
ก้าวแรกที่เท่าเทียม
ไม่มีประโยคไหนในโลกนี้ที่ไม่จริงไปมากกว่า “เด็กทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน” อีกแล้ว
โดย...โสภณ ศุภมั่งมี
ไม่มีประโยคไหนในโลกนี้ที่ไม่จริงไปมากกว่า “เด็กทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน” อีกแล้ว
พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือทุกคนเกิดมามีแต้มต่อที่ต่างกัน ถ้าศูนย์คือจุดกึ่งกลางที่เท่าเทียมกันแล้ว เด็กบางคนอาจเกิดมาในครอบครัวฐานะปานกลางพอมีพอกินเรียกว่าบวกสิบ โชคดีหน่อยอาจบวกห้าบวกสิบบวกร้อย ครอบครัวมีอันจะกินไม่ต้องดิ้นรนมากมาย แต่สเกลตัวเลขนั้นมีสองด้านเมื่อมีขวาก็ต้องมีด้านซ้าย มีเด็กอีกหลายชีวิตที่เกิดมาติดลบครอบครัวยากจน ลบห้าลบสิบลบร้อยต่างกันออกไป ถ้าเทียบโอกาสในเรื่องพัฒนาการเด็กสองกลุ่มที่อยู่กันคนละขั้วนั้นมันแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
หนังสือ “ก้าวแรกที่เท่าเทียม” ของ “เจมส์ เจ. เฮกแมน” ได้กล่าวเอาไว้ว่า เด็กด้อยโอกาสเกิดมาในสภาพแวดล้อมที่ไม่ได้รับการเสริมสร้างทักษะ (ทั้งทักษะทางปัญญาและทักษะทางพฤติกรรม) เทียบเท่ากับเด็กที่เกิดมาในครอบครัวชนชั้นกลางหรือชนชั้นสูง มีผลวิจัยมากมายที่แสดงให้เห็นแล้วว่าสติปัญญาของเด็ก รวมไปถึงนิสัยอารมณ์และการอยู่ร่วมกับสังคมไม่ได้ขึ้นอยู่กับพันธุกรรมเพียงอย่างเดียว ช่วงปฐมวัยของเด็กทุกคนเป็นช่วงที่สำคัญมากในการพัฒนาทักษะในทุกๆ ด้าน “เด็กเล็กที่ไม่มีใครเหลียวแล มักมีปัญหาด้านสติปัญญา ด้านสังคมและอารมณ์ และด้านสุขภาพตลอดช่วงชีวิต”
มีสองโครงการที่ผู้เขียนนำมาพูดถึงในหนังสือคือ “โครงการแพร์รี่” และ “โครงการเอบีซีดาเรียน” ทั้งสองโครงการทดลองส่งเสริมสภาพแวดล้อมช่วงปฐมวัยให้ดีขึ้น ใช้วิธีการสุ่มเลือกเด็กเข้ากลุ่มและติดตามผลจนพวกเขาโตเป็นผู้ใหญ่ โครงการทั้งสองแสดงให้เห็นว่าการส่งเสริมความสมบูรณ์ของสภาพแวดล้อมในช่วงแรกของชีวิตนั้นมีผลบวกอย่างมากต่อทักษะทางปัญญา พฤติกรรม ผลการเรียน การทำงาน และการอยู่ร่วมในสังคม โดยผลกระทบของโครงการนั้นจะคงอยู่ไปยาวนานแม้ว่าเด็กๆ จะออกจากโครงการไปแล้วก็ตาม
เด็กที่เข้าร่วมโครงการเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ (40 ปีสำหรับโครงการเอบีซีดาเรียน และ 30 ปีสำหรับโครงการแพร์รี่) มีการศึกษาที่สูงกว่า มีรายได้มากกว่า มีแนวโน้มที่จะมีบ้านของตัวเองมากกว่า มีพฤติกรรมในสังคมที่ดีกว่า โอกาสในการถูกจำคุกน้อยกว่า พึ่งพาสวัสดิการของรัฐมากกว่า แถมไม่พอยังมีสุขภาพทั้งกายและใจที่ดีกว่าอีกด้วย
กลับมามองที่บ้านเรา ตามนโยบายรัฐบาลด้านเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2555-2559 ที่กระทรวงศึกษาการได้นำเสนอให้รัฐบาลนั้น ผมเห็นว่ามีการเขียนแผนการดำเนินงานที่ค่อนข้างดีอย่างในยุทธศาสตร์ที่ 1 มีโครงการส่งเสริมการเจริญเติบโตโภชนาการของเด็กปฐมวัยในศูนย์เด็กเล็ก คลินิกเด็กสุขภาพดี โครงการพัฒนาบุคลากรภาครัฐ และอีกหลายอย่าง ฟังดูเข้าทีและมีแนวโน้มว่าใครสักคนเล็งเห็นประโยชน์ของการเริ่มต้นที่เท่าเทียมของเด็กเหล่านี้ ปัญหาของรัฐบาลบ้านเราไม่ใช่ประสิทธิภาพในการเขียนแผนการและร่างโครงการที่สวยงาม แต่มันคือการลงมือปฏิบัติอย่างต่อเนื่องและการติดตามผลงานอย่างเคร่งครัด มากไปกว่านั้นเมื่อมีเม็ดเงินจำนวนมากหมุนเวียนสนับสนุนโอกาสในการคอร์รัปชั่นกินเงินภาษีของประชาชนก็เกิดขึ้นอีกด้วย
สำหรับผู้ใหญ่ทุกคนที่มีแต้มต่อ อยู่ในสถานะที่สามารถยื่นมือช่วยเหลือ ไม่ว่าเล็กน้อยเพียงใด ไม่ว่าเอกชนหรือภาครัฐ ขอให้รู้ไว้ว่าเราไม่เพียงให้หยิบยื่นโอกาสในการใช้ชีวิตที่ดีขึ้นแก่เด็กๆ เหล่านี้ แต่เรากำลังสร้างสังคมที่น่าอยู่มากขึ้น ประเทศที่มีเต็มไปด้วยบุคลากรคุณภาพ เศรษฐกิจที่มีพลวัต สร้างความเสมอภาคและลบช่องว่างความเหลื่อมล้ำในสังคมในเวลาเดียวกัน เพื่อลูกหลานของตัวเราเองทั้งนั้น
ไม่มีประโยคไหนในโลกใบนี้ที่ “ควร” เป็นจริงไปมากกว่า “เด็กทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน” อีกแล้ว







