posttoday

ณัฐพล กัปปิยจรรยา คลื่นลูกใหม่ต้องดีกว่าลูกเก่าเสมอ

29 พฤษภาคม 2560

“การจะทำอะไรก็แล้วแต่ เราจะต้องทำให้ดีที่สุด ถ้าไม่สุดอย่าไปทำ เพราะสิ่งนั้นจะกลายเป็นสิ่งที่ติดตัวเราไปตลอด”

โดย...โยธิน อยู่จงดี

“การจะทำอะไรก็แล้วแต่ เราจะต้องทำให้ดีที่สุด ถ้าไม่สุดอย่าไปทำ เพราะสิ่งนั้นจะกลายเป็นสิ่งที่ติดตัวเราไปตลอด”

ณัฐพล กัปปิยจรรยา กรรมการผู้จัดการ นีโอ สุกี้ไทยเรสเทอรองส์ นักธุรกิจหนุ่มวัย 32 ปี ที่ทำให้ชื่อของนีโอสุกี้เป็นที่รู้จัก ท่ามกลางการแข่งขันอันดุเดือดของตลาดสุกียากี้ ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จากธุรกิจเล็กๆ ที่มีเพียง 2 สาขาให้เป็น 18 สาขาในช่วงเวลาเพียง 8 ปี

จุดเริ่มต้นในการเข้ามาทำธุรกิจของเขา เริ่มจากครอบครัวได้เสนองานสำคัญในช่วงการตัดสินใจเรียนต่อปริญญาโทหลังเรียนจบด้านบริหารธุรกิจจากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ทางเลือกสำคัญที่เปลี่ยนแปลงชีวิตจนถึงทุกวันนี้

“ตอนนั้นทางครอบครัวได้เสนอให้ผมเข้ามาสานต่อธุรกิจนีโอสุกี้ ที่เพิ่งเปิดใหม่ได้ไม่นานนัก มีอยู่เพียง 2 สาขาและเป็นธุรกิจรองของครอบครัว ซึ่งจริงๆ แล้วธุรกิจของครอบครัวเราดั้งเดิมเป็นธุรกิจด้านโลจิสติกส์ ซึ่งทำมาตั้งแต่รุ่นคุณพ่อประมาณ 30 กว่าปีได้ ผมจึงตัดสินใจเลือกทำสิ่งที่สำคัญกว่าการเรียนต่อ ก็คือการเข้ามาบริหารธุรกิจรองของครอบครัวให้เติบโตขึ้นมาให้ได้

“ในช่วงที่ผมเข้ามาทำธุรกิจแบรนด์นีโอสุกี้ เป็นแบรนด์เล็กๆ ที่มีสาขาอยู่ไม่มากนัก และแทบไม่มีโอกาสได้เลือกให้เข้าไปตั้งอยู่ในศูนย์การค้าที่มีชื่อเสียง เราต้องเป็นคนติดต่อนำเสนอถึงที่ และจุดที่เราได้มักจะอยู่ชานเมือง ในขณะที่ลูกค้าส่วนหนึ่งเริ่มรู้จักเรามากขึ้น แต่ไม่สามารถเดินทางไปรับประทานได้

“เราก็เริ่มลงมือเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำธุรกิจเดิมให้เป็นระบบมากขึ้น เพราะคู่แข่งเจ้าตลาดแข็งแกร่งกว่าเรามาก แต่เราก็ใช้จุดแข็งที่เรามี จากการเป็นองค์กรขนาดเล็กที่มีความคล่องตัว ปรับปรุงเปลี่ยนแปลง และเน้นความเป็นโฮมเมด ที่มีความหลากหลายของอาหารและคุณภาพ และจะบอกว่าไม่ใช่เป็นเรื่องง่ายเลยในฐานะผู้บริหารใหม่”

ณัฐพล กัปปิยจรรยา คลื่นลูกใหม่ต้องดีกว่าลูกเก่าเสมอ

ณัฐพล เล่าถึงช่วงเวลาสำคัญที่ผู้บริหารธุรกิจใหม่จะต้องเจอกันทุกคนก็คือ การปรับตัว ปรับระบบการทำงาน และการทำผลงานให้เป็นที่ยอมรับของพนักงานรุ่นเก่าที่คอยจับตาดูทุกฝีก้าวว่าเขาจะทำได้ดีแค่ไหน

“แน่นอนว่าเมื่อเราเข้ามาสานต่อธุรกิจของคุณพ่อ ก็จะต้องทำงานร่วมกับพนักงานรุ่นเก่าที่คุ้นเคยกับระบบการทำงานแบบเดิมๆ ซึ่งต้องทำความเข้าใจก่อนว่าธุรกิจเดิม เราคือธุรกิจขนส่งโลจิสติกส์ ที่เถ้าแก่จะเป็นคนสั่งการทุกอย่าง พอผมเข้ามา ก็พยายามนำเสนอว่าการทำงานแบบนั้นเป็นการรวมศูนย์กลาง ระบบการดำเนินธุรกิจต้องมีระบบ ระเบียบแบบแผน แบ่งสายงาน มีการรายงานผลที่ชัดเจน เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากที่สุด

“ไม่ใช่ทุกปัญหาก็ต้องขึ้นมาถามกับเถ้าแก่ กลายเป็นศูนย์กลางในการตัดสินใจทั้งที่บางเรื่องเราสามารถแบ่งระดับปัญหาให้หัวหน้าสายสามารถตัดสินใจแก้ไขปัญหาได้ในทันที ซึ่งต้องใช้เวลาอยู่ประมาณ 1-2 ปี กว่าจะปรับระบบให้เข้าที่เข้าทาง แล้วก็ค่อนข้างที่จะทำงานอย่างหนักมากในการที่จะทำให้ธุรกิจเติบโตมียอดขายตามเป้า เป็นที่ยอมรับของทุกคน ต้องลงไซต์งานสร้างร้าน เรียนรู้ธุรกิจจากคนรุ่นเก่า เก็บรายละเอียดงาน ติดต่อประสานงานเองทุกอย่างเพื่อให้เกิดความเข้าใจในธุรกิจที่แท้จริง ซึ่งผมจะลงมือทำด้วยตัวเองตลอด”

ณัฐพล กัปปิยจรรยา คลื่นลูกใหม่ต้องดีกว่าลูกเก่าเสมอ

ไลฟ์สไตล์ของณัฐพลในแต่ละวัน ช่วงเช้าจะใช้เวลาอ่านข่าวมากเป็นพิเศษ เขาบอกว่าอย่างน้อยๆ ก็ต้องดูว่าความเคลื่อนไหวของคู่แข่ง ภาพรวมความเปลี่ยนแปลงในตลาดที่กำลังดำเนินธุรกิจอยู่ตอนนี้เป็นอย่างไร? หลัง 11 โมงเช้าเป็นต้นไป ถึงค่อยเริ่มทำงานต่อ ยาวจนถึงประมาณ 1-2 ทุ่ม เป็นเรื่องปกติ

“ซึ่งจริงๆ ไม่อยากที่จะตีกรอบเวลาการทำงานว่าจะต้องเริ่มกี่โมงเลิกกี่โมง เพราะว่าเป็นธุรกิจของครอบครัว ใครว่าทำงานธุรกิจของครอบครัวจะสบาย ผมคิดว่าไม่ใช่เลย เพราะธุรกิจของครอบครัวก็เป็นของที่จะต้องดูแลรักษาให้ดี ซึ่งไม่เพียงแค่ดีต่อครอบครัวเรา ยังมีลูกน้องอีกมากมายที่เขาฝากชีวิตอยู่ ยิ่งเวลาที่กำลังมีโปรเจกต์ใหม่ ก็จะพยายามทุ่มเทและทำงานอย่างมีความสุข และเต็มที่กับงานให้มากที่สุด”

มีอีกสิ่งหนึ่งที่ผู้บริหารใหม่ทุกคนมีโอกาสได้เจอก็คือเรื่องความผิดพลาดในการบริหารงาน ซึ่งณัฐพลเองก็เป็นหนึ่งในนั้นที่เคยผ่านความล้มเหลวอย่างที่ไม่ควรจะเป็น อันเป็นผลจากความมั่นใจในตัวเองมากเกินไป แต่สิ่งที่ดีกว่านั้นคือการรู้จักยอมรับความผิดพลาด และลุกขึ้นมาสู้ใหม่จนประสบความสำเร็จมากกว่าที่เคยเป็น

“เมื่อประมาณปี 2555 ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ไม่มีวันลืมก็คือการที่เราต้องปิดถึง 2 สาขาภายในปีเดียว สาเหตุที่เราพลาดมาจากในช่วงที่เราทำงานแรกๆ เราไปเปิดสาขาที่ไหนก็ตามล้วนประสบความสำเร็จหมด จนเราเกิดความมั่นใจว่าเราจะต้องทำได้สำเร็จ จึงเร่งระดมเปิดสาขาเร็วเกินไป โดยที่ไม่ได้ศึกษาในรายละเอียดจนเราลืมมองพื้นฐานการทำธุรกิจที่สำคัญว่าควรคิดให้รอบคอบ และแผนสำรองกลายเป็นบทเรียนราคาแพง ที่ทำให้เรามองย้อนดูตัวเองและมองรอบตัว หาจุดบอดที่เราอาจจะมองข้ามไป

ณัฐพล กัปปิยจรรยา คลื่นลูกใหม่ต้องดีกว่าลูกเก่าเสมอ

“ตอนนั้นเครียดมากๆ เป็นอยู่ประมาณ 1 เดือน จนวันหนึ่งก็เป็นตัวเราที่ต้องจุดไฟในการทำงานขึ้นมาใหม่ และตัดสินใจว่าที่ไหนไม่ดีก็ปิดไป แล้วก็ย้ายข้าวของไปเปิดใหม่อีกที่หนึ่ง และเก็บความผิดพลาดเป็นบทเรียนว่า ต่อไปทุกครั้งที่เราทำร้านจะต้องมีแผนสำรอง ถ้าเกิดร้านไหนไม่เวิร์กก็จะต้องสามารถยกของในร้านออกมาได้ทุกตัวทุกชิ้น ย้ายไปอยู่ที่ใหม่ได้ทันที”

สุดท้ายเมื่อถามถึงปรัชญาในการทำงานและการใช้ชีวิต ผู้บริหารหนุ่มตอบได้อย่างน่าสนใจว่า สิ่งสำคัญในการดำเนินชีวิตคือการรักษาคำมั่นสัญญา อะไรที่พูดไปแล้วจะต้องทำให้ได้ ถ้าคิดว่าทำไม่ได้ก็อย่าไปรับปากใคร เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในการใช้ชีวิต แม้ดูเป็นเรื่องเล็กๆ แต่ว่าเกี่ยวเนื่องกับผลของความน่าเชื่อถือ ถ้าพูดแล้วต้องทำให้ได้ ทำให้เต็มที่ เพราะทั้งคำพูด คำมั่นสัญญาและการกระทำ ทำให้เกิดความน่าเชื่อถือในระยะยาว

อีกอย่างหนึ่งที่ขาดไปไม่ได้เลยสำหรับผู้บริหารที่จะทำให้องค์กรก้าวหน้าอย่างมั่นคง คือต้องสร้างความยั่งยืน ไม่ใช่เฉพาะตัวเอง แต่ต้องมีความยั่งยืนถึงลูกน้องทุกคน

“ธุรกิจของเราเป็นธุรกิจด้านการบริการ ลูกน้องจะบริการคนอื่นได้ดี ตัวเขาจะต้องอิ่มต้องพร้อม เมื่อคนเราพร้อมพอเขาก็จะเริ่มบริการคนอื่นด้วยความเต็มใจ ถึงจะเป็นองค์กรที่มีความมั่นคงยั่งยืนและดีพอ ที่จะทำให้พวกเขาเติบโตไปกับเราพร้อมๆ กัน ผมเชื่อเช่นนั้น”

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นไทยปิดพุ่ง 14.21 จุด รับ Election Rally ต่างชาติซื้อ 3,355 ล้าน