อนุตร แสงหัวช้าง อาหารไทยอยู่ในสายเลือด
อนุตร แสงหัวช้าง หรืออั๋น เชฟอาหารไทยวัยละอ่อน 24 ปี จากร้านไอร์เอินเชฟเทเบิล (Iron Chef Table) อยู่ในโครงการเดอะ เทสต์ (The Taste) ทองหล่อซอย 11
โดย...วรธาร ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน
อนุตร แสงหัวช้าง หรืออั๋น เชฟอาหารไทยวัยละอ่อน 24 ปี จากร้านไอร์เอินเชฟเทเบิล (Iron Chef Table) อยู่ในโครงการเดอะ เทสต์ (The Taste) ทองหล่อซอย 11 เขาเลือกเส้นทางชีวิตของตัวเองด้วยการเป็นเชฟตั้งแต่เด็กก็ว่าได้ เพราะตอนเรียนอยู่ชั้น ป.4-6 โรงเรียนอนุบาล จ.นครปฐม ก็ได้สมัครเข้าชมรมทำอาหารไทยของโรงเรียน โดยแรงจูงใจที่ทำให้เกิดความรักการทำอาหารมาจากพ่อและแม่ของเขาเอง
"คุณพ่อผมเป็นพนักงานโรงงาน ทำพริกแกงในโรงงาน ส่วนคุณแม่ทำเบเกอรี่ เห็นอยู่ทุกวัน แต่ตอนนั้นผมใจไม่ชอบทำของหวานเหมือนที่แม่ทำ ชอบทำอาหารมากกว่า เพราะรู้สึกว่าตัวเองทำได้ เนื่องจากตอนที่แม่ทำอาหารกินในครอบครัว ผมก็จะเข้าไปดูว่าท่านทำอะไร ใส่อะไรบ้าง ที่สำคัญคือผมชอบชิมด้วย" เชฟอั๋นเล่าถึงความชอบในวัยเด็ก
ความรักในการทำอาหารปรากฏชัดเจนขึ้น เมื่อครูคนหนึ่งแนะนำว่า หากจะเอาดีด้านการทำอาหารควรเลือกเรียนสายอาชีพ ซึ่งคำแนะนำนั้นเท่ากับจุดประกายเส้นทางเดินของอนุตรให้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้น หลังจากเรียนจบมัธยมศึกษาปีที่ 3 จึงตัดสินใจเรียนสายอาชีพที่อาชีวะนครปฐม แผนกคหกรรม เอกอาหาร และโภชนาการ
"คุณพ่อคุณแม่ไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไหร่หรอกที่ผมเลือกเลือกสายอาชีพ เพราะท่านอยากให้เรียนจบ ม.6 แล้วต่อมหาวิทยาลัย แต่เมื่อผมตัดสินใจเลือกทางนี้แล้วท่านก็เลยไม่ขัด ผมเรียนจนจบปริญญาตรี สาขาเดียวกัน ที่ราชมงคลกรุงเทพ เมื่อปี 2557"
เชฟอั๋น กล่าวว่า ระหว่างเรียนอยู่ในแต่ละระดับชั้น ได้เก็บเกี่ยวความรู้และประสบการณ์ในการทำอาหารมาตลอดพร้อมกับความภาคภูมิใจ ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันการทำอาหารในรายการต่างๆ การได้ทำเครื่องเสวยถวายสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อครั้งพระองค์เสด็จฯ ไปทรงเปิดศูนย์ฝึกอาชีพที่ จ.ราชบุรี การไปดูงานที่ต่างประเทศ การฝึกงานในสถานที่ฝึกงานทำให้ได้ประสบการณ์ที่ดีอย่างโรงแรมดุสิตธานี หัวหิน หลังจบ ปวส.
"ตอนอยู่ ปวช.ไม่รู้ว่าอาจารย์เห็นแววหรือเปล่า ได้คัดเลือกให้ผมเข้าประกวดแข่งขันส้มตำสยาม เมื่อประมาณ 5-6 ปีที่แล้ว ซึ่งเป็นรายการที่ดังมากช่วงนั้นมีออกช่อง 3 ด้วย วันนั้นชนะเลิศและเป็นตัวแทนภาคกลางเข้าแข่งกับภาคอื่นๆ รวมกรุงเทพฯ แต่ได้ที่ 4 ทว่าก็ได้สิทธิไปดูงานที่ร้านอาหารไทยที่สหรัฐ 4 เดือน ทำให้รู้ว่าต่างชาติก็ชอบกินอาหารไทย"
เชฟอนุตร กล่าวว่า เมนูที่ใช้แข่งขันในวันนั้นคือ พิซซ่าหน้าส้มตำของหวานเป็นเค้กโรลส้มตำ เหตุผลที่ทำเมนูนี้แค่คิดว่าทำอย่างไรให้ส้มตำไทยโกอินเตอร์ แต่ส่วนใหญ่ต่างชาติรู้จักส้มตำอยู่แล้ว ทว่าต้องการประยุกต์ให้ทันสมัยมากขึ้น ที่สำคัญคือการนำวัตถุดิบที่มีอยู่ในท้องถิ่นและหาง่ายมาใช้
"พิซซ่าหน้าส้มตำประกอบด้วยแผ่นแป้ง เครื่องปรุงมีซอสมะเขือเทศ น้ำมะขามเปียก น้ำส้มซ่า เคี่ยวให้เป็นซอสส้มตำแล้วทาบนแผ่นแป้งพิซซ่า จากนั้นโรยหน้าด้วยเส้นส้มตำ ซึ่งใช้หลนบัวแทนมะละกอของดีนครปฐม ซึ่งมีนาบัวเยอะ มาสไลซ์เป็นเส้นโรยหน้าแป้งที่ราดซอสแล้วนำไปอบ"
เชฟอั๋น กล่าวว่า หลังเรียนจบปริญญาตรีได้ทำงานเป็นผู้ช่วยสอนทำอาหารที่โรงเรียนธุรกิจการอาหารไทยและนานาชาติ TIFA ของอาจารย์ยิ่งศักดิ์ จงเลิศเจษฎาวงศ์ เป็นเวลา 7 เดือน ก่อนที่จะลาออกมาเป็นเชฟที่ร้านไอร์เอินเชฟเทเบิลได้ประมาณปีกว่าๆ
"ผมรักอาหารไทย นอกจากรสชาติอร่อยถูกปากแล้ววัตถุดิบก็หาง่าย แต่ละเมนูมีเรื่องราว มีลูกเล่น ทุกครั้งที่เข้าครัวทำผมจะสนุกกับมัน และมีความสุขเมื่อคนชิมบอกว่าอร่อย"
สำหรับเมนูอาหารไทยที่เชฟอั๋นนำเสนอในวันนี้คือ แกงคั่วใบชะพลูหมูกรอบ เสิร์ฟพร้อมข้าวไรซ์เบอร์รี่ออร์แกนิกหุงกับธัญพืช รสชาติอร่อยเข้ากันดีแท้ ถือเป็นหนึ่งในหลายเมนูเด็ดๆ ของทางร้านด้วย
แกงคั่วใบชะพลูหมูกรอบ
ส่วนผสม
น้ำพริกแกงคั่ว 50 กรัม
หัวกะทิ 300 กรัม
น้ำปลาดี 30 กรัม
น้ำตาลโตนด 20 กรัม
เกลือไทย 10 กรัม
ใบชะพลูหั่นฝอย 30 กรัม
หมูกรอบหั่นชิ้น 150 กรัม (เครื่องเคียง)
ข้าวไรซ์เบอร์รี่ออร์แกนิกหุงกับธัญพืช 50 กรัม (ลูกเดือย เม็ดบัว ข้าวบาร์เลย์)
วิธีทำ
1.ตั้งกระทะเติมหัวกระทิ ใส่น้ำพริกแกงคั่วลงผัดให้หอม พอแตงมันเล็กน้อย ค่อยๆ เติมหัวกะทิผัดต่อจนน้ำพริกแกงหอม
2.ปรุงรสด้วยน้ำปลาดี น้ำตาลโตนด แกงเดือดใส่ใบชะพลูหั่นฝอย เดือดอีกครั้งปิดไฟ
3.จัดเสิร์ฟพร้อมหมูกรอบและข้าวไรเบอร์รี่ออร์แกนิกหุงกับธัญพืช


