ธัญชนก วัชโรทัย มองปัญหาเป็นความท้าทาย
สาวสวยวัย 28 ปี เธอเป็นตัวอย่างของการทำธุรกิจแบบสตาร์ทอัพที่ประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง ธัญชนก วัชโรทัย
โดย...อณุสรา ทองอุไร ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี
สาวสวยวัย 28 ปี เธอเป็นตัวอย่างของการทำธุรกิจแบบสตาร์ทอัพที่ประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง ธัญชนก วัชโรทัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท Blue Voyage เธอทำธุรกิจให้เช่าเรือยอชต์ โดยเริ่มต้นทำธุรกิจตั้งแต่อายุ 25 ปี หลังเรียนจบปริญญาตรีด้านบริการ ท่องเที่ยว และการโรงแรม จากประเทศออสเตรเลีย เนื่องจากธุรกิจทางบ้านของเธอทำธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ โดยสร้างโรงแรมแล้วขายต่อให้กับแฟรนไชส์ต่างๆ ที่พัทยา เธอจึงเรียนทางด้านนี้ เผื่อว่าอนาคตอาจจะต้องกลับมาช่วยสานงานต่อให้กับครอบครัว
แต่ระหว่างที่เรียนปีที่ 2 ที่ประเทศออสเตรเลีย เธอก็เปิดร้านทำผมเล็กๆ ของตัวเอง โดยเธอเริ่มทำด้วยตัวเองก่อน มีลูกค้าเป็นเพื่อนๆ คนรู้จัก จนผ่านไปเกือบปี ร้านทำผมของเธอเป็นที่รู้จักมากขึ้น จึงเริ่มรับลูกน้องเพิ่มอีก 3 คน เป็นชาวจีนมาช่วยงาน แล้วก็ได้ลูกค้าชาวจีนมาเพิ่มอีกด้วย
“คือไม่ได้เปิดเป็นใหญ่โตอะไรนะคะ เป็นแค่ร้านเล็กๆ ที่คอนโดที่เช่าไว้ขนาด 2 ห้อง ก็แบ่งห้องหนึ่งมาทำร้านต่อผม ไดรผม ไปเรียนต่อผม ไดรผมกับร้านใหญ่แถวประตูน้ำ แล้วก็ซื้ออุปกรณ์การต่อผมจากประเทศไทยไป ที่ออสเตรเลียต่อผมกัน 1,000 เหรียญฯ คือ 3 หมื่นบาท เราไม่มีหน้าร้านก็เลยคิดแค่ 500 เหรียญฯ ปรากฏว่าลูกค้าเยอะมาก เปิดมา 2 ปีกว่า เก็บเงินได้เป็นกอบเป็นกำ มีทุนต่อมาใช้ได้อีกหลายปี” เธอเล่าถึงจุดเริ่มต้นทำธุรกิจ
เธอเล่าว่า ชอบทำงานหาเงิน ชอบทำธุรกิจมาตั้งแต่เด็ก ชอบเห็นเงินทุกวัน ผู้หญิงส่วนใหญ่มีความสุขเวลาได้ช็อปปิ้ง แต่สำหรับเธอมีความสุขเมื่อได้ทำงาน ได้มีเงินเข้าบัญชี หลังจากเรียนจบปริญญาตรีมาจากประเทศออสเตรเลีย เธอก็ไปเทกคอร์สทางด้านแฟชั่นที่ประเทศอังกฤษ หลังจากนั้นก็ไปเรียนภาษาต่อที่ประเทศญี่ปุ่นอีก
“ชอบการทำงานที่ต่างประเทศ โดยกำลังมองหาธุรกิจทำ ตอนแรกยังไม่คิดกลับประเทศไทย แต่ตอนปิดเทอมกลับมาได้มาเจอแฟน คบกันได้ปีกว่าแฟนก็ขอแต่งงาน ก็เลยกลับมาอยู่ประเทศไทย ถ้าแฟนไม่ขอแต่งงานก็คงยังไม่กลับ (หัวเราะ) คงทำงานที่ต่างประเทศสักพักหนึ่งก่อน” เธอเล่าย้อนอดีต
เนื่องจากเรียนมาทางด้านการท่องเที่ยวและโรงแรม อีกทั้งชอบทะเล เธอจึงมองหาธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับความชอบและสิ่งที่เธอเรียนมา เธอก็เลยทำธุรกิจเกี่ยวกับการเช่าเรือยอชต์ เพราะตอนนั้นยังไม่มีบริษัทของคนไทยที่ให้เช่าเรือยอชต์ ซึ่งที่มีอยู่มักจะเป็นของชาวต่างชาติที่มีราคาแพงเกินไป
หลังจากสืบดูจนแน่ใจว่าที่ภูเก็ตยังไม่มีเรือยอชต์ของคนไทยให้เช่า เธอและแฟน (ในตอนนั้น) ก็เข้าหุ้นกันคนละ 1 ล้านบาท ซื้อเรือยอชต์ลำเล็กจุคนได้ 7 คน มา 1 ลำ เดินหาลูกค้าเอง ทำตลาดเอง ติดต่องานเองกัน 2 คนกับแฟน เอาใบโบรชัวร์ไปแจกตามโรงแรม แหล่งท่องเที่ยว ผ่านไปเดือนกว่าถึงได้มีลูกค้าคนแรก เธอต้องทำความสะอาดเช็ดเสิร์ฟอาหารในเรือด้วยตัวเอง จนกระทั่งเดือนที่ 3 ลูกค้าถึงเริ่มเยอะขึ้น ผ่านมาเกือบปีธุรกิจดีขึ้น เรือลำเดียวที่มีอยู่ไม่เพียงพอเธอจึงซื้อเรือเพิ่มอีก 1 ลำ ขนาด 10 คน และขึ้นปีที่ 2 ของการทำธุรกิจก็ซื้อเรือเป็นลำที่ 3
เมื่อเข้าสู่ปีที่ 2 ของการทำธุรกิจ ตอนนั้นอายุ 26 ปี เธอกำลังจะแต่งงาน จึงย้ายขึ้นมาอยู่กรุงเทพฯ พร้อมกับขยายงานไปที่พัทยา โดยซื้อเรือเพิ่มอีก 4 ลำ ซึ่งลำที่ใหญ่ที่สุดนั่งได้ถึง 20 คน เพียง 2 ปีแรกของการทำธุรกิจ เธอมีเรือทั้งหมด 7 ลำ มูลค่ารวมเกือบ 100 ล้านบาทและทั้งหมดลงทุนด้วยเงินสด
“ก็อยากกู้ธนาคารนะคะ เอาแผนงานต่างๆ เอารายได้ไปขอสินเชื่อ ผู้จัดการสาขาเห็นแผนงานเห็นรายได้เขาก็อยากให้ แต่สำนักงานใหญ่ของแบงก์บอกว่าไม่มีนโยบายปล่อยสินเชื่อให้กับธุรกิจประเภทนี้ เราเลยต้องซื้อทุกอย่างด้วยเงินสด หลังๆ มีหุ้นส่วนเพิ่มมาอีก 1 คน ถ้าเราขอกู้แบงก์ได้ก็คงจะขยายงานได้เร็วกว่านี้”
หลังจากแต่งงานเธอก็ปักฐานธุรกิจอยู่ที่กรุงเทพฯ เพราะมีแผนที่จะมีลูกในทันที นอกจากนี้เธอก็ยังขยายเรือเพิ่มขึ้นไปที่สมุยอีก 1 ลำ และขยายไปที่ออสเตรเลีย เพื่อให้ชมรอบโอเปราเฮาส์อีก 1 ลำ ขณะนี้เธอมีเรือยอชต์ให้เช่าทั้งหมด 10 ลำ
สำหรับแผนงานในปีหน้า เธอจะเพิ่มเส้นทางการเช่าเรือไปที่เกาะช้าง จ.ตราด และไปที่ จ.กระบี่ “ตอนที่เริ่มทำธุรกิจนี้ตอนอายุ 25 ปี ไม่มีใครเห็นด้วยเลย โดยเฉพาะผู้ใหญ่หลายท่านบอกว่า มันไม่น่าเป็นไปได้ ยิ่งไปทำที่ภูเก็ตด้วย เดี๋ยวจะไปทับเส้นทางมาเฟียเข้าเดี๋ยวก็จะมีปัญหา แต่เรามองว่ามันคือธุรกิจที่มีโอกาสเติบโตได้อีก มีอนาคต เพราะเราจับกลุ่มพรีเมียมจริงๆ จับลูกค้ามีกำลังซื้อ หลังๆ ก็มีเศรษฐีชาวจีนและลูกค้าคนดังๆ จากต่างประเทศเข้ามาเยอะขึ้น อย่างเส้นทางที่พัทยา เราก็หาเส้นทางในเกาะใหม่ๆ เช่น เกาะคราม ซึ่งถือว่าเป็นเกาะที่ค่อนข้างส่วนตัวเรือเล็กๆ พวกสปีดโบ๊ตก็เข้าไม่ได้ เราพยายามหาเส้นทางที่ค่อนข้างเอ็กซ์คลูซีฟจริงๆ เข้ามา
นอกจากนี้ เธอยังเตรียมขยายงานโดยเริ่มให้เช่าเครื่องบินเล็กขนาด 4 ที่นั่งแล้ว โดยเธอไปเช่าเครื่องคนอื่นอีกที ซึ่งทำมาระยะหนึ่งแล้ว ค่อนข้างมั่นใจว่าแนวโน้มตลาดไปได้ดี เธอจึงมีแผนจะขยายงานไปโดยซื้อเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวให้เช่าประมาณกลางปีหน้า และปลายปีหน้าจะเพิ่มเครื่องบินน้ำ (Sea Plane) ที่สามารถขับไปลงที่เกาะใดเกาะหนึ่งได้เลย
“ตัวเราเองก็ชอบเที่ยว ชอบทะเล งั้นก็เลือกทำในสิ่งที่เรารักเราชอบ เราก็จะสนุกกับมัน ไม่ได้คิดว่าเป็นการทำงาน คิดเรื่องงานได้ตลอดเวลาไม่มีเบื่อไม่มีเหนื่อย เวลาที่เจอปัญหาอุปสรรคอะไรขึ้นมาก็ไม่ได้เครียดหรือกังวล คิดเสียว่าปัญหามันก็คือความท้าทาย เวลาที่แก้ได้ก็ถือว่าเป็นการลับสมอง เพราะสมองก็เหมือนมีด ต้องคอยลับบ่อยๆ จะได้คมอยู่เสมอ” เธอกล่าวด้วยรอยยิ้ม
เธอเล่าถึงแผนการในอนาคตในระยะ 2-3 ปีข้างหน้าว่า เธอกำลังมองหาที่ริมทะเลสักแปลงที่จะทำท่าเรือยอชต์เป็นของตัวเอง โดยมองหาที่ย่านพัทยา และแผนงานที่เตรียมไว้แล้วตอนนี้คือการเอาบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยภายใน 3 ปีข้างหน้าอย่างแน่นอน ตอนนี้ได้เริ่มให้ที่ปรึกษาทางการเงินเข้ามาดูแล และวางระบบบัญชีให้เป็นระเบียบเรียบร้อยอยู่ตั้งแต่ปีนี้แล้ว
ทางด้านการบริหารเวลานั้น เธอบอกว่าโชคดีที่บ้านและออฟฟิศอยู่ใกล้กันมากเพียงแค่เดินไม่กี่นาทีก็ถึง ทำให้ประหยัดเวลาในการเดินทางไปได้วันละเกือบ 2 ชั่วโมง นอกเหนือจากงานเธอก็ให้เวลากับลูกน้อยวัยขวบเศษ คือ เด็กหญิงเวนิส อย่างเต็มที่ เพราะต้องการดูแลลูกอย่างใกล้ชิด อยากเต็มที่กับลูกจนกว่าเขาจะเข้าโรงเรียน
“เราใช้เวลาสร้างธุรกิจกับสร้างครอบครัวในเวลาใกล้เคียงกัน ดังนั้นทั้งสองสิ่งก็สำคัญกับชีวิตไม่แพ้กัน เราจึงเต็มที่กับทั้งสองสิ่ง เวลาทำงานนี่ก็เต็มที่จริงๆ แต่เมื่ออยู่กับลูกก็เต็มที่สุดๆ ดูแลลูกเองเป็นหลัก ออฟฟิศก็ไม่ได้ใหญ่มากนัก เราก็อาจจะเอาลูกมาเลี้ยงด้วยได้ และเมื่อถึงเวลาพักผ่อนพักร้อนเราก็จะพากันไปเที่ยวทั้งครอบครัว ใช้บริการแบบหรูหรา 7 ดาวไปเลย เพื่อที่จะได้ไปเรียนรู้ว่าธุรกิจแบบนี้เขาทำงานกันอย่างไร เป็นการไปทำการบ้านเพื่อเอามาปรับใช้ในการทำงานของเรา”
นอกจากนั้น เนื่องจากว่าตั้งแต่เรียนจบเธอไม่เคยทำงานกับบริษัทหรือองค์กรที่ไหนมาก่อน การสร้างระบบอาจจะยังไม่แม่นยำ เธอจึงต้องอ่านหนังสือเยอะมาก โดยเฉพาะหนังสือแนวฮาวทูบริหารงานทั้งหลาย และเรื่องที่ชอบมากก็จะเป็นเรื่องประวัติชีวิตของผู้คนที่ประสบความสำเร็จ เพื่อเรียนรู้ประสบการณ์ที่ดีๆ ของท่านๆ เหล่านั้นมาปรับใช้


