
ถึงเวลา...จอมพลังไทย ท้าชนจีนประกาศศักดาเวทีเอเชีย
หลังทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในโอลิมปิกเกมส์ ซึ่งหากมองลึกลงไปไม่ใช่ความสำเร็จชั่วข้ามคืน
โดย...ชมณัฐ
หลังทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในโอลิมปิกเกมส์ ซึ่งหากมองลึกลงไปไม่ใช่ความสำเร็จชั่วข้ามคืน “มาดามบุษ” บุษบา ยอดบางเตย ยังคงได้รับความไว้วางใจ นั่งเก้าอี้นายกสมาคมยกน้ำหนักสมัครเล่นแห่งประเทศไทย สมัยที่ 5 แบบไร้คู่แข่ง เมื่อวันที่ 10 ก.ย. พร้อมกับเป้าหมายไม่หยุดความสำเร็จไว้เพียงแค่นี้
แต่จะท้าชนมหาอำนาจอย่างจีน ที่ครองความยิ่งใหญ่ในกีฬาประเภทนี้มายาวนาน
“ภารกิจระยะยาวของสมาคมจะต้องสร้างนักกีฬารุ่นใหม่ให้มากที่สุด เพื่อให้กีฬาไทยพัฒนามากขึ้นในระดับนานาชาติ รวมทั้งพัฒนาผู้ฝึกสอนคนไทยให้ดียิ่งขึ้นด้วย โดยในการแข่งขันโอลิมปิกเกมส์ 2020 ยืนยันว่าจะคว้าเหรียญรางวัลให้มากกว่าครั้งที่ผ่านมา ส่วนคณะกรรมการบริหารฯ อยากได้คนรุ่นใหม่ไฟแรงเข้ามาร่วมกันทำงานเพื่อนำความสำเร็จกลับมาสู่ประเทศชาติ หากบุคคลที่สนใจมีความตั้งใจจริงอยากให้เสนอตัวเข้ามาทำงานร่วมกัน” บุษบา กล่าวหลังชนะโหวตเอกฉันท์ 46 เสียง
ขณะที่ภารกิจระยะสั้น คือ การกลับมาทวงเหรียญทองในเวทีเอเชียนเกมส์ 2018 หลังห่างหายไปนานนับ 10 ปี
จอมพลังไทยเคยได้เพียง 2 เหรียญทองเท่านั้นในเอเชียนเกมส์ และต้องนับย้อนกลับไปหลายสิบปี นับตั้งแต่ ปวีณา ทองสุก ทำได้ที่กาตาร์ เมื่อปี 2006 ส่วนอีกเหรียญทองได้จากฝั่งชาย คือ ชัยยะ สุขจินดา ที่กรุงเทพฯ ปี 1966 โดยมีจีนผูกขาดครองเจ้าเหรียญทอง ก่อนจะเริ่มมีการปรับเปลี่ยนโควตาในปัจจุบัน
ฮีโร่ 2 เหรียญทอง จากโสภิตา ธนสาร รุ่น 48 กก.หญิง และ สุกัญญา ศรีสุราช รุ่น 58 กก.หญิง คือความหวังสำคัญที่นายกยกเหล็กไทยมั่นใจเหนือกว่าจีน
“เหรียญทองที่เราได้ทั้งสองคน แสดงให้เห็นแล้วว่าเราดีที่สุดในทั้งสองรุ่น ไม่ใช่ว่าเราพยายามหนีจีนและส่งในรุ่นที่เขาไม่ลงแข่ง แต่ตอนนี้จีนเป็นฝ่ายที่ต้องหนีเราแล้วในบางรุ่น เช่น 48 กก. เมื่อเขาเห็นชื่อของโสภิตาที่ขยับรุ่นลงมา ก็ถอนตัวก่อนการแข่งขันแล้วไปส่งรุ่นอื่นแทน เขาหนีเพราะเขารู้ว่าสู้ไม่ได้” มาดามบุษ มั่นใจ
ยิ่งไปกว่านั้น การจำกัดโควตาของแต่ละชาติในเอเชียนเกมส์ในปัจจุบัน ซึ่งจะมีการประชุมกันอีกครั้ง ยิ่งเพิ่มโอกาสที่ไทยจะคว้าเหรียญทองมากขึ้น
“ตอนนี้ในรุ่นเล็กจีนสู้ไทยไม่ได้ เขาเป็นประเทศใหญ่จะลงแข่งต้องเหรียญทองเท่านั้น จึงไม่เสี่ยงมาสู้กับเรา โดยหันไปลงแข่งรุ่นอื่นแทน” มาดามบุษ กล่าว
นอกจากจอมพลังหญิงแล้ว อีกสิ่งที่เป็นนิมิตหมายอันดีให้กับวงการยกน้ำหนักไทยก็คือ เหรียญทองแดงของ“เจ้าดุ่ย” สินธุ์เพชร์ กรวยทอง รุ่น56 กก.ชาย ที่สร้างประวัติศาสตร์คว้าเหรียญรางวัลแรกของฝั่งชายในโอลิมปิกเกมส์ ซึ่งทุกความสำเร็จที่เกิดขึ้นไม่ได้มาเพราะโชคช่วย แต่มาจากการฝึกซ้อมและวางแผนกันอย่างขะมักเขม้นของตัวนักกีฬาและผู้บริหาร โดยมี พล.ต.อินทรัตน์ ยอดบางเตย ที่ปรึกษาสมาคม และรองประธานสหพันธ์ยกน้ำหนักนานาชาติ อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ
“ท่านอินทรัตน์วางแผนตั้งแต่ก่อนแข่งแล้วว่าสินธุ์เพชร์ต้องได้เหรียญทองแดง เพราะในรุ่นนี้มีนักกีฬาตัวเต็ง 3 คน คือ จีน เกาหลีเหนือ และเวียดนาม ซึ่งรายหลังสุดแม้จะเป็นแชมป์โลก แต่เราได้ศึกษาไปถึงนิสัยและพฤติกรรมของนักกีฬา จึงพบว่าเขาชอบเที่ยวกลางคืน ไม่ดูแลร่างกาย และยกมากสุดในรุ่นคลีนแอนด์เจิร์กได้เพียง 157 กก. จึงได้ให้เด็กซ้อมที่พิกัดนี้ตลอด หากยกได้เท่าที่ซ้อมก็จะได้เหรียญทองแดงแน่นอน และก็ได้มาจริงๆ”
สาเหตุที่ทำให้นักกีฬาชายไม่ประสบความสำเร็จเนื่องมาจากกีฬาชนิดนี้มีแข่งขันมายาวนานหลายร้อยปี นักกีฬาไทยจึงไม่สามารถที่จะไล่ทันในระยะเวลาอันสั้น ยังตามหลังอยู่มากทั้งประสบการณ์ แนวทางการฝึกซ้อม และเทคนิคการยกซึ่งแตกต่างจากผู้หญิง ตลอดจนสิ่งสำคัญที่สุดคือวินัยของแต่ละคน
“หลายคนเข้ามาอยู่กับสมาคมตั้งแต่เป็นวัยรุ่น อายุ 17-18 ปี แต่ติดแฟนจนเลิกซ้อมไปกลางคัน ซึ่งคนที่อยู่ได้รู้ดีว่าถ้าประสบความสำเร็จแล้วเป็นอย่างไร มีรุ่นพี่เป็นแบบอย่างให้เห็น เงินรางวัลที่ได้มาก็เก็บไว้เพื่ออนาคต เพราะกินอยู่กับทางสมาคมไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ที่สำคัญท่านนายกสมาคมยังดูแลพวกเราเหมือนลูกแท้ๆ เอาใจใส่ในทุกเรื่อง เพียงแต่เราต้องมีวินัยเท่านั้น ส่วนการซ้อมนั้นปัจจุบันมีวิทยาศาสตร์กีฬาเข้ามาช่วยพัฒนาร่างกายให้แข็งแกร่งขึ้นเทียบเท่ากับต่างชาติ เราเพียงแค่เข้าเวตเทรนนิ่งเพื่อเพิ่มความแข็งแรงในบางจุด และซ้อมตามเทคนิคโค้ชเท่านั้น” สินธุ์เพชร์ ทิ้งท้าย
เพราะฉะนั้น ความสำเร็จในริโอ 2016 เพิ่งแค่เริ่มต้นเท่านั้น







