หนุ่มหล่อนักสร้างบ้าน วีระศักดิ์ จงประวัติสกุล
สําหรับผมแล้วบ้านคือจุดเริ่มต้นชีวิตที่ไม่ว่าเราจะล้มหรือท้อสักกี่ครั้ง เราก็ยังมีบ้านให้กลับมีคนในครอบครัวอยู่ให้กำลังใจเราเสมอ
โดย...โยธิน อยู่จงดี
“สําหรับผมแล้วบ้านคือจุดเริ่มต้นชีวิตที่ไม่ว่าเราจะล้มหรือท้อสักกี่ครั้ง เราก็ยังมีบ้านให้กลับมีคนในครอบครัวอยู่ให้กำลังใจเราเสมอ ผมจึงใฝ่ฝันอยากเป็นคนที่สร้างบ้านให้ทุกคนได้อยู่อย่างมีความสุขในบ้านที่ผมสร้างขึ้น” เปา-วีระศักดิ์ จงประวัติสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามมั่นคง กล่าว
วีระศักดิ์ เรียนจบด้านวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเรจินา (University of Regina) ประเทศแคนาดา เป็นทายาทคนที่ 3 ของสมศักดิ์-วีนัส จงประวัติสกุล เจ้าของกลุ่มธุรกิจผลิตและจำหน่ายเสาเข็ม แผ่นพื้น บริษัท สยามคอนกรีต ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ มากมาย จนเริ่มขยายกิจการมาสู่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ในพื้นที่ชานเมืองและ จ.ปทุมธานี ในนามบริษัท สยามมั่นคง
“ด้วยความที่ครอบครัวของผมคลุกคลีอยู่กับธุรกิจก่อสร้างมาหลายสิบปี จนมาทำธุรกิจอพาร์ตเมนต์ ผมก็มีความตั้งใจว่าวันหนึ่งเราจะต้องกลับมาช่วยธุรกิจของทางบ้านให้เติบโตขึ้น จึงตัดสินใจเรียนต่อทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยเรจินา ประเทศแคนาดา
พอกลับมาประเทศไทยในช่วงที่ผมช่วยงานที่บ้าน บริษัทก็สร้างอพาร์ตเมนต์อีกร่วม 10 ตึก และตัวผมเองก็ได้รับมอบหมายให้ดูแลโรงงานเสาเข็มอีกแห่งหนึ่ง จึงมีโอกาสได้เรียนรู้ทั้งเรื่องระบบการเงิน บัญชีเบื้องต้น รวมทั้งงานก่อสร้าง ผมคิดว่าข้อดีอย่างหนึ่งของการช่วยธุรกิจของครอบครัวก็คือช่วยสร้างประสบการณ์ในการทำงานอีกระดับ ที่เราไม่ต้องเสียเวลาไปเรียนรู้ด้วยตัวเอง
อย่างเวลาเราอยู่ที่บ้านเราจะได้ฟังเวลาคุณพ่อคุณแม่คุยกับแขกผู้ใหญ่ของท่าน และก็จะได้คำสอนข้อคิดของคนที่มีประสบการณ์อยู่เสมอๆ และยังได้รับโอกาสจากผู้ใหญ่ให้เรียนรู้งานใหญ่ที่สำคัญ เพื่อนำมาปรับใช้กับธุรกิจของเราเอง อย่างครั้งหนึ่งผมมีโอกาสได้เรียนรู้งานจากคุณโกมลและคุณปราโมทย์ เจษฎาวรางกูล ประธานและกรรมการผู้จัดการ บริษัท วังทอง กรุ๊ป
ตอนนั้นท่านทั้งสองได้ให้โอกาสร่วมทำหมู่บ้านไอ ดีไซน์ วิภาวดี ให้เรียนรู้งานตั้งแต่เริ่มโครงการ การวางผังออกแบบโครงการ ออกแบบบ้าน ดูงานก่อสร้าง และงานขาย ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ถือว่าได้เรียนรู้ประสบการณ์จริงจากมืออาชีพที่มีค่ามากสำหรับเรา จนเราคุยกับครอบครัวว่าเราน่าจะออกมาทำโครงการอสังหาฯ ของเราเองเพราะอสังหาริมทรัพย์เป็นธุรกิจที่เป็น 1 ในปัจจัย 4 เป็นธุรกิจที่มีเสน่ห์ มีมูลค่าเพิ่มตามกาลเวลาเพราะมีอย่างจำกัด”
จนกระทั่งโครงการสยามไฮวิลล์ออกมาเป็นรูปร่างและถูกจองจนเกือบหมดในเวลาอันรวดเร็ว จนสามารถเปิดโครงการที่ 2 สยามไฮวิลล์ วงแหวนธัญญะ การันตีความสามารถของผู้บริหารหนุ่มหล่อรายนี้เป็นอย่างดี
“ผมคิดว่าการบริหารธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เป็นงานที่สนุก ตั้งแต่การที่เราจะเลือกทำเลที่ดินมาทำโครงการ เลือกรูปแบบโครงการที่เราจะทำ รวมทั้งรูปแบบทางสถาปัตยกรรม มีความท้าทายจากปัญหาในทุกขั้นตอน ซึ่งทำให้เราต้องมองหานวัตกรรมมาใส่ เพื่อให้เราแตกต่างจากคู่แข่ง
แนวทางในการเลือกทำเลของผม อยู่บนพื้นฐานความต้องการของตลาด ต่อมาก็คือการเดินทางสะดวก สิ่งแวดล้อมดี ผมชอบเลือกโครงการที่ใกล้กับทางด่วนสามารถเดินทางเข้าตัวเมืองได้ง่าย มีตลาด วัด ศูนย์การค้า ที่ผู้อยู่อาศัยสามารถเดินทางซื้อของใช้ในบ้านได้สะดวกก็ทำให้บ้านชานเมืองเป็นทั้งบ้านที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกและยังได้บรรยากาศบริสุทธิ์อีกด้วย
ในความคิดของผมบ้านต้องเป็นมากกว่าสิ่งปลูกสร้าง แต่ต้องเป็นรากฐานอนาคตอันมั่นคงให้กับลูกค้า เป็นจุดเริ่มต้นแห่งความสุขในทุกๆ วัน เราจึงออกแบบบ้านของเราโดยคำนึงถึงผู้อยู่อาศัย เน้นวัสดุที่มีคุณภาพ การก่อสร้างที่ได้มาตรฐาน การออกแบบที่เน้นการอยู่สบาย ให้ผู้อยู่อาศัยอยู่แล้วมีความสุข
ขั้นตอนการสร้างก็เป็นงานหนักที่ต้องเจอปัญหารอบด้าน ผมจำได้ว่าในโครงการแรกนั้นถือว่าเรายังเป็นมือใหม่มากในการบริหารงานในขั้นตอนการก่อสร้าง เรามีเพียงประสบการณ์ด้านวัสดุก่อสร้าง และการทำอพาร์ตเมนต์ แต่กับหมู่บ้านจัดสรรแล้วเป็นสิ่งที่แตกต่างกันออกไปอย่างสิ้นเชิง มีความซับซ้อนกว่ามากในแง่ของการออกแบบและการบริการลูกค้า”
ผู้บริหารหนุ่มเชื่อว่าการซื้อบ้านคือการต่อยอดของชีวิต “คนเราเลือกบ้านที่ดีที่สุดเท่าที่ตัวเองจะหาได้ และเปลี่ยนแปลงปรับปรุงบ้านในแบบที่ตัวเองเป็น ให้อยู่แล้วมีความสุขอยู่แล้วสบาย หลายคนเลือกซื้อบ้านให้เป็นของตัวเอง เพื่อจะได้ประโยชน์อย่างอื่นตามมา เช่น สร้างครอบครัว แต่งงาน มีห้องให้ลูกอยู่ ไม่ต้องไปอยู่ห้องเช่าเหมือนเมื่อตอนอยู่คนเดียว
บางคนก็ปรับพื้นที่บ้านในการทำธุรกิจ เพราะไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าเช่า ถือเป็นการประหยัดต้นทุนของกิจการของตัวเองได้ หลายๆ คนอาจจะกำลังทำงานประจำอยู่และมีเวลาว่างวันเสาร์-อาทิตย์ ก็สามารถนำพื้นที่ใช้สอยของบ้านและเวลาที่ว่างของตัวเองนั้นมาประกอบกิจการตามความถนัดของตัวเอง เช่น การเปิดสอนพิเศษให้กับเด็กๆ ในหมู่บ้าน การสอนดนตรี ศิลปะต่างๆ
หากพื้นที่บ้านค่อนข้างกว้างก็สามารถจัดพื้นที่เป็นธุรกิจงานสัมมนา การทำเวิร์กช็อปในบ้าน ในสวนหลังบ้าน สำหรับผู้ที่สนใจในการเรียนรู้ เพื่อการพัฒนาวิชาชีพต่างๆ ได้ ซึ่งหากทำได้สำเร็จจริงเราอาจจะไม่เชื่อเลยว่า รายได้ที่ได้เพียงแค่ในวันเสาร์-อาทิตย์ อาจจะสามารถสร้างได้มากกว่าการผ่อนบ้านทั้งเดือนเลยก็เป็นได้ และนั่นหมายความว่าเราสามารถนำทรัพย์สินของบ้านมาใช้ประโยชน์อย่างสูงสุด นอกจากจะได้บ้านเป็นของตัวเองแล้วยังสามารถสร้างความมั่งคั่งให้กับชีวิตได้ด้วย”


