posttoday

‘เคมีภัย’ มื้ออาหารเปื้อนความเสี่ยง

06 ตุลาคม 2559

ปัญหาเรื่องสารพิษตกค้างจากภาคเกษตร อุตสาหกรรม ปนเปื้อนอยู่ในสิ่งแวดล้อมนั้นเป็นเรื่องที่อยู่คู่กับสังคมบริโภคยุคใหม่มาอย่างช้านาน

โดย...ธเนศน์ นุ่นมัน

ปัญหาเรื่องสารพิษตกค้างจากภาคเกษตร อุตสาหกรรม ปนเปื้อนอยู่ในสิ่งแวดล้อมนั้นเป็นเรื่องที่อยู่คู่กับสังคมบริโภคยุคใหม่มาอย่างช้านาน แม้จะมีความพยายามในการกำกับดูแล ควบคุม ผ่านมาตรการต่างๆ แต่ด้วยช่องโหว่มากมายในอุตสาหกรรมอาหาร หากรู้เท่าไม่ถึงการณ์ไม่ทำความรู้จักกับบรรดาสารพิษเพื่อหาวิธีหลีกเลี่ยง ผู้บริโภคก็ย่อมเสี่ยงการปนเปื้อนสารพัด

แม้สารเคมีในการกำจัดศัตรูพืชที่มีวางจำหน่ายหลากหลายเครื่องหมายการค้า มีให้เลือกซื้อหา นับ 1,000 ชนิด แต่เมื่อแบ่งเป็นกลุ่มตามข้อบ่งใช้แล้ว พบว่ามีประมาณ 5 กลุ่มเท่านั้น ประกอบด้วย สารเคมีกำจัดแมลง สารป้องกันกำจัดวัชพืช สารป้องกันกำจัดเชื้อรา สารกำจัดหนูและสัตว์แทะ สารเคมีกำจัดหอยและปู ฯลฯ

สารเคมีกำจัดแมลงนับเป็นกลุ่มที่มีให้เลือกมากที่สุด ชนิดของสารเคมีในกลุ่มนี้ คือ ออร์กาโนคลอไรน์ ที่มีคลอรีนเป็นองค์ประกอบ ชื่อที่เราคุ้นเคยกันดีก็คือ ดีดีที (DDT), ดีลดริน (dieldrin), ออลดริน (aldrin), ท็อกซาฟีน (toxaphene), คลอเดน (chlordane), ลินเดน (lindane) ฯลฯ พิษการทำลายของสารเคมีกลุ่มนี้จะครอบคลุม หรือเรียกได้ว่าทำลายแมลงทุกชนิด อันตรายต่อสภาพแวดล้อมและมนุษย์มากเพราะสลายตัวช้า พบตกค้างในห่วงโซ่อาหาร บางชนิดอาจตกค้างได้นานหลายสิบปี ปัจจุบันทั่วโลกหวาดกลัวสารเคมีกลุ่มนี้จนไม่อนุญาตให้ใช้หากไม่จำเป็น

กลุ่มต่อไป คือสารที่มีฟอสฟอรัสเป็นองค์ประกอบ รู้จักกันในชื่อมาลาไธออน (malathion) เฟนนิโตรไธออน (fenitrothion) ฯลฯ พิษสภาพของ สารเคมีรุนแรงกลุ่มนี้สามารถล้างเผ่าพันธุ์ แมลงและสัตว์อื่นๆ ทุกชนิด แต่สารในกลุ่มนี้จะย่อยสลายเร็วกว่า ออร์กาโนคลอไรน์ คาร์บาเมต ที่มีคาร์บาริลเป็นองค์ประกอบสำคัญ รู้จักกันดีในชื่อ คาร์บาริว (carbaryl) เบนไดโอคาร์บ (bendiocarb) ฯลฯ ข้อดีของกลุ่มนี้ คือ มีความเป็นพิษต่อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมน้อยกว่าสารที่มีฟอสฟอรัสเป็นองค์ประกอบ

กลุ่มสุดท้าย คือ สารสังเคราะห์ไพรีทอย สกัดได้จากพืชไพรีทรัม สารเคมีในกลุ่มนี้มีความเป็นพิษต่อแมลงสูง แต่มีความเป็นพิษต่อสัตว์เลือดอุ่นไม่มาก ซึ่งก็น่าแปลกที่สารชนิดนี้ดูเป็นมิตรกับมนุษย์เรามากที่สุดแต่กลับมีราคาแพง เกษตรกรจึงไม่นิยมใช้ ชื่อที่รู้จักกันดีคือเดลตาเมธริน (deltamethrin) เพอร์เมธริน (permethrin) เรสเมธริน (resmethrin) ฯลฯ ด้านสารเคมีกำจัดวัชพืช แบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ พวกที่มีพิษทำลายไม่เลือกกับที่ทำลายเฉพาะกลุ่ม สารที่ทำลายไม่เลือก พาราควอท (Paraquat) กลุ่มที่ทำลายเฉพาะกลุ่มหรือตามที่พิษระบุลักษณะของวัชพืช คือ พวกแอทราซิน (atrazine) นอกจากนี้ยังมีสารกำจัดเชื้อรา กลุ่ม Dimethey dithiocarbamates (Ziram, Ferbam, Thiram) มีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ Acetaldehyde dehydrogenase กลุ่ม Ethylenebisdithiocarbamates (Maneb, Mancozeb, Zineb) กลุ่มนี้ เป็นสารก่อมะเร็งในสัตว์ กลุ่ม Methyl mercury ดูดซึมได้ดีทางผิวหนังและมีพิษต่อระบบประสาท กลุ่ม Hexachlorobenzene ยับยั้งเอนไซม์ Uroporphyrinogen decarboxylase มีพิษต่อตับ ผิวหนัง ข้อกระดูกอักเสบ กลุ่ม Pentachlorophenol สัมผัสมากๆ ทำให้ไข้สูง เหงื่อออกมาก หัวใจเต้นเร็ววิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี หรือไบโอไทย ระบุว่า แต่ละปียังพบตัวเลขการใช้สารเคมีเพิ่มขึ้นทุกปี เพราะเกษตรกรยังมีความเชื่อว่า การใช้สารเคมีการเกษตรช่วยเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรได้ ซึ่งไม่เป็นความจริง และผลลัพธ์ที่ย้อนกลับมาหามนุษย์ก็คือ ผลกระทบที่มีต่อระบบนิเวศการเกษตร

มีงานวิจัยที่พบว่าแมลงศัตรูพืชหลายชนิดพัฒนาภูมิต้านทานเมื่อมีการใช้สารเคมีอย่างต่อเนื่อง ยิ่งใช้สารเคมีปราบ ศัตรูพืชก็ยิ่งต้านทาน ประกอบกับการปลูกพืชเชิงเดี่ยวซ้ำๆ ต่อเนื่อง ไม่มีวงจรพืชอื่นที่เป็นเสมือนระบบนิเวศในสมดุลผลที่ตามมา คือ ทำให้เกิดปัญหาเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลระบาดสร้างความเสียหายนับล้านไร่ วัฏจักรเดิมที่เพลี้ยชนิดนี้เคยระบาด 10 ปี/ครั้ง ระบาดระยะสั้นเพียงครั้งเดียว แต่เมื่อมีการใช้ยาฆ่าแมลงปราบและหยุดการระบาดไม่ได้ ก็ยิ่งทำให้สถานการณ์เพลี้ยกระโดดคาดการณ์ได้ยากขึ้น

นอกจากไม่สามารถควบคุมการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลได้แล้ว สารเคมีจะเข้าไปทำลายแมลงที่มีประโยชน์ในนาข้าว อาทิ มวนดูดไข่ มวนจิงโจ้น้ำ ด้วงเต่า ด้วงดิน จิ้งหรีดหนวดยาว ตั๊กแตนหนวดยาว แมลงปอเข็ม แมลงวันตาโต แมงมุมหลากชนิด แมลงเต่าทอง และแตนเบียน ซึ่งแมลงเหล่านี้จะมีส่วนช่วยรักษาสมดุลให้หายไปจากระบบนิเวศอีกด้วย

ยังมีงานวิจัยที่ระบุอีกว่า เพียง 50 ปีที่เริ่มมีการใช้สารเคมี ส่งผลให้แมลงศัตรูพืชมากกว่า 400 ชนิดพัฒนาภูมิต้านทานยาฆ่าแมลงชนิดต่างๆ ซึ่งทำให้ต้องใช้ยาฆ่าแมลงที่เข้มข้นมากขึ้น หรือเปลี่ยนไปใช้ยาฆ่าแมลงชนิดใหม่ เช่น ในกรณีของหนอนเจาะสมอฝ้าย ในช่วงเริ่มต้นในปี 2503 ที่มีการใช้สารดีดีทีเพื่อฆ่าหนอน จะใช้สารดีดีทีเพียง 0.03 มิลิกรัม/น้ำหนักตัวของหนอนหนึ่งกรัม แต่เพียง 5 ปีหลังจากนั้น ต้องเพิ่มปริมาณเป็น 1,000 มิลลิกรัม จึงจะทำให้หนอนตายได้ ซึ่งหมายถึงเกษตรกรต้องใช้สารเคมีในปริมาณที่มากขึ้น แต่ผลก็คือแมลงศัตรูพืชก็จะเร่งการวิวัฒนาการให้สามารถต้านทานสารเคมีการเกษตรได้อย่างคาดไม่ถึง

ท้ายที่สุดสารเคมีจะไม่ปนเปื้อนเฉพาะในพืชผัก หรือปศุสัตว์ แต่จะลุกลามไปฝังตัวอยู่ในสภาพแวดล้อม กลายเป็นวงจรเวียนวนอยู่ในห่วงโซ่อาหารของมนุษย์ เป็นสาเหตุของอาการเจ็บป่วยจากรุ่นสู่รุ่น ย้อนกลับมาทำลายมนุษย์ผู้ที่เลือกใช้มันเอง

วิฑูรย์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ที่ผ่านมาได้สุ่มตรวจตัวอย่างพืชผักแล้วพบมีสารพิษตกค้างดังกล่าว 40% ประเทศพัฒนาแล้วซึ่งเป็นผู้ผลิตสารเคมีกำหนดว่าต้องไม่เกิน 3% เมื่อตรวจเลือดเกษตรกรและผู้บริโภคก็พบว่ามีสารตกค้างในเลือดถึง 34-35% ทั้งหมดเกิดขึ้นจากความหละหลวมในการกำกับดูแล เราไม่แบนสารเคมีบางชนิด นโยบายการเกษตรของเราเอื้ออำนวยให้ผู้ผลิตสารเคมีอยู่ในอุตสาหกรรมการเกษตร มากกว่าจะคำนึงถึงสุขภาพของประชาชน ทั้งที่ทราบดีว่าสารเคมีไม่ได้ช่วยเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร

ข่าวล่าสุด

ETDA เตรียมออกประกาศคุมแพลตฟอร์มปล่อยห้องพักรายวันป้องสแกมเมอร์