อรุษ นวราช ถอดบทเรียนสามพรานโมเดล
สามพรานโมเดลหนึ่งในโมเดลเกษตรอินทรีย์ที่กล่าวขาน วันนี้กับความสำเร็จของการผลักดันเกษตรกรในพื้นที่ให้เข้าร่วมอินทรีย์วิถี
โดย...วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ... วิศิษฐ์ แถมเงิน
สามพรานโมเดลหนึ่งในโมเดลเกษตรอินทรีย์ที่กล่าวขาน วันนี้กับความสำเร็จของการผลักดันเกษตรกรในพื้นที่ให้เข้าร่วมอินทรีย์วิถี พร้อมๆ กับการปลุกปั้นเครือข่ายเพื่อรองรับ ไม่ใช่เรื่องง่าย หากเบื้องหลังคือความมุ่งมั่นตั้งใจ อรุษ นวราช กรรมการผู้จัดการ บริษัท สามพราน ริเวอร์ไซด์ กับระยะเวลา 6 ปี ที่ล้มและลุกของ “สามพรานโมเดล” ชุมชนเกษตรอินทรีย์ที่ถ้าเจอปัญหาแล้วจะวิ่งเข้าใส่
หนึ่งในทายาทตระกูลดัง บุตรชายคนโตของ บวร นวราช และสุชาดา ยุวบูรณ์ เจ้าของโรงแรมเก่าแก่อันเป็นตำนาน “สวนสามพราน” ต่อมาคือสามพราน ริเวอร์ไซด์ อรุษจบการศึกษาระดับปริญญาตรีและปริญญาโทด้านวิศวกรรมเคมีที่ Imperial College of Science, Technology and Medicine, London University จนในปี 2548 ได้รับมอบหมายจากครอบครัว “ยุวบูรณ์” ให้สืบทอดกิจการโรงแรม เข้ารับตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ สามพราน ริเวอร์ไซด์ และเลขาธิการมูลนิธิสังคมสุขใจ บริหารกิจการโรงแรมควบคู่กับการดำเนินโครงการสามพรานโมเดล
“เราเพิ่งกลับจากเวอร์มอนท์ สหรัฐอเมริกา สามพรานโมเดลเดินทางไปที่นั่นตามคำเชิญของกระทรวงการต่างประเทศ ร่วมงานสัมมนาใหญ่ของกลุ่ม G77 องค์กรความร่วมมือกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา เพื่อแบ่งปันเรื่องราวของวิถีเกษตรอินทรีย์ในประเทศไทย”
อรุษเล่าว่า ต่างประเทศให้ความสนใจมากเรื่องเกษตรอินทรีย์และปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช กรณีของสามพรานโมเดล ต้นแบบคือชุมชนวิถีเกษตรเพื่อความยั่งยืน โดยอิงกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจเพื่อความพอเพียง นำมาปรับใช้ในทางปฏิบัติ ค่อยๆ ทำ ค่อยๆ คืบ ล้มแล้วลุก ลุกแล้วล้ม สานต่อจากเล็กจนใหญ่ เกิดเป็นเน็ตเวิร์ก หรือเครือข่าย รองรับการขับเคลื่อนในเชิงธุรกิจ
“เรามักได้ยินได้ฟังหรือคุ้นเคยกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในแบบที่เป็นทฤษฎี หรือถ้าเป็นภาคปฏิบัติก็มักเป็นการดำเนินการแบบเดี่ยวๆ ทำแบบเฉพาะตน คนเดียวหรือรวมกลุ่มกันเล็กๆ แต่ที่สามพรานโมเดล เรานำหลักการมาปรับใช้ในทางปฏิบัติจนกลายเป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ ขับเคลื่อนด้วยตัวของมันเองภายใต้กลไกทางธุรกิจ”
เครือข่ายคือหัวใจหลัก ประกอบด้วย การรวมกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตในพื้นที่ การตลาด ผู้บริโภค ส่วนราชการและภาคเอกชนรวมทั้งมหาวิทยาลัยที่สนับสนุนงานด้านวิชาการ ทั้งหมดตั้งอยู่บนพื้นฐานของธุรกิจที่เป็นธรรม อรุษเล่าว่า สังคมดีขึ้นเพราะการรวมกลุ่ม เรื่องของเกษตรอินทรีย์ไม่เพียงตอบโจทย์เรื่องอาหารปลอดภัย แต่ตอบโจทย์ในทุกด้าน ทั้งปัญหาสังคม ปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาเศรษฐกิจ และปัญหาด้านการสาธารณสุข
หัวหน้าโครงการสามพรานโมเดลเล่าต่อไปว่า ต้นทุนของเกษตรกรในโครงการเดิมจากที่เคยใช้สารเคมีในการปลูกพืชทำแปลง ต้นทุนต่อไร่สูงมาก ทันทีที่เปลี่ยนมาใช้วิธีเกษตรอินทรีย์ต้นทุนลดลง 50-70% สุขภาพก็ดีขึ้นทันตาเห็น เนื่องจากไม่มีสารเคมีตกค้างในร่างกายอีก ขณะที่การรวมกลุ่มของเกษตรกรอินทรีย์ในพื้นที่ยังช่วยสนับสนุนซึ่งกันและกันทั้งข้อมูลและการตลาด ต่างคนต่างแข็งแรงขึ้น พึ่งตัวเองได้ เมื่อเกษตรกรพึ่งตัวเองได้ ก็ไม่แปลกที่ทุกคนจะพร้อมช่วยเหลือสังคมชุมชนต่อไป
“อาหารสำคัญ เพราะมนุษย์ทุกคนต้องกิน เราเองในฐานะผู้บริโภคก็อยู่ในห่วงโซ่อาหารนี้ด้วย ถ้าอาหารไม่ปลอดภัย เราก็ไม่ปลอดภัย ถ้าห่วงโซ่อาหารไม่สมดุล เราก็ไม่สมดุล”
จะแก้ปัญหาเรื่องความปลอดภัยของอาหาร จึงต้องมองภาพใหญ่และแก้ทั้งระบบ ผ่านการเชื่อมโยงระหว่างผู้ปลูกผู้บริโภค และความเข้าใจที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานเดียวกัน หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเรื่อง 3 ห่วง 2 เงื่อนไข เมื่อก่อนเคยแต่ได้ยิน แต่ไม่เคยซึมซับลึกซึ้ง หากเมื่อมาดำเนินโครงการสามพรานโมเดล ก็เริ่มเข้าใจและมั่นใจว่าเราเริ่มจากจุดที่ถูกต้อง เกษตรอินทรีย์คือคำตอบของสังคมไทยและอาจจะของโลกด้วย
อรุษ กล่าวด้วยว่า ต่างประเทศตื่นตัวเรื่องเกษตรอินทรีย์มานานนับสิบปี แต่เพราะจำนวนเกษตรกรน้อย โดยจำนวนเกษตรกรคิดเป็นสัดส่วนต่อประชากรถือว่าน้อยมาก ยกตัวอย่างเช่น สหรัฐอเมริกา เกษตรกรคิดเป็น 1-2% ของจำนวนประชากรเท่านั้น เพราะฉะนั้นมองไปข้างหน้าก็ขยายผลลำบาก เปรียบเทียบกับไทยแม้จะเพิ่งตื่นตัวเรื่องเกษตรอินทรีย์ หากมีความเป็นไปได้สูงกว่า เนื่องจากจำนวนเกษตรกรมีถึง 35% ของจำนวนประชากรทั้งหมด ค่าแรงงานก็ยังถูก การไม่พึ่งพาสารเคมีจึงมีความเป็นไปได้มากกว่า และโอกาสในทางธุรกิจก็ดีกว่าด้วย
“เปรียบเทียบกันแล้ว เกษตรอินทรีย์ในไทยมีโอกาสสูงกว่าต่างประเทศมาก”
ปัจจุบันเครือข่ายเกษตรกรอินทรีย์ที่สามพราน จ.นครปฐม มีจำนวน 11 กลุ่มเกษตรกร ส่วนใหญ่จำนวน 8 กลุ่ม อยู่ใน จ.นครปฐม ผลผลิตเกือบทั้งหมดขายตรงให้โรงแรมสามพราน ริเวอร์ไซด์ และขายตรงผู้บริโภคที่ตลาดสุขใจ จ.นครปฐม รวมทั้งตลาดสุขใจสัญจรที่กรุงเทพฯ เดือนละ 1-2 ครั้ง มีเกษตรกรบางส่วนที่จัดจำหน่ายตลาดส่งออกได้ด้วย นับว่าเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการที่เกษตรกรจะยั่งยืนอยู่ได้
ความสามารถในการพึ่งตนเองของเกษตรกร หมายถึงการพึ่งพาปัจจัยภายนอกน้อยลงไปจนถึงการไม่พึ่งพาปัจจัยภายนอกเลยตั้งแต่การพึ่งพาสารเคมี การพึ่งพาคนกลาง และการพึ่งพาภาครัฐในการประกันราคาพืชผล คือการหยัดยืนและความภาคภูมิในตัวของตัวเอง ซึ่งเป็นมากกว่าอะไรทั้งหมด วิถีอินทรีย์ตอบโจทย์ในทุกด้านของเกษตรกร ทั้งชีวิตความเป็นอยู่ ทั้งเศรษฐกิจ ทั้งสังคมและสุขภาพ เมื่อผู้ผลิตแข็งแรง ผู้บริโภคก็แข็งแรง
อรุษ กล่าวต่อไปว่า เร็วๆ นี้ มูลนิธิสังคมสุขใจจะได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ถอดบทเรียน 360 องศา เรียนรู้ 6 ปี การดำเนินโครงการสามพรานโมเดล โดยจะเป็นการทำวิจัยเชิงปฏิบัติการรวม 1 ปี ศึกษาผลกระทบและเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งก็จะเป็นองค์ความรู้ในการต่อยอดการดำเนินโครงการเกษตรอินทรีย์ในไทยต่อไป
“ปัจจุบันมีหลายหน่วยงานที่สนใจเข้ามาศึกษาโมเดลเกษตรอินทรีย์ของเรา ไม่ว่าจะเป็น จ.เชียงราย เลย นครสวรรค์ นครศรีธรรมราช และอีกมาก เริ่มต้นนั้นยากแน่ คำแนะนำของผมคือ ปัญหาเราเจออยู่แล้ว แต่ให้สร้างการเปลี่ยนแปลงร่วมกัน”
อรุษบอกว่า สามพรานโมเดลอาจไม่ได้ตอบปัญหาเรื่องชุมชนเกษตรอินทรีย์ได้ทั้งหมด เขาเองก็ยังต้องเรียนรู้ต่อไป อย่างไรก็ตาม มาถึงวันนี้คือความมั่นใจว่ามาถูกทาง ประกอบด้วยการลองผิดลองถูก และแก้ปัญหาไปเรื่อยๆ กระทั่งว่าปัญหาไม่ได้เป็นปัญหาอีกต่อไปและเราจะวิ่งเข้าใส่ เพราะรู้ว่าคือเรื่องธรรมดาในการสร้างความเปลี่ยนแปลง
เรียนจบด้านวิศวกรรมเคมี แต่ชีวิตกำลังมุ่งไปทิศที่ตรงกันข้าม สารเคมีตกค้างในผักผลไม้ส่งผลเสียต่อสุขภาพ การสะสมในร่างกายทำให้เกิดโรคภัย วิธีที่ดีที่สุดคือการไม่กินมันเข้าไป นับหนึ่งแล้วต่อยอดมาเรื่อยๆ ไลฟ์สไตล์คือการทำงานกับชีวิตส่วนตัวที่สอดคล้องไปด้วยกัน เวลาว่างนอกเหนือจากงานคือการออกกำลังกาย ถ้าพอมีเวลาก็จะเอื้อมมือไปหยิบรองเท้ากีฬาที่หลังรถแล้วออกวิ่ง ได้เหงื่อบ้างไม่ได้เหงื่อบ้าง (ฮา) ช่วงเที่ยงพยายามเล่นโยคะ ซึ่งช่วยให้หัวแล่นและได้ไอเดียดีๆ กลับมาทำงานในช่วงบ่ายเสมอ
นอกจากนี้ คือความสนใจในหลักธรรม อรุษบอกว่าเขาสนใจธรรมะแท้ๆ หมายถึงธรรมะแบบไม่เข้าวัด ชอบและสนใจหลักพุทธปรัชญา ซึ่งโดยส่วนตัวมองว่าสอดคล้องกับการทำเกษตรอินทรีย์ นั่นคือความสมดุล การใช้ชีวิตที่สมดุลนั่นเองที่จะตอบโจทย์ของมนุษย์ได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิ่งแวดล้อม การใช้ชีวิต และอาหาร ทุกอย่างต้องสมดุล ชีวิตถึงจะเข้าสู่ร่องรอยหรือเป็นปกติสุข
“วิถีของเกษตรอินทรีย์คือธรรมะภาคปฏิบัติสำหรับผม ทุกอย่างเชื่อมโยงกัน เพราะฉะนั้นเราจึงต้องมองภาพรวม มองให้เห็นภาพใหญ่ ถ้ามองแยกเป็นอย่างๆ เราไม่มีทางสมดุล เราไม่มีทางแก้ปัญหาได้ อย่างเช่นเรื่องอาหาร ถ้าผู้ผลิตมีสารตกค้างในกระแสเลือด เกษตรกรเป็นมะเร็งเพราะสารเคมี ผู้บริโภคจะรอดหรือ”
การถอดบทเรียนโครงการสามพรานโมเดลที่กำลังจะเกิดขึ้น หวังใจว่าจะสามารถตอบโจทย์คนในพื้นที่ ตอบโจทย์ธุรกิจและตอบโจทย์สังคมภายนอก เป็นประโยชน์ต่อทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง อนาคตของชุมชนเกษตรอินทรีย์แห่งนี้คงดีไม่น้อยถ้าต่อไปจะพัฒนาเป็น “สโมสร” ที่ทุกคนได้เข้ามาเรียนรู้ รวมทั้งสามพรานโมเดลเองที่ก็จะต้องร่วมเรียนรู้บทเรียนด้วย เพราะบทเรียนไม่มีวันจบสิ้น
มองไปข้างหน้ากับเกษตรอินทรีย์ในสังคมไทย อรุษตอบว่าสังคมของผู้ปลูกและผู้บริโภคจะขยายใหญ่ขึ้น ศูนย์เรียนรู้และบทเรียนจากโครงการ 360 องศาจะทำให้เกิดความชัดเจน ขณะที่สังคมก็จะตื่นรู้
ในวิถีอินทรีย์มากขึ้น ชีวิตคืนสู่สมดุลในทุกด้าน คนทุกคนสามารถเลือกได้ เพราะเราทุกคนคือผู้เลือก สำคัญว่าเราพร้อมหรือไม่ที่จะเปลี่ยนแปลง เราขวนขวายและเราพยายามมากพอเพื่อผลของมันหรือไม่
สำหรับชีวิตส่วนตัวไม่มีอะไรมากไปกว่างาน และการได้เห็นเกษตรอินทรีย์ในสังคมไทยเติบโตแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ สังคมสุขใจเพราะห่วงโซ่อาหารที่สมดุล
เกษตรอินทรีย์นี่อาจคือประโยชน์ของชาติและของโลก คำตอบสุดท้ายที่ไขตอบสู่ความกระจ่าง และการก้าวกลับคืนสู่สมดุล มนุษย์และโลกอยู่ร่วมกันได้ด้วยอาหารที่ปลอดภัย


