
ศตวรรษที่ 21 ศตวรรษแห่งปัญหา
สัปดาห์ที่แล้วผมได้อ่านข่าวน่าตื่นเต้นข่าวหนึ่ง เป็นเรื่องการประกาศตั้งบริษัทใหม่ของ Elon Musk เจ้าของแบรนด์รถยนต์ Tesla
โดย...เอกศาสตร์ สรรพช่าง ภาพ : เอเอฟพี
สัปดาห์ที่แล้วผมได้อ่านข่าวน่าตื่นเต้นข่าวหนึ่ง เป็นเรื่องการประกาศตั้งบริษัทใหม่ของ Elon Musk เจ้าของแบรนด์รถยนต์ Tesla และบริษัทท่องอวกาศ Space X เขาประกาศตั้งบริษัทใหม่ที่เกี่ยวกับการวิจัยด้านประสาทวิทยาในชื่อ “Neural Lace” ซึ่งเขาอ้างว่าจะเป็นเทคโนโลยีแห่งอนาคต ที่จะนำเอาคอมพิวเตอร์เข้าไปเชื่อมต่อกับสมองและระบบประสาทของมนุษย์เราโดยตรง เพื่อให้มนุษย์ในอนาคตสามารถสั่งการได้ทุกอย่างแค่เพียงคิด รวมถึงความสามารถในการเชื่อมโยงข้อมูลต่างๆ โดยไม่ต้องพกสมาร์ทโฟนหรือโน้ตบุ๊กอีกต่อไป
ข้อดีก็คือคนจะเข้าถึงเทคโนโลยีได้ง่ายมากขึ้น รวมไปถึงการถ่ายโอนข้อมูลไปมาระหว่างสมองกับเครื่องกลก็ทำได้ไม่ยาก และอาจเลยไปถึงการย้ายความทรงจำของคนเราไปเก็บไว้ในเซิร์ฟเวอร์เพื่อให้มีชีวิตอมตะ ฟังดูเป็นนิยายวิทยาศาสตร์มาก แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีทางเป็นไปได้
ข่าวถัดๆ กันที่ผมอ่านเจอใน Flipboard ก็ตื่นเต้นไม่แพ้กันเรื่อง โครงการคลองส่งน้ำและเขื่อนขนาดยักษ์ของจีนซึ่งลากมาจากทิเบตเพื่อนำน้ำจากที่สูงลงมาใช้ในจีนมากขึ้น คลองส่งน้ำนี้แม้จะอยู่ในพื้นที่ของจีน แต่ทั้งนักสิ่งแวดล้อม นักการเมืองของอินเดียต่างเห็นพ้องต้องกันว่า การสร้างเขื่อนและคลองส่งน้ำนี้อาจก่อปัญหาให้กับอินเดียและประเทศล่างๆ ที่อยู่ใต้คลองส่งน้ำนี้
เพราะทางน้ำจากยอดเขาอาจเปลี่ยนทิศทางการไหลและอาจส่งผลกระทบถึงความแห้งแล้งของอินเดียในอนาคต ปัญหานี้ถูกพูดถึงมาตั้งแต่ปี 2013 ซึ่งก็คล้ายๆ กับการเกิดกรณีพิพาทในลำน้ำโขงที่จีนสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงตอนบน และทุกคนก็กังวลว่าเมื่อเขื่อนเสร็จ มันจะส่งผลกระทบต่อประเทศที่อยู่ข้างล่า
งอ่านสองเรื่องนี้ให้ความรู้สึกแตกต่างกันมาก เรื่องหนึ่งให้ความรู้สึกถึงความเก่งของคนที่จะก้าวข้ามผ่านข้อจำกัดทางธรรมชาติเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายที่ตัวเองตั้งไว้ ส่วนอีกเรื่องก็เป็นประเด็นที่คอยสะกิดเราตลอดเวลาว่าท้ายที่สุดแล้วเราไม่สามารถเอาชนะธรรมชาติได้จริงๆ และหากเราไม่แบ่งกันใช้ แบ่งกันดูแลด้วยแล้ว ปัญหาการเข้าถึงทรัพยากรอาจลุกลามไปไกลกว่าที่เราคิดไว้มาก และเชื่อว่าหายนะมันอยู่ไม่ไกล เราอาจได้เห็นในช่วงชีวิตของเราทุกคน
ศตวรรษที่ 21 น่าจะเป็นศตวรรษที่เราจะได้เห็นการเปลี่ยนทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างก้าวกระโดดอีกครั้งหนึ่งหากเทียบว่าร้อยปีที่แล้วเราเริ่มจากเรายังผ่าตัดไม่เป็น ไม่มียาสลบ จนกระทั่งจบศตวรรษด้วยการมีหุ่นยนต์ผ่าตัดเองได้และมีคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กพกพาไปไหนต่อไหน
ศตวรรษนี้น่าจะมีเรื่องให้เราได้ตื่นเต้นมากขึ้นด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่จะก้าวไปไกลว่าเดิมด้วยพลังของอินเทอร์เน็ต
ทว่าในอีกด้านหนึ่งการเติบโตทางเศรษฐกิจของโลกก็กระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนทางกายภาพของโลกอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเช่นกัน
สำนักงานบริหารสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติ หรือที่เราเรียกกันว่า “โนอา” (NOAA) ได้บันทึกสถิติการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศทั่วโลก และพบว่า ปีที่ผ่านมาเป็นปีที่อุณหภูมิพื้นผิวโดยเฉลี่ยของโลกร้อนขึ้นเป็นประวัติการณ์ คือสูงกว่าอุณหภูมิพื้นผิวโดยเฉลี่ยของโลกในศตวรรษที่แล้วอยู่ 0.94 องศาเซลเซียส (ใกล้จะ 1 องศาฯ แล้ว) เป็นสถิติที่สูงที่สุดเท่าที่เคยจดบันทึกมาตลอด 137 ปี
ตัวเลขพวกนี้เป็นสัญญาณให้เราต้องคิดให้มากขึ้นเกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรของโลก เพราะในระยะยาวแล้วมันจะส่งผลกระทบมากกว่าแค่อากาศที่ร้อนขึ้น แต่มันจะกระทบตั้งแต่ราคาสินค้าที่เราใช้อยู่ทุกวัน อาหารการกิน เสื้อผ้าที่เราใส่เครื่องปรับอากาศที่เราใช้ ความป่วยไข้ของลูกหลานเรา ภาวะสงคราม ไปจนถึงเงินเก็บในประเป๋าของเราด้วย
มีการวิเคราะห์กันว่าสาเหตุหนึ่งของการเกิดสงครามกลางเมืองในซีเรีย ส่วนหนึ่งก็มาจากภาวะแห้งแล้งซึ่งผลักดันให้ชาวนาชาวไร่ต้องเข้ามาทำงานในเมืองมากขึ้น การทดลองระเบิดปรมาณูของเกาหลีเหนือ ส่วนหนึ่งก็มาจากการต่อรองเรื่องความช่วยเหลือและท้าทายเรื่องการเข้าถึงทรัพยากรของตนกับเวทีโลก ฯลฯ
ปัญหาแบบนี้ในอนาคตอันใกล้จะเป็นปัญหาที่เราจะพบได้โดยทั่วไปในหลายๆ ประเทศ โดยเฉพาะในประเทศที่กำลังพัฒนาและประเทศด้อยพัฒนาที่ยังหาทางไปไม่เจอ
ความเหลื่อมล้ำนี้จะนำไปสู่ปัญหาสุดคลาสสิกอื่นๆ ตามมา เช่น ปัญหาการเข้าถึงบริการสุขภาพ ปัญหาเรื่องการศึกษา เรื่องคุณภาพชีวิตที่ดีและอื่นๆ อีกมากมาย ยิ่งสังคมในอนาคตมีแนวโน้มที่จะเป็นสังคมคนแก่มากขึ้น การฉกฉวยเอาทรัพยากรเพื่อไปดูแลกลุ่มคนที่เป็นผู้สูงวัยและอยู่ในประเทศโลกที่หนึ่งก็จะเข้มข้นเป็นเงาตามตัว
เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องน่าคิดต่อและน่าวางแผนไว้แต่เนิ่นๆ ควบคู่ไปกับเรื่องของการออกแบบการป้องกันภัยพิบัติและทรัพยากร
แต่ก็นั่นแหละครับ สุดท้ายก็จะวนกลับมาที่เดิม คือทุกวันนี้คนเรามีมากเกินไปแล้ว และกว่า 70% ของคนในโลกก็ยังมีปัญหาเรื่องปากท้องกันอยู่เลย การให้คนสักคนหันมาสนใจโลกก่อนสนใจตัวเอง หรือครอบครัวของตัวเองจึงดูเป็นเรื่องของความฝัน ไม่แพ้กับที่เราฝันถึงชีวิตในแบบนิยายวิทยาศาสตร์ ผิดกันตรงที่ว่าความยากในการไปให้ถึงฝันนั้นดูจะแตกต่างกัน
ผมคิดว่ายุคนี้เป็นยุคที่หมดสมัยของการทำธุรกิจแบบกอบโกยหรือรวยคนเดียว ความคิดแบบนั้นในระยะยาวจะไม่ส่งผลดีกับใครเลย แม้กระทั่งตัวบริษัท เพราะท้ายที่สุดแล้ว เราเองก็จะเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะสร้างปัญหาและถ่างความเหลื่อมล้ำให้กว้างออกไป
โคฟี อันนัน เคยตั้งคำถามต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกไว้ ตอนที่เขาไปประชุมเรื่อง Climate Change-The Anatomy of a Silent Crisis ว่า
“ชาวประมงจะไปอยู่ไหนเมื่ออุณหภูมิท้องทะเลอุ่นขึ้นจนปะการังและปลาหมดไปชาวนารายย่อยจะทำอย่างไรกับปศุสัตว์และพืชผล เมื่อน้ำแห้งเหือดลงไปเรื่อยๆ ครอบครัวจะเหลืออะไร”
ภัยธรรมชาติในอนาคตจะเป็นภัยที่ไม่ได้เป็นไปตามธรรมชาติอีกต่อไป และต่อให้เรามีสมองกล มีคอมพิวเตอร์เร็วแค่ไหน ก็อาจไม่สามารถแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงปัญหานี้ได้







