคิดเห็นของตนเอง

“เป็นโชคดีของชีวิตมากที่รู้สึกว่าอยากตื่นมาทำงานในทุกๆ วัน เราไม่เคยคิดว่าทำงานที่นี่แล้วจะคุ้มค่าหรือไม่คุ้มค่า เพราะงานเรามันมากกว่าความคุ้มค่า จำนวนเงินเดือนไม่ได้ตัดสินตัวเรา เม่ยเองค่อนข้างต่างจากคนอื่น เพราะมันเป็นอินเนอร์ของเราเอง เป็นงานที่ทำแล้วบอกว่าเราสามารถทำอะไรที่ใหญ่เกินตัวเล็กๆ ของเรา เป็นงานที่ได้ใช้ประโยชน์สูงสุดของตัวเอง ทั้งทักษะทุกอย่างที่มีสามารถหยิบมาใช้ได้

ที่สำคัญ งานนี้ทำให้เม่ยเป็นคนที่ดีขึ้นในทุกๆ วัน ดีขึ้นในเชิงของการศึกษาค้นคว้าที่เราต้องขวนขวายพัฒนาตัวเอง และในอีกหนึ่งความหมายของเม่ยรวมถึงด้านจิตใจด้วย ซึ่งเม่ยว่ามันประเมินค่าไม่ได้ และสิ่งที่หล่อหลอมให้เราเป็นคนดีขึ้นๆ ในองค์กรนี้ก็คือประโยชน์ของที่นี่ที่มีต่อสังคม คือการช่วยต่อชีวิตผู้อื่น เหมือนเป็นสิ่งยิ่งใหญ่เป็นคุณค่าของงานและองค์กรที่ทำให้เราเป็นคนที่ดีขึ้น”

สำหรับพรรณสิรี ตลอด 10 ปีของการทำงานในฐานะผู้บริหารความท้าทายในวัย 20 ต้นๆ ไม่ได้น้อยหรือมากกว่าการทำงานในวัยต้น 30 เพราะเธอบอกว่าความท้าทายของงานมีเข้ามาทุกวันตลอดเวลา “ความท้าทายจะมีความยากของมัน ช่วงที่มีการปรับเปลี่ยนเราต้องทำให้คนที่อยู่รอบข้างและร่วมงานกับเรา เข้าใจว่าเรามีสไตล์การทำงานแบบนี้ เมื่อเราต้องขยายองค์กรต้องสร้างคอนเนกชั่น พัฒนาแบรนด์มูลนิธิให้ดีทั้งหน้าบ้านและหลังบ้าน

การครองสติและทำให้แต่ละโมเมนต์ที่เข้ามาให้ดีที่สุด นี่คือสิ่งที่เม่ยมองว่าท้าทาย ถ้าสมมติว่าเรายังไม่ดี เราก็ต้องพยายามดีขึ้น ทั้งเรื่องงาน เรื่องทักษะต่างๆ หรือแม้แต่สติ เราต้องพยายามเรียนรู้ในสิ่งที่เราไม่เคยรู้ เพราะเราไม่ได้รู้ทุกเรื่อง และมีเรื่องอีกเยอะมากที่เราไม่รู้ และมีอีกไม่น้อยที่เราไม่รู้ว่าเราไม่รู้ ถ้าเรายังอยู่ในกรอบก็ไม่สามารถขับเคลื่อนองค์กรได้ แต่เป้าหมายสุดท้ายคืออยากให้องค์กรอยู่ได้ในระยะยาวและเป็นที่พึ่ง เป็นของขวัญให้คนไทยไปได้นานๆ”

พรรณสิรี คุณากรไพบูลย์ศิริ 10 ปีที่ดีขึ้นในทุกวัน

 

พรรณสิรี บอกว่า เมื่อขยายองค์กร พันธกิจก็มากขึ้น ประโยชน์ที่ให้สังคมก็มากขึ้น เป้าหมายของเธอในฐานะผู้บริหารคือทำอย่างไรให้องค์กรนี้เติบโตอย่างมั่นคงอย่างเป็นประโยชน์ได้ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของมูลนิธิในสายตาคนไทยเริ่มเข้าถึงมูลนิธิมากขึ้น “คนรับรู้ว่าองค์กรเราทำอะไร เมื่อก่อนอาจจะดูเข้าถึงยากและเป็นผู้ใหญ่ ตอนนี้เราก็พยายามทำให้คนเข้าถึงกลุ่มคนที่หลากหลายในทุกกลุ่ม เราไม่มองว่าการให้ต้องแก่แล้วค่อยให้ หรือคนแบบเม่ยเองก็ไม่คิดว่าตัวเองจะมาอยู่ที่นี่ได้ เพราะการให้ไม่ได้แบ่งชั้นวรรณะ หรืออายุ อาชีพ ไม่มีเงิน คุณพูดดี ทำดีกับคนอื่น ก็เป็นผู้ให้ได้ นี่คือการเปลี่ยนแปลงที่เราเห็นได้จากภายนอก”

ด้วยความตั้งใจที่จะทำให้เรื่อง “การให้” เป็นเรื่องง่ายๆ ที่ไม่ว่าใครก็ทำได้ โดยไม่เดือดร้อน เราก็พยายามสร้างเรื่องราวใหม่ๆ ให้กับคนที่อยากเป็นส่วนหนึ่งของการให้ ซึ่งศิลปินและดีไซเนอร์ร่วมจัดโปรเจกต์พิเศษมาออกแบบลวดลาย เพื่อสร้างสรรค์สินค้าเป็นของที่ระลึกรูปแบบต่างๆ ที่สามารถใช้ได้ในชีวิตประจำวันมาจำหน่ายในราคาเข้าถึงได้ เพื่อนำรายได้สมทบเข้ามูลนิธิ

“เพราะเราทำงานที่ใหญ่ขึ้น เป็นภาพที่ทำให้เห็นว่าองค์กรเราได้ทำประโยชน์มากขึ้น ได้เข้าถึงคนมากขึ้น มีโปรเจกต์ มีแบรนด์ เราพยายามทำให้ไม่เป็นการยัดเยียด ไม่ต้องทำเพื่อความเกรงใจ เพราะถ้าเราทำด้วยความเกรงใจแล้วคนรับจะรู้สึกดีจริงๆ เหรอ หนึ่งคือผู้ให้ต้องมีความสุขในการให้ และผู้รับก็ปีติกับการได้รับ การให้มีหลากหลายรูปแบบ

สำหรับหลังบ้าน งานภายในก็การันตีได้ว่าคนทำงานกับเรารักในงานที่ทำ เพราะงานเราคือการทำความดีเพื่อผู้อื่น ซึ่งก็เป็นการให้ในอีกแบบหนึ่ง เรื่องระบบการบริหารจัดการที่ดี ทำระบบทุกอย่างให้เชื่อมต่อระหว่างหน้าบ้านกับหลังบ้าน เราพยายามทำอะไรก็ตามให้ทุกอย่างเชื่อมต่อกัน ด้านหน้าที่เห็นชัดมาก เราพยายามบอกทุกคนว่าเราอยากให้องค์กรดีขึ้นเราก็ต้องช่วยกันทำ”

เมื่อถามถึงการดูแลตัวเองให้สามารถทำงานที่นี่ได้จนมาถึงเวลา 10 ปี พรรณสิรี บอกว่า การดูแลจิตใจตัวเองให้มีความสุข คือการดูแลตัวเองในแนวทางที่ดีที่สุด

“เม่ยเชื่อว่าการที่เราได้ทำอะไรก็ตามที่มีความสุข คือการดูแลตัวเองแล้ว อย่างเม่ยมีความสุขกับการอยู่กับปัจจุบัน ฟังเพลง ดูซีรี่ส์ ทำอาหาร และเล่นกับสุนัขที่เลี้ยงไว้ แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว นอกจากนั้นก็ใช้สติและเหตุผลทั้งในเรื่องงาน ชีวิตส่วนตัว เพื่อที่จะได้มีความสุขกับชีวิตในทุกๆ ด้านในทุกวัน”

พลังบวกและพลังงานดีๆ จากคนที่เธอได้เจอในแต่ละวันทั้งในฐานะผู้ให้หรือผู้รับ ทำให้หญิงสาววัยรุ่นคนหนึ่งเดินทางมาไกลจากวันแรกถึงวันนี้ก็นับว่าพัฒนามาพอสมควร ความตั้งใจของเธอในฐานะผู้จัดการคือการพัฒนาองค์กรนี้ให้แข็งแกร่งมีรากฐานที่ดี มีศักยภาพที่จะช่วยเหลือสังคมได้อย่างยั่งยืน เป็นมูลนิธิระดับต้นๆ ที่คนไทยนึกถึงเมื่ออยากจะทำบุญบริจาคเงิน

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐปิดบวก หุ้นชิป-ธนาคารพลิกมาสร้างความเชื่อมั่น