
เส้นขอบฟ้าที่เท่าเทียม
ตอนที่ผมได้ยินว่าพี่โหน่ง “วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์” จะทำสารคดีเกี่ยวกับเด็กที่เป็นดาวน์ซินโดรม (Down’s Syndrome)
โดย...โสภณ ศุภมั่งมี
ตอนที่ผมได้ยินว่าพี่โหน่ง “วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์” จะทำสารคดีเกี่ยวกับเด็กที่เป็นดาวน์ซินโดรม (Down’s Syndrome) ในใจมันรู้สึกว่า “กระแสตอบรับดีแน่นอน”
ตามคาด ภาพยนตร์ “The Down” ได้รับการกล่าวถึงในวงกว้าง ทั้งเนื้อหาความคิดที่แหวกแนว สิ่งที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ต้องการจะสื่อ ไม่ได้เป็นมุมมองของเด็กพิเศษที่เราเคยเห็น (น่าสงสาร ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ถึงกระทั่งเป็นปัญหาของสังคม) แต่เป็นการพลิกจุดยืน มองมุมกลับว่าพวกเขาก็เป็นมนุษย์ธรรมดาเหมือนกันกับเราๆ นี้แหละ แถมยังเป็นคนที่มีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ น่ารัก ซื่อตรง จริงใจ เวลายิ้มก็คือดีใจ เบะปากก็คือไม่พอใจ ไม่มีการเสแสร้ง ไม่มีการแบ่งชนชั้นยากดีมีจน และที่สำคัญพวกเขาเหล่านี้สามารถดำรงชีวิตอยู่เยี่ยงประชากรทั่วไปอย่างมีคุณภาพอีกด้วย
แม้ตัวผมเองจะอยู่ในพื้นที่ห่างไกลจากตัวเมือง โอกาสได้ดูภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้ในโรงแบบคนอื่นช่างริบหรี่ แต่อย่างน้อยยังโชคดีที่ทาง a book ได้ออกหนังสือ “เป็นคนธรรมดามันง่ายไป” โดยนักเขียนคุณภาพอย่าง “กตัญญู สว่างศรี” เพื่อให้นักอ่านได้เสพกันอย่างถ้วนหน้า หนังสือเล่มเล็กๆ มาถึงมือผมเมื่อวานตอนเย็น 2 ชั่วโมงที่ค่อยๆ ละเลียดตัวหนังสือและภาพถ่าย มันเป็นร้อยยี่สิบนาทีที่เต็มไปด้วยความรู้สึกอิ่มเอม คล้ายได้สนทนากับคนที่มองโลกด้วยแว่นตาแห่งความเท่าเทียมไร้การแบ่งแยก หลายสิ่งหลายอย่างได้ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างเรียบง่ายแต่เต็มเปี่ยมด้วยพลัง ความเชื่ออันหนักแน่นว่ามนุษย์เรานั้นแท้จริงแล้วก็ไม่ต่างกัน ความแตกร้าว แก่งแย่งชิงดี แบ่งแยกชนชั้น ผิวสี สงครามศาสนา มนุษย์ที่เรียกตัวเองว่า “คนธรรมดา” ทั้งนั้นที่เป็นคนริเริ่มและก่อมันขึ้น
ผู้เขียนค่อยๆ ทำให้ผมใช้เวลามองดูให้ลึกและพยายามเข้าใจ “เด็กพิเศษ” ทั้ง 5 คนในเรื่อง “The Down” ว่าแต่ละคนก็มีเรื่องราวอันน่าทึ่งใต้เปลือกนอกที่สังคมตีตราให้ว่า “ปัญญาอ่อน” เขาทั้งหมดเคยประสบปัญหาและโดนแบ่งแยกจัดกลุ่มให้แปลกแยกออกไป แม้ว่าทุกคนเป็นเด็กที่พัฒนาช้ากว่าคนปกติทั่วไป แต่พ่อแม่ครอบครัวที่คอยปกป้องดูแล ไม่ย่อท้อต่อปัญหา ประคับประคองแก้ไข จนสุดท้ายพวกเขาทั้งหมดก็สามารถใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างไม่ต้องอายใคร มีงานประจำทำ เรียนจบสูงถึงปริญญาตรี มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่พวกเขามาถึงจุดนี้ได้ และมันก็ไม่ใช่ปาฏิหาริย์ แต่ทุกอย่างแลกมาด้วยหยาดเหงื่อและความรักอย่างหมดหัวใจไร้ข้อแม้ของพ่อแม่
หนังสือเล่มนี้ไม่ได้เป็นเบื้องหลังการถ่ายทำภาพยนตร์ ไม่ได้เป็นบันทึกของผู้กำกับ ไม่ใช่บทสัมภาษณ์ แต่เป็นความรู้สึก-นึก-คิดของผู้เขียนระหว่างที่ได้คลุกคลีกับน้องๆ ที่เป็น “เด็กพิเศษ” ทั้ง 5 คน ได้พบปะพูดคุยกับบุคคลต่างๆ ที่อยู่ทั้งเบื้องหน้าเบื้องหลังผลงานภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด การเติบโตของความคิดความฝันและการทำงาน หนังสือเล่มนี้จะทำให้รู้ว่าทำไม
พี่โหน่งถึงเชื่อว่ามันเป็นความฝันที่ดี มันเป็นโปรเจกต์ที่ “ต้องทำ” ถ้าไม่ทำคงจะค้างคาใจไปตลอดชีวิต มันเป็นหนังของเด็กดาวน์ซินโดรมเรื่องแรกของประเทศไทย และมันจะทำให้ผู้ที่ได้ชมมองเห็นอีกแง่มุมหนึ่งที่สวยงามของชีวิตเด็กๆ เหล่านี้ ประสบการณ์ชีวิตของพวกเขาจะเป็นแรงบันดาลใจให้ใครก็ตามที่เปิดใจพร้อมทำความรู้จักเด็กๆ เหล่านี้ เรื่องราวที่พิเศษก็สมแล้วที่มาจากเด็กพิเศษ เมื่อพื้นที่ในจิตใจของเราเปิดกว้างขึ้น ผมเชื่อว่าพื้นที่ในสังคมสำหรับพวกเขาก็จะเปิดกว้างขึ้นด้วย เพราะอย่างที่เล็กวง greasy cafe’ ได้เขียนบทเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้เอาไว้ว่า
“ลองมองที่ปลายฟ้า มองให้สุดสายตา
สิ่งที่เรามองเห็น เป็นเพียงแค่เส้นตรงที่เท่ากัน
ไม่ต่างจากเธอฉัน เราเป็นเพียงแค่คนเช่นกัน”
เพราะเราเป็นคน...เช่นเดียวกัน







