posttoday
แบงก์ชาติโลกปรับทิศทาง รับเฟดปรับฐานใหญ่

แบงก์ชาติโลกปรับทิศทาง รับเฟดปรับฐานใหญ่

19 ธันวาคม 2559

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

ก่อนหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยส่งท้ายปี 2016 ไปอยู่ที่ระดับ 0.5-0.75% ซึ่งเป็นไปตามที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้แบบไม่มีเซอร์ไพรส์ให้เหนือความคาดหมายกันอีก ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ก็ชิงลงมือเคลื่อนไหวไปก่อนหน้า

อีซีบีส่งสัญญาณเริ่มต้นถอนมาตรการซื้อคืนสินทรัพย์ (คิวอี) ไปแล้ว โดยลดวงเงินการซื้อคืนพันธบัตรลงจาก 8 หมื่นล้านยูโร/เดือน มาอยู่ที่ 6 หมื่นล้านยูโร/เดือน แต่เลือกที่จะประคองสถานการณ์ต่อไปตลอดทั้งปี 2017 แทน เพื่อปกป้องความเสี่ยงจากการเมืองในยุโรปปีหน้า และเพื่อไม่ให้ตลาดทุนตื่นตระหนกในขณะนี้

และภายหลังจากที่เฟดประกาศลดอัตราดอกเบี้ยพร้อมปรับขึ้นคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยระยะยาว ณ สิ้นปี 2017 ซึ่งบ่งชี้ถึงแนวโน้มที่จะปรับขึ้นในปีหน้า 3 ครั้ง หรือมากกว่าคาดการณ์เดิมเมื่อเดือน ก.ย. ที่ 2 ครั้ง ธนาคารกลางอีกหลายแห่งทั่วโลกต่างก็มีปฏิกิริยาตามมาทันทีเช่นกัน โดยมีทั้งที่เริ่มเปลี่ยนตามทันที และที่ส่งสัญญาณว่าอาจจะเปลี่ยนตามมาในเร็วๆ นี้เช่นกัน

ธนาคารกลางใน 4 ประเทศกลุ่มตะวันออกกลาง ได้แก่ ประเทศซาอุดิอาระเบีย คูเวต บาห์เรน และกาตาร์ ประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยตามมาทันทีในวันที่
14-15 ธ.ค. โดยขึ้นกันรายละ 0.25% เพื่อปกป้องค่าเงินของตนเองที่ตรึงไว้กับค่าเงินเหรียญสหรัฐ ภายใต้นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ โดยไม่ต้องการให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเหมือนในช่วงต้นปีอีก

เพราะก่อนหน้านี้ในช่วงต้นปี 2016 นักเก็งกำไรได้เข้าโจมตีค่าเงินริยาลของซาอุฯ รวมถึงค่าเงินของอีกหลายสกุลเงินในตะวันออกกลางที่ส่วนใหญ่ผูกกับค่าเงินเหรียญสหรัฐ เนื่องจากประเทศเหล่านี้กำลังเผชิญภาวะราคาน้ำมันโลกที่ดิ่งลงอย่างต่อเนื่อง จนฉุดให้ประเทศดำดิ่งสู่ภาวะขาดดุลอย่างหนัก และกระทบต่อค่าเงินไปด้วย ภายหลังเฟดขึ้นดอกเบี้ย ธนาคารกลางเหล่านี้จึงต้องเร่งปรับตัวตามทันทีเช่นกัน แม้ว่าราคาน้ำมันโลกจะเริ่มปรับตัวขึ้นมาบ้างแล้วในช่วงหลังก็ตาม

เป็นที่คาดการณ์ว่าหลังจากนี้ไม่นาน ธนาคารกลางอีกหลายแห่งในตะวันออกกลาง เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) และโอมาน อาจต้องตัดสินใจปรับทิศทางนโยบายดอกเบี้ยไปตามทิศทางลมของสหรัฐเช่นเดียวกันด้วย

ก่อนหน้านี้ ประเทศกาตาร์เคยต้านทานการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดรอบแรกมาแล้วเมื่อเดือน ธ.ค. 2015 แต่ที่สุดแล้วก็ไม่สามารถต้านทานไหวในรอบนี้ โดยขึ้นดอกเบี้ยไปอีก 0.25% เนื่องจากทิศทางของเฟดในครั้งนี้แตกต่างออกไปจากปีที่แล้ว โดยมีว่าที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นตัวแปรหลักที่สำคัญ

กรรมการเสียงส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐในปีหน้าจะปรับขึ้นราว 0.75% หรืออยู่ที่ 1.25-1.5% จากอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันที่ 0.5-0.75% สะท้อนว่า เฟดเองก็ค่อนข้างจะมั่นใจนโยบายของทรัมป์จะกระตุ้นทั้งเศรษฐกิจสหรัฐและอัตราเงินเฟ้อให้ขยายตัวเร็วและมากพอที่จะรองรับการปรับขึ้นดอกเบี้ยถึง 3 ครั้ง/ปี ได้

ขณะที่หากพิจารณาจากตัวเลขเศรษฐกิจพื้นฐานของสหรัฐในปัจจุบัน ก็จะพบว่าอยู่ในระดับของการฟื้นตัวที่แข็งแกร่งมากพอก่อนการรับตำแหน่งของทรัมป์อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นอัตราการว่างงานที่ลดลงอยู่ที่ 4.6% หรือต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2007 อัตราการขยายตัวของค่าแรงที่ดีขึ้นในหลายรัฐ ตลาดที่อยู่อาศัยซึ่งปรับตัวขึ้นแรง การขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ร้อนแรงในไตรมาส 3 ซึ่งทิศทางการขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐในปีหน้า ซึ่งเร็วขึ้นกว่าที่เคยคิดไว้เดิมนี่เองที่จะกระทบต่อทิศทางการลงทุนทั่วโลก และทำให้ธนาคารกลางในแต่ละประเทศจำเป็นต้องปรับทิศทางให้สอดคล้องเช่นเดียวกัน

ไม่เพียงแต่ธนาคารกลางรายเล็กของประเทศที่ผูกค่าเงินกับเงินเหรียญสหรัฐเท่านั้น แต่ธนาคารกลางขนาดใหญ่ของโลกทั้งอีซีบี รวมไปถึงธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ก็อาจต้องเริ่มปรับจากทิศทางผ่อนคลายมาตลอด 8 ปี หันไปสู่ทิศทางที่ตึงตัวขึ้นเช่นเดียวกัน ต่างจากคาดการณ์เดิมเมื่อ 1-2 ปีก่อนหน้านี้ว่า ทิศทางนโยบายการเงินโลกจะแบ่งเป็น 2 ขั้วต่างกันอย่างสิ้นเชิง ระหว่างขั้วตึงตัวที่นำโดยเฟด กับขั้วผ่อนคลายที่นำโดยอีซีบีและบีโอเจ

บรรดานักวิเคราะห์ต่างมองว่าอาจใกล้ถึงเวลาแล้วเช่นกันที่บีโอเจต้องปรับทิศทางนโยบายการเงิน โดยหันมาทยอยใช้นโยบายการเงินแบบตึงตัวเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2007 โดยปัจจุบันกรรมการนโยบายการเงินของบีโอเจมีการพูดถึงเรื่องนี้กันแล้ว

แม้พื้นฐานเศรษฐกิจญี่ปุ่นในขณะนี้จะต่างจากฝั่งยุโรป ที่มีการฟื้นตัวมากกว่าทั้งในแง่การผลิตและการบริโภค เช่น อัตราเงินเฟ้อของกลุ่มประเทศยูโรโซนในเดือน ต.ค. ที่ขยายตัวได้สูงสุดในรอบ 2 ปี สวนทางกับฝั่งญี่ปุ่นที่อัตราเงินเฟ้อปรับตัวลง 8 เดือนติดต่อกัน ทว่า การมาของทรัมป์กำลังเป็นตัวแปรใหม่ที่ทำให้สถานการณ์เปลี่ยนไปเช่นกัน

นโยบายลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การลดภาษีบุคคลและบุคคลธรรมดาในส่วนของชนชั้นกลาง รวมไปถึงมาตรการเศรษฐกิจอีกหลายอย่างทำให้นักลงทุนต่างเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะพลิกฟื้นได้อย่างรวดเร็วในปีหน้า พร้อมอัตราเงินเฟ้อที่อาจขยายตัวได้เกินกว่าเป้าหมาย 2% ได้ส่งผลให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องจนปัจจุบันได้ทะยานไปแตะระดับสูงสุดในรอบ 14 ปี และทำให้ค่าเงินเยน ญี่ปุ่น ที่แข็งค่าอย่างหนักตลอดช่วงครึ่งแรกของปี 2016 อ่อนค่าลงมาอย่างหนัก และมีทิศทางขาลงยาวไปจนถึงปีหน้าด้วย

หากนับตั้งแต่หลังการเลือกตั้งสหรัฐเมื่อวันที่ 8 พ.ย. ค่าเงินเยน ญี่ปุ่น ได้อ่อนค่าลงไปแล้วถึง 9.6% อยู่ที่ 114.50/เหรียญสหรัฐ และกำลังเป็นปัจจัยบวกรวมถึงแนวโน้มที่ดีที่สุดต่อภาคเอกชนของญี่ปุ่นในขณะนี้ ซึ่งผลสำรวจความเชื่อมั่นภาคธุรกิจขนาดใหญ่จัดทำโดยบีโอเจหรือทันคัน ฉบับล่าสุดในไตรมาส 4 พบว่า บริษัทภาคการผลิตรายใหญ่มีมุมมองบวกต่อเศรษฐกิจอยู่ที่ 10 จุด เพิ่มขึ้นจาก 6 จุด ในไตรมาสก่อนหน้า โดยระบุว่าค่าเงินเยนที่อ่อนค่าลงกว่า 10% เมื่อเทียบค่าเงินเหรียญสหรัฐไปอยู่ที่ 115 เยน จากคาดการณ์นโยบายทรัมป์จะเป็นผลดีต่อการส่งออกของบริษัทญี่ปุ่น

หากมั่นใจว่าเงินเยนคงไม่กลับมาแข็งค่าขึ้นง่ายๆ เหมือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะเมื่อส่วนต่างผลตอบแทนพันธบัตรของญี่ปุ่นและสหรัฐยังถ่างกันมาก และช่วยให้เงินเยนอยู่ในทิศทางอ่อนค่าเช่นนี้ ก็มีความเป็นไปได้ว่าบีโอเจอาจเริ่มปรับลดวงเงินซื้อคืนสินทรัพย์ในปีหน้าลงเช่นเดียวกับอีซีบี เพียงแต่ใช้ถ้อยคำที่ระวังเพื่อไม่ให้ตลาดตกใจและเพื่อให้มั่นใจว่า การถอนตัวจากคิวอีนั้นจะทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป พร้อมกับการพยุงเศรษฐกิจให้ทยอยฟื้นตัวได้อย่างมั่นคง เหมือนกับที่อีซีบีเริ่มทำไปแล้ว และแบงก์ชาติทุกที่ก็ต้องตั้งต้นปรับทัพรับมือกันใหม่ ภายใต้สหรัฐที่เปลี่ยนไปในปีหน้านี้

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69