เมล็ดข้าว แปรรูปสร้างมูลค่าได้อย่างมหาศาลมากกว่าที่เราคิด
การแก้ปัญหาราคาข้าวใช่ว่าจะใช้การรณรงค์ให้คนไทยบริโภคข้าวเยอะๆ หรือให้ชาวนาลดการปลูก
โดย...โยธิน อยู่จงดี
“การแก้ปัญหาราคาข้าวใช่ว่าจะใช้การรณรงค์ให้คนไทยบริโภคข้าวเยอะๆ หรือให้ชาวนาลดการปลูก เราทำอย่างนั้นไม่ได้ เราบังคับให้คนกินมากขึ้นไม่ได้ เราไปบังคับผลผลิตที่ออกสู่ตลาดไม่ได้ แต่เราสามารถเพิ่มมูลค่าข้าวด้วยการสร้างสรรค์นวัตกรรมข้าวเพื่อเพิ่มมูลค่าของข้าวให้สูงขึ้นได้” ดร.ขวัญใจ โกเมศ เลขาธิการมูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ แนะนำแนวทางแก้ไขปัญหาราคาข้าวที่กำลังตกต่ำอยู่ในขณะนี้
พิมพ์พิชชา อินทะจันทร์ นวัตกรผู้สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ “ไรซ์เบอร์รี่ช็อกโกครันช์” อาหารเช้าจากข้าวไทย คว้ารางวัลที่ 1 นวัตกรรมข้าวไทย 2559 จากสายวิสาหกิจชุมชน โดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แต่ก่อนเธอเป็นเพียงแม่บ้านที่หัดทำขนมให้ลูกๆ ได้กินบ้างก็แบ่งไปขายที่โรงเรียนของลูกบ้าง จนกระทั่งไปพบกับ ผศ.ดร.น้ำทิพย์ วงษ์ประทีป จากมหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม ชักชวนให้ลองมาทำขนมจากข้าวไทยดูบ้าง จึงเกิดความสนใจเข้ามาร่วมโครงการ
“เราเริ่มจากการทำขนมแนวคอร์นเฟล็กส์ที่เราถนัด จนออกมาเป็นช็อกโกครันช์จากข้าวไรซ์เบอร์รี่ ซึ่งข้าวที่นำมาทำก่อนหน้านี้ก็มีหลายอย่าง ตั้งแต่ข้าวกล้องหอมมะลิ ข้าวเหนียวลืมผัว ทำไปได้ประมาณ 1 ปี จนได้ออกมาเป็นข้าวไรซ์เบอร์รี่ ช็อกโกแลต ที่ได้รสชาติและคุณสมบัติอย่างที่ต้องการ โดยการนำข้าวไรซ์เบอร์รี่มาผ่านกระบวนการให้ความร้อน ทำให้เกิดกระบวนการเจลาติไนซ์ ด้วยปริมาณอะไมโลสสูง ทำให้เม็ดข้าวแยกตัวออกจากกัน จากนั้นนำไปลดความชื้นและอบให้เกิดการพองตัว แล้วนำไปเคลือบผิวด้วยช็อกโกแลต เพื่อรักษาความกรอบของผลิตภัณฑ์ ทำให้ช็อกโกครันช์จากข้าวไรซ์เบอร์รี่มีคุณสมบัติความกรอบอร่อยแม้จะแช่ในนมเป็นเวลานาน
แรกๆ ก็ทำขายเฉพาะเพื่อนๆ ที่อยู่ในกลุ่มเฟซบุ๊กดูว่าใครสนใจอยากจะลองสั่งไปชิมดูก็สั่งซื้อกันไป ก็ได้รับผลตอบรับที่ดีเลยเริ่มขายอย่างจริงจัง เคยไปออกบูธงานแสดงสินค้าตอนแรกก็ไม่คิดว่าจะมีผลตอบรับที่ดี เลยผลิตมาแค่ 300 ถุง ปรากฏว่าขาย 3 วันหมด
ยอดจำหน่ายต่อเดือนตอนนี้อยู่ที่ 300 ถุง รายได้ก็ถือว่าดีมาก ซึ่งอีกทางหนึ่งเราก็มองว่าเป็นการช่วยเหลือเกษตรกร ทั้งนี้เพราะว่าเรามีการติดต่อกับกลุ่มเกษตรกรโดยตรง เพื่อขอซื้อข้าวเข้ามาผลิตผลิตภัณฑ์ตัวนี้ โดยเฉพาะข้าวจากวิสาหกิจชุมชนบ้านท่าทอง จ.พิษณุโลก เดิมทีปลูกข้าวไรซ์เบอร์รี่เพื่อจำหน่ายเช่นตลาดทั่วไป แต่ด้วยตลาดข้าวไรซ์เบอร์รี่เริ่มมีคู่แข่งจำนวนมาก ทำให้ราคาข้าวเริ่มคงตัวและระบายข้าวออกช้า จึงหาทางแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่น และพอมาทำเป็นไรซ์เบอร์รี่ช็อกโกครันช์ ก็สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับข้าวไรซ์เบอร์รี่ 10 เท่า
ในเดือนหนึ่งเราก็รับข้าวจากเกษตรกรมาประมาณ 30-40 กิโลกรัม สามารถผลิตคอร์นเฟล็กส์ออกมาจำหน่ายถุงละประมาณ 60 กรัม ขายได้ในราคาประมาณ 35 บาท ซึ่งถ้าเทียบกับขายข้าวสารกับขายผลิตภัณฑ์แปรรูปคอร์นเฟล็กส์ราคาก็ถือว่าแตกต่างกันค่อนข้างมาก ตอนนี้ก็มีโครงการในอนาคตอยู่ว่าจะใช้ข้าวอย่างอื่น เช่น ข้าวกล้องหอมมะลิ ข้าวหอมนิล เอามาทดลองดูว่าจะเข้ากันได้กับรสชาติไหนมากที่สุด เพราะเราอยากจะใช้ข้าวไทยทุกชนิดที่เกษตรกรปลูกเอามาลองแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ตามทางที่เราถนัด”
ไม่เพียงแต่ข้าวจะนำมาทำเป็นคอร์นเฟล็กส์แสนอร่อยได้เท่านั้น ยังสามารถนำมาทำเป็นเครื่องดื่มได้ด้วยเช่นกัน จากที่เราเคยรู้จักกันดีก็คือเครื่องดื่มน้ำนมข้าว จนตอนนี้พัฒนามาเป็นเครื่องดื่มไรซ์เบอร์รี่ไซเดอร์ รสชาติเยี่ยมได้แล้ว ซึ่งผลงานนี้ก็คว้ารางวัลชมเชยในกลุ่มอุตสาหกรรม ในงานมอบรางวัลนวัตกรรมข้าวไทย 2559 เช่นเดียวกัน
บรรชร คัดนัมพรเลิศ นวัตกรเจ้าของผลงานบอกว่า เดิมทีมีความสนใจในเรื่องผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการเกษตรเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จนกระทั่งได้มาเจอกับหุ้นส่วนซึ่งเป็นเจ้าของโรงสีข้าว จึงริเริ่มโครงการสร้างผลิตภัณฑ์ตัวนี้ออกมา โดยได้รับความร่วมมือจากนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
“จากการทดลองช่วงแรกก็เจออุปสรรคค่อนข้างมาก เพราะว่าในกระบวนการผลิตเราต้องใช้การหมักโดยใช้เชื้อเอนไซม์และเชื้อตัวอื่นๆ ที่ต้องใช้แยกกันโดยสิ้นเชิง เพราะว่าถ้าเกิดเชื้อ 2 ตัวนี้เข้ามาผสมกันก็จะทำให้เกิดรสชาติที่ผิดเพี้ยน แล้วไม่ได้ผลผลิตตามที่เราต้องการ แต่สุดท้ายก็สามารถผลิตและวางจำหน่ายในท้องตลาด มีร้านค้าที่วางจำหน่ายทั่วประเทศถึง 200 ร้านค้า และมีวางจำหน่ายที่วิลล่ามาร์เก็ต ซึ่งสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับข้าวไรซ์เบอร์รี่ได้ถึง 35 เท่า
ในแต่ละเดือนเราจะใช้ข้าวไรซ์เบอร์รี่ในการผลิตประมาณ 200 กิโลกรัม แล้วแต่กำลังการผลิต มียอดขายต่อเดือนอยู่ที่ประมาณ 5 แสนบาท ยังไม่รวมกับที่วางจำหน่ายในต่างประเทศ และตอนนี้เราก็มีแผนการต่อไปว่าเราจะนำข้าวสายพันธุ์อื่นๆ เข้ามาผลิตเป็นสบู่หรือผลิตเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ ซึ่งอยู่ในแผนการผลิตสินค้าของเราแล้ว”
เลขาธิการมูลนิธิข้าวไทย เสริมความรู้เรื่องปัญหาและนวัตกรรมข้าวไทยต่อด้วยว่า นับตั้งแต่มีมูลนิธิข้าวไทยมาได้ 16 ปี ก็เห็นปัญหาเรื่องข้าวและชาวนา ซึ่งทั้งสองคำนี้ต้องใช้ร่วมกัน เพราะว่าไม่สามารถแยกออกจากกันได้ ปัญหาของข้าวก็คือปัญหาของชาวนา ปัญหาของชาวนาก็คือปัญหาข้าว
“เมื่อพูดถึงปัญหานี้เราก็ต้องย้อนกลับไปตั้งแต่สมัยก่อนว่าทำไมสมัยก่อนทำงานแล้วเกษตรกรถึงไม่ค่อยมีปัญหาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ทีนี้เมื่อเราย้อนความกลับไปเราก็พบว่าปัญหาของชาวนานั้นเริ่มต้นก็เมื่อมีการทำสนธิสัญญาซื้อขายกับต่างชาติ แต่ไม่ได้หมายความว่าสัญญาซื้อขายนี้มันจะทำให้ชาวนาลำบาก เพียงแต่ว่าเมื่อเกิดระบบการซื้อขายข้าวที่มีพันธสัญญากับคู่ค้าก็มีความจำเป็นต้องเร่งผลิตข้าวให้มากขึ้น เพื่อใช้ในการซื้อขายและการส่งออก
ในสมัยก่อนชาวนาปลูกเพื่อใช้กินใช้อยู่เป็นหลัก เมื่อเหลือแล้วจึงขายเพื่อนำรายได้เข้าสู่ครอบครัว ทีนี้เวลาจะต้องไปส่งออก มันก็เป็นการจูงใจให้ชาวนาปลูกเพื่อขายมากขึ้น แต่อย่าลืมว่าเรามีระบบชลประทานน้อยมาก ซึ่งระบบชลประทานบ้านเรารองรับในการเกษตรกรรมเพียงแค่ 20% นั่นก็แสดงว่าอีก 80% นั้นไม่มีน้ำที่จะเข้าไปทำนาได้ตลอดทั้งปี จึงต้องอาศัยการทำนาตามฤดูกาล ซึ่งการปลูกข้าวตามฤดูกาลหรือพึ่งพาน้ำฝนนั้น เป็นการปลูกข้าวที่มีความเสี่ยงสูงมาก เพราะสภาพภูมิอากาศมีความผันผวนได้ตลอดเวลา ทำให้มีผลผลิตไม่แน่นอน บางปีชาวนาจะดีใจมากเพราะว่าผลผลิตข้าวดีมาก อีกปีข้าวจะไม่ดีแต่ราคาสูง
จึงเกิดระบบในการปลูกข้าวโดยใช้สายพันธุ์ข้าวใหม่ ที่ไม่ใช่ข้าวพื้นเมือง เพื่อให้มีผลผลิตข้าวได้เยอะกว่าปกติ ซึ่งสมัยก่อนนั้นการปลูกข้าวของไทยจะเป็นการใช้ข้าวพันธุ์พื้นเมือง ซึ่งมีความทนทานต่อสภาพภูมิอากาศและทนทานต่อโรคในท้องถิ่นได้ดี แต่พอเราใช้พันธุ์ข้าวผสมซึ่งให้ผลผลิตเยอะ ก็จำเป็นต้องมีการลงทุนเพิ่มมากขึ้น ต้องมีการใส่ปุ๋ยพิเศษ ต้องมีการบำรุงพิเศษ และเมื่อมีพันธุ์ข้าว มีข้าวมากขึ้นเต็มท้องนา ประกอบกับปัญหาการตัดไม้ทำลายป่าทำให้แมลงต่างๆ ก็เริ่มที่จะมาลงในนาข้าว ต้องเดือดร้อนลงทุนยาฆ่าแมลงและอื่นๆ อีกมากมาย การลงทุนก็ต้องมีการกู้ยืม เป็นหนี้เป็นสิน กลายเป็นวัฏจักรหมุนเวียนอยู่แบบนี้ ไม่สามารถปรับตัวเรียนรู้เรื่องการตลาดและพัฒนาข้าวได้เลย
ทางออกทางหนึ่งก็คือเรื่องของการสร้างนวัตกรรมข้าว ซึ่งที่จริงแล้วประเทศไทยมีภูมิปัญญาชาวบ้านมากมายที่ทำผลิตภัณฑ์ข้าวออกมาในรูปแบบต่างๆ ที่เรารู้จักกันดีอย่างข้าวแต๋น ซึ่งก็ยังอยู่ในรูปลักษณ์ของข้าวและยังคงอยู่ในรูปลักษณ์ของอาหาร แต่ในปัจจุบันด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เราสามารถแปรรูปผลิตภัณฑ์ข้าวให้เป็นผลิตภัณฑ์เพื่อการใช้งานด้านอื่นๆ เช่น ผลิตเป็นครีมบำรุงผิว นำมาใช้เป็นแกลบชะลอการสุกของผลไม้ เป็นต้น ข้อดีของการสร้างสรรค์นวัตกรรมข้าวออกมาในรูปแบบใหม่ๆ นั้น ทำให้เราไม่จำเป็นต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับอุปสงค์อุปทานของการตลาด
ถ้าหากจะให้ชาวนาสร้างนวัตกรรมข้าว ก็ควรมุ่งเน้นไปที่การเป็นวิสาหกิจชุมชนจะได้ง่ายและได้ผลมากกว่า การรวมกลุ่มกันพัฒนาจะทำให้มีจุดแข็งและกำลังผลิตที่แน่นอน และจำเป็นต้องปรับปรุงอยู่ 2-3 จุดก็คือ 1.เรื่องของคุณภาพต้องพัฒนาสิ่งที่มีอยู่เดิมให้ดีขึ้น ถ้าเป็นอาหารก็ต้องมีรสชาติอร่อยขึ้น 2.ระยะเวลาต้องเก็บให้ได้นานขึ้นเพื่อสามารถส่งจำหน่ายที่อื่นๆ ได้โดยไม่หมดอายุเสียก่อน 3.เรื่องแพ็กเกจต้องสนิทแข็งแรง เก็บได้นาน หีบห่อมีความสวยงาม ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญเข้าให้ความช่วยเหลือ โดยสามารถติดต่อได้ที่สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ที่จะให้ความช่วยเหลือในเรื่องปรับปรุงการผลิตและหาตลาดเพื่อวางจำหน่ายสินค้า”
ปัจจุบันก็มีผลิตภัณฑ์จากข้าวมากมาย ที่เราไม่คิดว่าจะสามารถนำมาทำได้ เช่น ขี้เถ้าแกลบชะลอการสุกของผลไม้ ก็คือการนำเอาแกลบและขี้เถ้าที่ไม่คิดว่ามีมูลค่ามาพัฒนาใช้ในการชะลอการสุกของผลไม้ ซึ่งก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการใช้วัตถุดิบข้าวที่เอามาใช้ประโยชน์ในด้านอื่นนอกจากในเรื่องของอาหาร
อีกอย่างหนึ่งที่น่าสนใจ ก็คือมีการเอาน้ำมันรำข้าวมาทำเป็นสบู่ล้างผัก เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้ผลตอบรับดีมาก เพราะใช้วัตถุดิบที่มาจากธรรมชาติ มีความสะอาดปลอดภัย สามารถนำมาใช้ล้างผักและผลไม้ได้สะอาด หรือขนมหวานอย่างทอฟฟี่ที่ทำจากรำข้าวโปรตีนสูง ก็คือการเอารำข้าวมาทำเป็นทอฟฟี่ ได้รสชาติที่หวานกลมกล่อมอร่อยและทำบรรจุภัณฑ์ออกมาได้ค่อนข้างที่จะน่ารัก
ดังนั้น นวัตกรรมจึงเป็นทางออกที่ดีทางหนึ่งสำหรับชาวนาไทย หรือจะเป็นใครก็ได้ที่สนใจอยากนำข้าวมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ ก็ถือว่าได้ช่วยเหลือชาวนาทั้งทางตรงและทางอ้อม


