
เพื่อชีวิตที่มีคุณค่าควรปฏิบัติตามหลักศาสนาพุทธอย่างไร? (จบ)
ปุจฉา : ขอทราบแนวทางการปฏิบัติตามหลักธรรมในพระพุทธศาสนา เพื่อนำมาพัฒนาชีวิตให้มีคุณภาพ...จะได้มั่นคงดำรงอยู่ในโลกปัจจุบันได้อย่างไม่วุ่นวาย ไม่เร่าร้อน เพื่อความสงบสุขของชีวิต...
ปุจฉา : ขอทราบแนวทางการปฏิบัติตามหลักธรรมในพระพุทธศาสนา เพื่อนำมาพัฒนาชีวิตให้มีคุณภาพ...จะได้มั่นคงดำรงอยู่ในโลกปัจจุบันได้อย่างไม่วุ่นวาย ไม่เร่าร้อน เพื่อความสงบสุขของชีวิต...
โดย....พระอาจารย์อารยะวังโส
พระสีวลีเถระ/มหาโพธิสมาคม
พุทธคยา อินเดีย
วิสัชนา : จึงไม่แปลกที่จะนำไปสู่ความประพฤติผิด ดังที่คนในสังคมปัจจุบันถอยห่าง หรือปฏิเสธหลักคุณธรรมความดี!! แม้เพียงขั้นเบื้องต้นของสัตว์มนุษย์ ที่เรียกว่า ศีลธรรม อันเป็นความเชื่อแค่เพียงระดับกฎแห่งกรรมเท่านั้น!! ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ความเดือดร้อน ความเร่าร้อนได้แผ่กระจายไปทั่วในทุกภูมิภาคของสังคมโลก ดังเช่น ภัยจากการก่อการร้าย การแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติ หรือการใช้ความรู้ทางโลก ปล้นเงินทุนจากตลาดเงินทุนของแต่ละประเทศในรูปแบบต่างๆ นานา ฯลฯ การแพร่ระบาดในวิธีการเบียดเบียน เพื่อแย่งชิงหรือให้ได้มา ซึ่งปัจจัยที่ตนและพวกพ้องประสงค์จึงขยายตัวไปทั่ว โดยอาศัยความรู้ กลไกทางโลก ซึ่งไม่มีวิธีการใดที่สามารถยับยั้งมหันตภัยของสัตว์มนุษย์ที่สิ้นคิดได้เลย ด้วยความสิ้นคิด หรือไม่รู้จักคิด ขาดโยนิโสมนสิการในกระบวนการคิด จึงมากไปด้วยพิษภัยในความคิดที่ไม่ชอบตามทำนองคลองธรรม และมากไปด้วยความมืดมัว เมามาย ในความคิดอกุศล ที่มีฐานจิตมาจากอวิชชา จึงนำพาตนเองและสังคมไปสู่ความไร้คุณภาพ ขาดคุณธรรม และสิ้นคุณความดี ที่สุดคือ เพิ่มความทุกข์ทับถมในความทุกข์ที่มีอยู่ในหมู่สัตว์ให้มากยิ่งขึ้น ทั้งความทุกข์กาย ทุกข์ใจ หรือทุกข์ที่เป็นความรู้สึกทุกข์ (ทุกขทุกขตา) อันเกิดขึ้นเมื่อประสบอนิษฐารมณ์ความทุกข์ด้วยการผันแปร ดังความสุขที่ก่อตัวขึ้น และผันแปรมาเป็นความทุกข์ (วิปริณามทุกขตา) และทุกข์ตามสภาพสังขาร (สังขารทุกขตา) ซึ่งอยู่ภายใต้ตัวกฎของธรรมชาติ อันเกิดขึ้น ผันแปร และแตกดับไปเป็นธรรมดา
ซึ่งหากกล่าวสรุปในสุดท้ายนี้ ก็ต้องรวมความทุกข์ ความเร่าร้อนของสัตว์ทั้งหลาย อยู่ที่ความโง่ (อวิชชา) ที่ปรากฏอยู่ในความคิดของสัตว์มนุษย์เหล่านั้น เมื่อคิดไม่เป็น จึงสิ้นคิด จึงนำไปสู่การกระทำที่ไร้ความคิด ทั้งนี้เพราะคิดไม่เป็น นั่นหมายถึง การไม่ได้รับการเรียนรู้ว่า ควรคิดอย่างไร เพื่อการนำไปสู่ความเข้าใจความรู้ และความมีปัญญา ซึ่งสามารถนำประโยชน์และความสุขมาสู่ตนและหมู่คณะได้ เราจึงเห็นเป็นปกติของความเดือดร้อนของสัตว์มนุษย์ในสังคมยุคสิ้นความคิด... ซึ่งเรามักจะอุทานเสมอ เมื่อพบกับความคิดที่ไร้วุฒิภาวะแห่งความเป็นสัตว์ประเสริฐ ซึ่งไม่สมควรเรียกว่า ความคิด หรือการมนสิการเลย จึงมักจะกล่าวตำหนิกันว่า “มันเอาอวัยวะส่วนไหนมาคิดกัน ! จึงพูด หรือทำได้อย่างนั้น!!” แสดงว่า สัตว์สังคมที่ปกติในฐานะสมบูรณ์ด้วยวุฒิภาวะ ย่อมรู้ว่า “ความคิด ต้องมาจากจิตที่มีศีลธรรม อันสติกำกับดูแลดีแล้ว” จึงประกอบความระลึกรู้ที่ชอบโดยธรรมจากความคิดนั้น จึงควรกล่าวว่านี้คือ ความคิดที่เกิดจากการมนสิการโดยธรรม อันสามารถนำเข้าสู่ กระบวนการคิดพิจารณาโดยแยบคาย (โยนิโสมนสิการ) ได้อย่างไม่ยาก... ซึ่งสามารถขจัดปัญหาและความทุกข์ทั้งปวงในชีวิตของตนและสังคมได้ ทั้งนี้ ส่วนสำคัญของความคิดที่ผ่านกระบวนการคิดพิจารณาโดยแยบคายแล้วนั้น จะไม่นำไปสู่การกระทำที่ผิดทำนองคลองธรรมเลยในทุกกาลสมัย และจะสามารถนำไปสู่การพัฒนาชีวิตให้ดี มีคุณภาพ ก้าวย่างสู่คุณธรรมความดี อันสามารถดำรงอยู่ในโลกได้อย่างไม่เร่าร้อน วุ่นวาย มีความสงบสุขโดยธรรมอย่างแท้จริง ทั้งนั้นทั้งนี้ เพราะความคิดที่ถูกต้อง (สัมมาทิฏฐิ) จะนำไปสู่การกระทำที่ชอบโดยธรรมอย่างเป็นปกติ ไม่เปลี่ยนเป็นอย่างอื่นเลย... ซึ่งแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับบรรดาทุรชนผู้มีความคิดผิดทำนองคลองธรรม ที่เรียกว่า “มิจฉาทิฏฐิ” ซึ่งสามารถประกอบการอกุศลได้ในทุกๆ เรื่อง อย่างที่เราท่าน คาดคิดไม่ถึงว่า จะทำกันได้อย่างไร สมดังคำกล่าวที่ว่า “เราไม่เห็นธรรมอื่นแม้สักอย่าง ซึ่งจะเป็นเหตุให้ อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ให้เกิดขึ้น หรืออกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ให้เพิ่มพูนไพบูลย์เหมือนอย่างมิจฉาทิฏฐิเลย”
ขอเจริญพร







