posttoday
อุตสาหกรรมแฟชั่นไทย ก้าวไกลระดับโลก

อุตสาหกรรมแฟชั่นไทย ก้าวไกลระดับโลก

05 กันยายน 2559

โดย...พริบพันดาว ภาพ... คลังภาพโพสต์ทูเดย์

โดย...พริบพันดาว ภาพ... คลังภาพโพสต์ทูเดย์

อุตสาหกรรมที่ขายความสนุกความบันเทิงความรื่นใจและน่าอภิรมย์ จนกลายมาเป็นคำว่า “อุตสาหกรรมสร้างสรรค์” หรือครีเอทีฟ อินดัสทรี ซึ่งปัจจุบันเป็นอุตสาหกรรมที่มีตัวเลขเติบโตแซงอุตสาหกรรมอื่นหมดแล้ว และถือเป็นอุตสาหกรรมเดียวที่โตมาตลอดเวลา

ประเทศที่ทำอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่ใหญ่ที่สุดทั้งนำเข้าและส่งออกคือ จีน เนื่องจากเดิมเป็นกึ่งผู้ผลิตอยู่แล้ว ทำให้โอกาสทั้งซื้อและขายจึงมีสูงมากหลายๆ อุตสาหกรรมในจีนเปลี่ยนจากผู้รับจ้างผลิตไปเป็นผู้ออกแบบและผลิตเองทั้งหมด ไต้หวันก็คล้ายๆ กัน ทำให้เป็นอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่หมุนโลกใหม่ พยายามที่จะขายวัฒนธรรมของไต้หวันให้เกิดขึ้น เปลี่ยนอุตสาหกรรมแบบเก่าให้เป็นกลุ่มงานครีเอทีฟ

ในญี่ปุ่นมีนโยบายคูล เจแปน คือการขายวัฒนธรรมวัยรุ่น ซึ่งญี่ปุ่นสามารถส่งออกวัฒนธรรมได้ มีอุตสาหกรรมที่ต่อเนื่องใหญ่มาก ในเกาหลีใต้ที่น่าสนใจคือแผนอีโคโนมี ครีเอทีฟ ที่ทำให้อาหาร หนัง ดนตรี แฟชั่น ที่ท่องเที่ยว เครื่องสำอางที่สร้างแพตเทิร์นความสวยจนมีอุตสาหกรรมศัลยกรรมเกิดขึ้น

ส่วนฮ่องกงอยากเป็นทัพหน้าของเอเชียในด้านการออกแบบที่พยายามส่งผ่านไปสู่จีน มาเลเซียโฟกัสไปที่บรอดแคสติ้ง มีเดีย อนิเมชั่น ด้วยความพยายามที่จะก้าวเป็นโปรดักชั่น เฮาส์ ของโลก สิงคโปร์พยายามใช้เทคโนโลยีในการพัฒนาคน ทำเมืองของตัวเองให้เป็นสมาร์ท ซิตี้

ประเทศไทยจะยืนอยู่จุดไหนของภาคอุตสาหกรรมการผลิตกับธุรกิจความคิดสร้างสรรค์ เพื่อเร่งกระแสการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอุตสาหกรรมสู่การออกแบบเพื่อหาช่องทางลัดที่สร้างประโยชน์มหาศาลต่อทั้งฟากของนักออกแบบไทยและผู้ประกอบการที่จะได้เปิดมุมมอง เข้าถึง และรับการถ่ายทอดเทคนิคการยกระดับแบรนด์ไทยสู่แบรนด์สากล ด้วยรูปแบบธุรกิจแบบใหม่ที่ผสานความร่วมมือแบบ ร่วมคิด ร่วมยกระดับผลิตภัณฑ์ SMEs สู่ตลาดโลก (Global Reach) โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ประกอบการในธุรกิจแฟชั่น

อุตสาหกรรมแฟชั่นไทย ก้าวไกลระดับโลก

ปัจจัยพื้นฐานและความพร้อม

การออกแบบโครงสร้างพื้นฐานและความพร้อมของศูนย์สร้างสรรค์การออกแบบของประเทศไทย ในการเชื่อมโยงความคิดสร้างสรรค์ ทุนวัฒนธรรม รวมถึงการเตรียมความพร้อมของผู้ประกอบการไทยในการออกแบบสร้างผลิตภัณฑ์ที่ดีมีคุณภาพ มีการเพิ่มคุณค่า และตอบสนองความต้องการของตลาดอย่างตรงจุด อภิสิทธิ์ ไล่สัตรูไกล ผู้อำนวยการศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) ชี้ว่าประเทศไทยน่าจะมี 3 อย่างที่จะสามารถทำให้แข็งแกร่งได้ ซึ่งไทยเริ่มมีความสามารถในหลายเรื่องที่ประเทศอื่นทำไม่ได้ หนึ่ง-ในกลุ่มวัฒนธรรมซึ่งไทยมีอัตลักษณ์ หรือไอเดนทิตี้ ที่ชัดเจน มีทั้งวัฒนธรรม ภาษา วิธีการพูด และวิธีการค่อนข้างแยบยล สอง-ธรรมชาติ ซึ่งมีความหลากหลายอย่างมากในแง่ชีวภาพสูงมาก เป็นข้อได้เปรียบ อาหารที่ดูเด่นแล้วก็ยังมีผลไม้ที่ทั้งโลกเทียบได้ยาก รวมถึงการเปิดกว้างทางวัฒนธรรม และสาม-ภาคบริการของไทยเราอยู่แถวบนของโลก

“กลุ่มแฟชั่นอยู่ในกลุ่มครีเอทีฟ ซึ่งจะมีเงินประมาณ 14 เปอร์เซ็นต์ของรายได้มวลรวมประชาชาติ หรือจีดีพี ที่มีทั้งหมดประมาณ 16 ล้านล้านบาท ตัวเลขในอุตสาหกรรมแฟชั่น จึงมีประมาณ 1.2 ล้านล้านบาท ซึ่งใหญ่มาก ถ้าเราสามารถยกระดับให้เพิ่มขึ้นสัก 1 เปอร์เซ็นต์ ภายในระยะเวลา 3 ปี จะมีรายได้เพิ่มขึ้นต่อปี ประมาณ 1.2 แสนล้านบาท แล้วอุตสาหกรรมแฟชั่นนั้นโตเป็นอันดับ 2 ครีเอทีฟ แอนด์ คัลเจอรัล ของไทย จะมีผลต่อเศรษฐกิจโดยตรง พยายามทำให้ทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคได้อะไรใหม่ๆ เกิดขึ้น ต้องอาศัยเทคโนโลยีและอินโนเวชั่นใหม่ๆ ปัจจุบันวัฒนธรรมที่โตขึ้นอย่างมีนัย”

สังคมแห่งการสร้างสรรค์ โดยเฉพาะแฟชั่นต้องทำให้คนปกติสัมผัสได้ด้วย อภิสิทธิ์ ย้ำว่าไม่ใช่พอเป็นแฟชั่นแล้วหายไปจากโลกมนุษย์

“ในประเทศไทยความสามารถในอุตสาหกรรมแฟชั่นมีคนเก่งที่ขึ้นไปอยู่บนเวทีสากลหลายราย แต่ก็มีคำถามว่าทำอย่างไรให้เขาขึ้นไปอยู่บนเวทีสากลหรือแถวบนของโลก แล้วยืนอยู่ได้นาน หรือสามารถเข้าไปได้แต่ไม่สามารถอยู่บนเวทีคอมเมอร์เชียลได้ หรือเข้าไปสู่เวทีคอมเมอร์เชียลได้แต่ชื่อไม่ได้ขึ้นไปอยู่แถวบน เคยถามผู้ผลิตแฟชั่นรายใหญ่ๆ เขาบอกว่า คนเก่งในโลกนี้เยอะมากเลย แต่คนที่พร้อมทุกอย่างน้อยมากที่มี ซึ่งเก่งทั้งมาร์เก็ตติ้ง โปรโมชั่น และศาสตร์อื่นๆ ที่ต้องใช้พร้อมๆ กัน คนเหล่านี้หายากมาก

อุตสาหกรรมแฟชั่นไทย ก้าวไกลระดับโลก

 

“ในอุตสาหกรรมของไทยจะขึ้นลงแบบวูบวาบ จะทำอย่างไรให้ค่อยๆ ต่อ แล้วซ้อนทับกันไปเรื่อยๆ แล้วมีคนจำนวนเพิ่มมากขึ้น เวลาพูดถึงแฟชั่นคนไทยมักจะโฟกัสหรือมองตอนที่เป็นเสื้อผ้ามากเกินไป แต่ต้องโฟกัสอุตสาหกรรมอื่นตามไปด้วย เช่น เราไม่พูดถึงอุตสาหกรรมเครื่องสำอางในแฟชั่น ทั้งที่โตไปพร้อมกัน หรืออุตสาหกรรมโลจิสติกส์ หรือการขนส่งสำหรับสินค้าแฟชั่นโดยเฉพาะก็ยังไม่มี หรือการทำความสะอาดโดยเฉพาะทางสำหรับแฟชั่น”

อภิสิทธิ์ บอกว่า ไทยมีความหลากหลายทางแฟชั่น มีหลายแพตเทิร์นหลายสกุล นักออกแบบของไทยมีทั้งที่เป็นผู้ผลิตที่เป็นแบรนด์ของไทยอยู่ในตลาดข้างบนจำนวนหนึ่ง แต่มีไม่เยอะ ไทยมีแบรนด์ท้องถิ่นที่มากพอสมควรและมีความหลากหลาย ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบ

“ข้อได้เปรียบอีกข้อของไทย สำหรับกลุ่มตรงกลางที่เป็นสตรีทแฟชั่น ตรงนี้เราแข็งและเก่งมาก มีการประยุกต์ระหว่างแฟชั่นข้างบนกับฐานการผลิตให้ดูดีได้ เลยทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาเมืองไทย เพื่อช็อปปิ้งจะอยู่ในกลุ่มซื้อแฟชั่นตรงนี้เยอะมาก เอาความเลิศหรูของแฟชั่นที่แพงๆ มาใช้กับฐานผลิตที่มีราคาถูก ซึ่งกลายเป็นแฟชั่นตรงกลางที่แข็งแกร่งกว่าประเทศอื่นๆ หาประเทศมาเทียบยาก เป็นแฟชั่น ดิสทริค ตั้งแต่ประตูน้ำ ราชประสงค์ ถึงสยามสแควร์ ใหญ่มาก

 “แฟชั่นโตแบบเดี่ยวๆ ไม่ได้ ต้องมีอุตสาหกรรมไลฟ์สไตล์อื่นๆ ต้องโตตามด้วย มีไลฟ์สไตล์ที่จะมาสนับสนุนให้แฟชั่นโตได้ ตอนนี้คิดว่าสังคมไทยค่อนข้างโตในเรื่องนี้ขึ้นมาก เลยทำให้งานออกแบบโตตามไปด้วย ถามว่าทำได้อีกไหม ผมบอกว่าเราคงต้องทำได้อีก เรามีแฟชั่นไทยที่ดีแต่ไม่ถูกโปรโมทในอีกฝั่งโลกหนึ่ง”

อุตสาหกรรมแฟชั่นไทย ก้าวไกลระดับโลก

จุดแข็งที่สุดของไทยที่อภิสิทธิ์ มองว่าไปได้อีกไกลมากและเก่งกว่าใครในโลก เป็นสิ่งที่ชาวต่างชาติยอมรับคนไทยก็คือ งานช่างฝีมือหรืองานคราฟต์ โดยเฉพาะในกลุ่มงานผ้า

“ที่สำคัญเจาะจงคือ ผ้าไหม สัมผัสความรู้สึกของไหมที่มีเท็กเจอร์ ซึ่งต้องผ่านกระบวนการหลากหลายแบบในยุโรป แต่งานคราฟต์ของไทยยังไม่มีความหลากหลาย ไต้หวันพยายามนำงานคราฟต์เข้าสู่การใช้งานในชีวิตประจำวันแต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ ในแง่การออกแบบสร้างสรรค์งานช่างฝีมือของไทยถูกยอมรับว่าเก่ง อยู่ในอันดับต้นๆ ของโลก ของไทยก้าวมาขั้นหนึ่ง ปัจจุบันเราสามารถหยิบงานคราฟต์เข้าสู่วิถีชีวิตประจำวันได้”

สุดท้าย อภิสิทธิ์ ฟันธงว่า จะให้แฟชั่นไทยไปสู่ระดับนานาชาติ และก้าวขึ้นสู่ความเป็นระดับโลก ต้องพัฒนาผ่านปัจจัยพื้นฐาน 7 ข้อ คือ

1.คนที่มีคุณภาพมีความสามารถที่จะโยงความรู้หลายๆ เรื่องและสร้างความรู้ใหม่ขึ้นมา สามารถที่จะหยิบหรือรู้ว่าอนาคตข้างหน้าจะเอาไปทำอะไรบ้าง

2.สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อคนทำงานสร้างสรรค์และออกแบบ

3.แหล่งพื้นที่ซึ่งเป็นที่ทดลองค้นคว้า ไม่ว่าจะเป็นห้องสมุด แล็บปฏิบัติการ สนามโชว์งาน แหล่งเรียนรู้ โรงงาน ต้องมีหลายๆ แบบ หลายๆ ชนิดพร้อมๆ กัน

4.ระบบการศึกษา คนที่มีการเชื่อมกันระหว่างคนที่อยู่ในพื้นที่ นอกพื้นที่ รวมถึงคนที่อยู่ในต่างประเทศให้มาเจอกัน ลดข้อจำกัดต่างๆ ลงไปให้เกิดความสัมพันธ์กันมากขึ้น

5.กฎเกณฑ์การทำงาน หน่วยงานทั้งที่เป็นเอกชน รัฐบาล มาทำงานร่วมกันเพื่อให้เกิดขึ้นและดีขึ้น เป็นการบริหารการจัดการที่ดี

6.ผสมผสานความสามารถของคนไทย เพื่อให้ประเทศต่างๆ เข้าใจว่าประเทศไทยมีอะไรดี มีอะไรเก่ง ความสามารถใหม่ๆ ในสังคมโลก แบรนดิ้งประเทศไทยด้วยความสามารถใหม่

7.ทั้งภาครัฐและเอกชนต้องชัดเจนมากยิ่งขึ้น เพื่อให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้นในการทำงาน

อุตสาหกรรมแฟชั่นไทย ก้าวไกลระดับโลก

 

“ถ้าทำได้ก็จะทำให้ความคิดสร้างสรรค์การออกแบบแฟชั่นจะโตขึ้นไปพร้อมๆ กัน เราไม่สามารถโตไปด้านหนึ่งด้านใดบนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์แล้วประสบความสำเร็จ อาจจะมีตัวนำแต่ข้างๆ ต้องโตขึ้นไปด้วยกัน แฟชั่นโตเดี่ยวๆ ไม่ได้ ต้องมีเพื่อนๆ ในกลุ่มเดียวกันที่โตขึ้นไปพร้อมกัน”

แฟชั่นไทยหัวหอกอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทย

ธุรกิจแฟชั่นเป็นอีกหนึ่งในแผนที่จะขับเคลื่อนภาคธุรกิจโดยรวมของประเทศไทย เชื่อว่าน่าจะมีการสนับสนุนในหลายๆ ส่วน โดยนำผู้เชี่ยวชาญจากหลายๆ สาขาในต่างประเทศมาช่วยพัฒนาศักยภาพ เพื่อให้ก้าวไปเป็นแบรนด์ชั้นนำระดับโลก พลพัฒน์ อัศวะประภา จากแบรนด์ ASAVA ได้กล่าวว่าเป็นความร่วมมือที่ดี ซึ่งจะช่วยผลักดันให้ประเทศไทยเปลี่ยนจากประเทศผู้ผลิตสิ่งทอแล้วสามารถใส่การออกแบบเข้าไป

“เราเรียกว่าครีเอทีฟ อีโคโนมี ซึ่งช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มถือเป็นอีกหนึ่งความแข็งแกร่งของประเทศไทยที่จะผลักดันให้มีเศรษฐกิจที่ก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น ซึ่งก็ได้ผู้เชี่ยวชาญระดับโลกมาช่วยทำเวิร์กช็อปและเป็นการคิกออฟ โปรเจกต์ หรือการเริ่มต้นโครงการ และหลังจากนี้รัฐบาลก็จะมีโครงการต่างๆ ที่จะผลักดันธุรกิจงานออกแบบและความคิดสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่อง

“ผมเป็นตัวแทนของสมาคมดีไซเนอร์กรุงเทพฯ เป็นสมาคมที่รวมดีไซเนอร์ในประเทศไทย จึงมีส่วนร่วมในการช่วยพัฒนาดีไซเนอร์รุ่นใหม่ น้องนิสิตนักศึกษาที่เรียนมาทางด้านนี้ และแบรนด์ที่กำลังเริ่มต้นให้เข้าใจธุรกิจแฟชั่นว่าจะจัดการอย่างไรให้เป็นระบบ นอกจากนั้นก็มีโปรเจกต์นำร่อง เราร่วมมือกับผู้ผลิตขนาดใหญ่ที่จะผลิตแคปซูลแฟชั่นภายใต้คอตตอน ยูเอสเอ ขึ้นมาเป็นโปรเจกต์นำร่องที่จะนำเสนอความคิดแบบโค-แบรนดิ้ง ที่รัฐบาลกำลังผลักดัน”

อุตสาหกรรมแฟชั่นไทย ก้าวไกลระดับโลก

 

ดร.อรรชกา สีบุญเรือง รมว.อุตสาหกรรม ได้กล่าวปาฐกถาหัวข้อ “นโยบายด้านการออกแบบเชิงอุตสาหกรรมของไทย” ว่าให้ปรับแนวคิดจากการรับจ้างผลิตสู่ธุรกิจเชิงสร้างสรรค์ด้วยการออกแบบ ซึ่งจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากการสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added) ไปเป็นการเพิ่มมูลค่า (High Value) ให้นักออกแบบไทยเตรียมพร้อมสำหรับการขับเคลื่อนสู่เวทีระดับเอเชีย ผ่านกิจกรรมการสร้างนักออกแบบ Innoneering Designers ยุคใหม่ ที่มาจากการผสมผสานแนวคิด *Design *Innovation *Engineering* เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว เพื่อสร้างสรรค์ผลงานออกแบบยุคใหม่ของไทยให้โดดเด่นและแข่งขันเชิงธุรกิจในตลาดโลกได้อย่างภาคภูมิ

“วันนี้ประเทศไทยมีทิศทางชัดเจนในการก้าวสู่ Thailand 4.0 ที่จะสร้างความมั่งคั่งอย่างยั่งยืนให้กับประเทศไทยในศตวรรษที่ 21 โดยอาศัยความได้เปรียบของประเทศไทยที่มี ‘ความหลากหลายเชิงชีวภาพ’ (Bio-Diversity) และ ‘ความหลากหลายเชิงวัฒนธรรม’ (Cultural Diversity) มาสร้างสินค้าที่เป็น ‘นวัตกรรม’ (Innovation) ไม่ใช่สินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) เช่นที่ผ่านมา ซึ่งอุตสาหกรรมแฟชั่นเป็นการผสมผสานระหว่างความคิดสร้างสรรค์กับเทคโนโลยีที่สร้างความได้เปรียบในการแข่งขันบนความหลากหลายทางวัฒนธรรมของไทยและอาเซียนอยู่แล้ว เพียงเราสามารถพัฒนาเทคโนโลยีต่อยอดให้เกิดมูลค่าเพิ่ม โดยอาศัยกลไกในการพัฒนาที่มุ่งเน้นความร่วมมือกันในหลายมิติ ทั้งภาคการผลิตกับภาคบริการออกแบบ ด้านความคิดสร้างสรรค์กับเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ ความร่วมมือในระดับนานาชาติและการเป็นหุ้นส่วนกันในระดับภูมิภาคอาเซียน เหล่านี้ให้เชื่อมโยงอย่างเป็นระบบจนเกิดเป็นแนวทางการพัฒนาที่มีศักยภาพและเสถียรภาพได้ ซึ่งในภาพใหญ่ก็ถือได้ว่าจะเป็นก้าวสำคัญ ในการยกระดับให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางการออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (Hub of ASEAN Industrial Design)”

การผลักดันนโยบายหรือยุทธศาสตร์อินดัสทรี 4.0 เพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาล ทำอย่างไรให้อุตสาหกรรมไทยต่อยอดเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ โดยเน้นไปที่เรื่องดีไซน์หรือความคิดสร้างสรรค์มาใช้ในการผลิตให้มากขึ้น โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศและจากสถาบันแฟชั่นดังๆ ของโลก ทั้งจากนิวยอร์ก อิตาลี ฝรั่งเศส ดร.อรรชกา ขยายความว่า

“เพราะเรื่องของดีไซน์แทรกอยู่ในทุกอุตสาหกรรมและผลิตภัณฑ์ ทำอย่างไรจะทำให้ผู้ประกอบการมีความสนใจในการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ดีๆ ให้เพิ่มมูลค่า ในขณะเดียวกันจะทำอย่างไรจึงจะสร้างนักออกแบบขึ้นมาด้วย โดยเฉพาะนิสิตนักศึกษาที่เรียนมาทางนี้สามารถเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมได้ จะทำอย่างไรที่จะให้เชื่อมโยงและร่วมมือกัน ซึ่งจะมีความร่วมมือกันระหว่างแบรนด์ดังในการออกแบบตั้งแต่ต้นน้ำวัตถุดิบไปจนถึงสินค้าสำเร็จรูป รวมไปถึงการข้ามอุตสาหกรรมและมีการข้ามวัฒนธรรมข้ามประเทศกันด้วย ทำอย่างไรจึงจะทำให้มีความร่วมมือกันกับต่างประเทศให้มากขึ้นด้วย”

เพราะฉะนั้นการจัดตั้งศูนย์ออกแบบพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยใช้อุตสาหกรรมแฟชั่นเป็นหัวหอกในการเริ่มจัดงาน เรื่องของแฟชั่นอาศัยเพียงวัฒนธรรมไทยอย่างเดียวไม่พอ ต้องอาศัยความรู้ในเรื่องของวัฒนธรรมที่ร่วมสมัยและสมัยใหม่ที่โลกต้องการ รวมไปถึงความรู้ในการทำธุรกิจและการออกแบบของโลก เพื่อที่จะมาผสมผสานกับอุตสาหกรรมว่าทำอย่างไรได้บ้าง? ซึ่งเป็นงานใหญ่และหนัก ที่กระทรวงอุตสาหกรรม ที่ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม และสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ จะร่วมมือกันต่อไปไม่ให้เป็นเพียงความฝันที่เคยค้างเติ่งมายาวนาน

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69