
อ่านเร็ว....ไม่ยาก
หนูดี
– วนิษา เรซถ้าเวลาคือเงินคือทอง และการอ่านหนังสือต้องใช้เวลา ดังนั้นเราน่าจะพูดได้ว่า การอ่านหนังสือเร็ว คือ การหาเงินทองได้เร็ว และคนอ่านหนังสือช้า ก็จะเสียโอกาสต่างๆ ตั้งแต่โอกาสในด้านเงินทอง ด้านการเรียน ด้านความก้าวหน้า และด้านความรู้ต่างๆ มากมาย ทราบอย่างนี้แล้ว หากเราจะลงทุนเวลาสักก้อนมาเรียนรู้เทคนิควิชา
“อ่านเร็ว” แล้ว สิ่งนี้ก็คงจะช่วยประหยัดเวลาในอนาคตได้มากอ่านเร็วไม่ใช่เรื่องเหลือวิสัย แต่คนทั่วไปที่อ่านช้าไม่ทันใจตัวเอง มักจะเป็นเพราะพวกเขาติดนิสัยไม่ดีเกี่ยวกับการอ่านมาเป็นเวลานาน และไม่รู้ว่านั่นคือนิสัยการอ่านที่ไม่เกิดประโยชน์
มาเจาะนิสัยเหล่านี้ว่ามีอะไรบ้าง ถ้าใครสะสมไว้ วันนี้จะได้สะสางกันไปให้หมดสิ้นค่ะ
ท เริ่มอ่านหนังสือหรือบทความ ตั้งแต่ต้นจนจบ
ท อ่านหนังสือด้วยความเร็วระดับเดียวกันกับหนังสือทุกประเภท ไม่ว่าจะอ่านไปสอบหรืออ่านเพื่อความบันเทิง
ท คว้าหนังสือได้ ก็ลงมืออ่านเลย ไม่มีการตั้งสติและตั้งเป้าหมายก่อนอ่าน
ท อ่านหนังสือที่
“ต้องจำ” ในที่แสนสบาย อ่านไม่เท่าไหร่ หลับไม่รู้ตัว (เคยเป็นกันไหมคะ)ท ช้อบ ชอบ อ่านในเรื่องที่รู้อยู่แล้ว แต่ไม่เอาเวลาไปอ่านเรื่องที่ไม่รู้ (เพราะมันอ่านแล้วเสียอารมณ์ว่าเราไม่เห็นรู้เรื่องเลย ในที่สุดก็เลยรู้เรื่องแค่ที่รู้ และไม่รู้เรื่องใหม่ๆ เสียที)
ท ช็อก ตกใจเกินเหตุ กับปริมาณเอกสารที่ต้องอ่าน
มีใครเป็นข้อไหนบ้างไหมคะ หรือเป็นหมดแทบทุกข้อเลย ไม่ต้องตกใจค่ะ นิสัยเหล่านี้เราฝึกมาได้ เราก็ฝึกตัวเองใหม่เพื่อแก้ไขได้ อาจต้องใช้เวลาสักหน่อย เพราะกว่าเราจะได้นิสัยการอ่านช้ามา เราก็ฝึกต่อเนื่องมาเป็นเวลาหลายสิบปี แต่ในการฝึกใหม่เราไม่ต้องใช้เวลาเป็นสิบปีหรอกค่ะ แค่เพียงหนึ่งเดือน ถ้าเราคิดจะฝึกจริงจัง มีความตั้งใจจริง การอ่านเร็วก็เป็นเรื่องไม่เกินเอื้อมสำหรับเรา
หนูดีมีเทคนิคการอ่านเร็วมาลองให้ฝึกดู 5 ขั้นตอนง่ายๆ สำหรับมือใหม่หัดอ่านเร็วค่ะ
ขั้นที่หนึ่ง
– ตั้งเป้าหมาย จะอ่านเพื่ออะไรเมื่อหยิบหนังสือขึ้นมาเล่มหนึ่ง อย่าหยิบโดยไร้เป้าหมาย อย่าคิดว่าแค่อ่านเล่นๆ เพลินๆ ได้ความรู้ก็ดี ไม่ได้เท่าไรก็ไม่เป็นไร แม้กระทั่งหนังสืออ่านเล่นหรือหนังสือนิยาย เมื่อหยิบแล้วเราก็ยังแอบตั้งเป้าหมายในใจโดยไม่รู้ตัว เช่น อ่านแล้วจะได้ผ่อนคลาย สบายใจ แต่กับหนังสือเรียน หรือหนังสืองาน เราต้องตั้งเป้าไปให้ชัดเลยว่า ต้องการข้อมูลละเอียดแค่ไหน อ่านแล้วต้องนำไปทำอะไร และเรามีเวลาจะลงทุนกับหนังสือเล่มนี้สักกี่นาทีหรือกี่ชั่วโมง หรือแม้กระทั่งกี่วัน
ขั้นที่สอง ดูหัวข้อให้ติดตา
หลังจากตั้งเป้าหมายแล้ว เราก็ยังไม่ลงมืออ่านอีกเช่นกัน ในขั้นที่สองนั้น เราจะเปิดหนังสือทั้งเล่ม เพื่อดูเฉพาะ
“หัวข้อ” เท่านั้น การที่เราดูเฉพาะหัวข้อก่อน ก็เพื่อให้เรา “รู้เขา รู้เรา” โดยดูแล้วก็ให้เทียบกับสิ่งที่เรารู้แล้วอยู่ในสมองเรา และจะตัดรู้ว่าตรงไหนเราจำเป็นต้องอ่าน และตรงไหนกระโดดข้ามได้สมองของเราประมวลข้อมูลจากภาพรวมใหญ่สู่รายละเอียดปลีกย่อย ดังนั้นขั้นตอนที่สองนี้จึงสำคัญตรงที่ว่า เรากำลังสร้าง
“โครงสร้างข้อมูล” หรือโครงกระดูกของหนังสือเล่มนี้ และเราจะค่อยๆ ใส่เนื้อหนัง หรือเนื้อหาที่สำคัญลงไปในขั้นตอนต่อๆ ไป สำหรับขั้นที่สองนี้ เราไม่ควรใช้เวลาเกิน 5 นาที สำหรับหนังสือเล่มใหญ่ๆ และไม่ควรเกิน 1 นาที สำหรับบทความขนาดกลางขั้นที่สาม มองผ่านก่อนอ่านเนื้อหา (การใช้ประโยชน์จากจิตใต้สำนึกของเรา)
ขั้นตอนนี้ต้องถูกใจใครๆ หลายคนแน่นอน เพราะเราจะ
“อ่านโดยการไม่อ่าน” นั่นแน่ ไม่ต้องงงค่ะ ขั้นตอนนี้เราจะ “เปิดผ่าน” หนังสือ “ทุกหน้า” โดยไม่อ่านอักษรเลย เราจะทำตาเบลอๆ หรือมองผ่านๆ เท่านั้น การไม่อ่านและมองผ่านข้อมูลอย่างรวดเร็ว ด้วยการเปิดผ่านหน้าละไม่เกิน 12 วินาทีนั้น จะทำให้สมองส่วน “จิตใต้สำนึก” ของเรา พิมพ์ประทับภาพของหนังสือเล่มนี้เข้าไป และเราต้องไม่ลืมว่า จริงๆ แล้วสมองของเรามีคลังข้อมูลเยอะมากที่ไม่ได้ถูกกระตุ้นทุกๆ วัน ดังนั้นการเปิดผ่านเร็วๆ จนอ่านไม่ทันนี้ จะไปกระตุ้นให้คลังความรู้ขนาดใหญ่ของเราตื่นตัวขึ้นมา และเริ่มเรียกข้อมูลที่เรารู้แล้วที่ใกล้เคียงกับหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาพร้อมให้เราใช้งาน ถ้าเรามีเวลา ให้ทำขั้นตอนนี้ก่อนนอน แล้วไปนอนเลยค่ะ อย่ากังวลสิ่งใด สมองคุณจะทำงานให้ในเวลาที่เราหลับ ตื่นมาเช้าวันรุ่งขึ้นค่อยอ่านต่อ แต่ถ้าไม่มีเวลา จงเริ่มขั้นตอนที่สี่ต่อไปได้เลยขั้นที่สี่ เจาะลึกข้อมูลที่ไม่รู้
การอ่านเร็ว ไม่ใช่การอ่านแบบ
“ซูเปอร์คอมพิวเตอร์” ที่ประมวลผลกันทีได้เป็นนาทีละหลายพันคำ แต่คนที่อ่านเร็ว คือ คนที่รู้ว่า “ไม่ต้องอ่านตรงไหน” และสามารถพุ่งไปที่ข้อมูลที่สำคัญต่อการสอบ การประชุม หรือการทำงานของเราในเวลาอันกระชั้นได้ ตอนนี้เราน่าจะพอรู้เลาๆ แล้วว่า ในหนังสือตรงหน้าเราหนึ่งเล่ม เราไม่รู้ตรงไหนบ้าง ในขั้นรองสุดท้ายนี้ เราจะพุ่งไปอ่านตรงจุดที่เรา “ไม่เข้าใจที่สุด” ก่อนเลยค่ะ อ่านให้กระจ่าง แต่ถ้ายังงง ให้หาทางขอความรู้กับผู้รู้ทันที ค่อยๆ ไล่มาจนถึงข้อมูลที่ไม่ค่อยเข้าใจ และเว้นข้อมูลที่รู้แล้วไว้อ่านเป็นลำดับสุดท้ายเมื่อมีเวลาเหลือ การอ่านตรงขั้นนี้ อย่าอ่านตั้งแต่อักษรแรกไล่มา แต่ให้วางสายตาไว้กลางกระดาษ (สมมติว่ากระดาษหน้านั้นพับครึ่งแนวตั้ง) วิธีนี้จะช่วยให้เราหาข้อมูลที่สำคัญได้รวดเร็วจากกึ่งกลางของหน้ากระดาษ ไม่จำเป็นต้องไล่มาจากซ้ายสุดไปขวาสุดขั้นที่ห้า อ่านได้สบาย ตามที่ใจต้องการ
ขั้นตอนสุดท้ายนี้ จะคล้ายกับการอ่านแบบปกติของเรามากที่สุด คือ การอ่านแบบลงรายละเอียดทั้งลึกและนานได้ตามที่ใจเราต้องการ ในขั้นนี้เราต้องได้ข้อมูลจำเป็นเบื้องต้นไปเยอะมากพอแล้วจึงเริ่มขั้นสุดท้ายได้ แต่แม้กระนั้น ก็อย่านิ่งนอนใจ ทุกครั้งที่เราอ่านหนังสือที่ต้องนำข้อมูลไปใช้งานจริงในอนาคต เราไม่ควรนั่งสบายๆ แล้วอ่านไปเรื่อยๆ แต่ควรมีกระดาษเปล่า สมุดจด และปากกาหลากสีเตรียมไว้พร้อมโน้ตข้อมูลให้พร้อม การมีกระดาษ ปากกา จะเป็นการบังคับสมองให้มีเป้าหมาย ไม่ง่วงเพลีย
ห้าขั้นตอนง่ายๆ เท่านี้ ลองนำไปฝึกดูเรื่อยๆ นะคะ แล้วจะพบว่าการอ่านเร็วไม่ใช่เรื่องยากเย็น หรือเป็นของขวัญเฉพาะคนมีความสามารถสูงเพียงไม่กี่คนในโลกนี้







