
รางวัลได้มาก แต่ยังขาดการเรียนรู้ หลักสูตรหุ่นยนต์ที่ไม่ยังถึงเป้าหมาย
เกิดข้อสงสัยขึ้นทุกครั้งเมื่อได้ยินข่าวความสำเร็จของประเทศไทยในการพัฒนานวัตกรรมด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
โดย...กองบรรณาธิการโพสต์ทูเดย์
เกิดข้อสงสัยขึ้นทุกครั้งเมื่อได้ยินข่าวความสำเร็จของประเทศไทยในการพัฒนานวัตกรรมด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เนื่องจากตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมามีผลงานนวัตกรรมของคนไทยผงาดคว้ารางวัลจากหลากหลายเวทีการประกวด แต่กลับไม่เคยมีใครมาอธิบายเลยว่านวัตกรรมเหล่านั้นถูกนำไปใช้ประโยชน์อย่างไร
ท่ามกลางความพยายามของรัฐบาลเพื่อขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางตามนโยบาย “ไทยแลนด์ 4.0” พบว่านวัตกรรมต่างๆ คือหัวใจสำคัญในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่ “เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม” หรือ Value–Based Economy
น่าสนใจว่าปัจจุบันนี้สถานการณ์นวัตกรรมไทยเป็นอย่างไร โดยเฉพาะในแวดวงการศึกษาซึ่งมีหน้าที่ผลิตบุคลากรป้อนสู่ตลาดแรงงาน
ผศ.ณรงค์เดช กีรติพรานนท์ รองคณบดีฝ่ายกลยุทธ์ นวัตกรรมวิทยาลัยนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีและวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ให้ภาพว่า เศรษฐกิจยุค 4.0 คือการนำเทคโนโลยี องค์ความรู้สมัยใหม่ทุกด้านมาประยุกต์ร่วมกันเพื่อให้ได้ตามเป้าหมาย ส่วนรูปแบบการสอนเพื่อก้าวไปสู่4.0 นั้น ต้องตอบสนองกับการพัฒนาทางเทคโนโลยี
สำหรับรูปแบบการสอนควรมี 3 อย่าง คือ 1.หุ้นส่วนที่เป็นภาคอุตสาหกรรมจริง 2.เครื่องมือต้องมีความทันสมัย เพราะเครื่องมือเดิมที่มีอยู่อาจล้าสมัย 3.ให้โอกาสทางการแข่งขัน ซึ่งทั้งหมดนี้จะทำให้การเรียนพร้อมก้าวไปสู่ 4.0
“การเรียนการสอนของไทยพร้อมที่จะเริ่มต้นก้าวเข้าสู่ 4.0 แต่ควรมีความร่วมมือจากภาคอุตสาหกรรมและภาครัฐในการพัฒนา มิเช่นนั้นอีก 5 ปีข้างหน้าประเทศไทยจะแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านไม่ได้” ผศ.ณรงค์เดช ระบุ
อาจารย์ณรงค์เดช บอกอีกว่า ประเทศไทยยังติดกับดักการซื้อของจากต่างประเทศมาใช้กว่า 20 ปีแล้ว ซึ่งตรงนี้เป็นการเสียโอกาสในการพัฒนาบุคลากรทางการศึกษาของไทย ดังนั้นรัฐบาลควรสนับสนุนให้บริษัทใหญ่เข้ามาผลักดันการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีในภาคการศึกษา
นอกจากนี้ รัฐบาลควรสนับสนุนเรื่องงบประมาณทางการศึกษาและควรให้ความสนใจสถาบันเอกชนด้วยเพราะถึงอย่างไรไม่ว่าสถาบันการศึกษารัฐหรือเอกชนก็มีจุดประสงค์เดียวกันคือผลิตบุคลากรทางการศึกษาเหมือนกัน นอกจากนี้รัฐควรสนับสนุนให้เอกชนช่วยผลักดันเทคโนโลยีในภาคการศึกษา โดยอาจมีสิ่งจูงใจ เช่น เรื่องภาษี ถ้าทำได้ก็อาจทำให้การศึกษาไทยดีขึ้น
“ที่ผ่านมาปัญหาการพัฒนาการศึกษาไทยมีอุปสรรคในเรื่องทิศทางที่ไม่ตรงกัน ตั้งแต่เรื่องจำนวนการผลิตบุคลากร เป้าหมายที่ไม่เหมือนกัน เพราะบางแหล่งเน้นเรื่องวิจัย การผลิตบัณฑิต การต่อยอดให้นักศึกษา ซึ่งประเด็นเหล่านี้ควรถูกแก้ไข เช่น จำนวนนักศึกษาควรเปิดรับในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อให้การสอนมีคุณภาพ ส่วนทิศทางของแต่ละสถาบัน รัฐควรแนะนำความต้องการที่เหมาะสมเพื่อทำให้สถาบันการศึกษามีจุดหมายชัดเจนในการผลิตบุคลากรการศึกษาให้เหมาะสม” นักวิชาการรายนี้ ระบุ
อมรพันธุ์ พันธุ์โอภาส ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายนวัตกรรมและหุ่นยนต์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) ในฐานะอาจารย์ที่ปรึกษาทีมหุ่นยนต์กู้ภัย iRAP ROBOT ซึ่งเป็นทีมของนักศึกษา เล่าถึงรูปแบบการพัฒนาหลักสูตรการสอนและผู้เรียนของ มจพ. ว่า การสอนวิชาทางด้านหุ่นยนต์ของพระจอมเกล้าพระนครเหนือจะเน้นให้ผู้เรียนได้ปฏิบัติมากกว่าการเรียนรู้จากทฤษฎีเพียงอย่างเดียวโดยจะมีการปูพื้นตั้งแต่ก่อนเข้าเรียนในระดับอุดมศึกษา
สำหรับพระจอมเกล้าฯ จะมีโรงเรียนเตรียมวิศวกรรมศาสตร์ ไทย-เยอรมัน ซึ่งเป็นโรงเรียนในระดับเทียบเท่าชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6 ซึ่งหลักสูตรการสอนจะเหมือนกับสายสามัญทั่วไป แต่จะเสริมวิชาเตรียมวิศวกรรมศาสตร์ อาทิ เครื่องกล ไฟฟ้า และโยธาเข้าไป ซึ่งเป็นโรงเรียนแห่งแรกที่จัดหลักสูตรผสมผสานการสอนเทคนิค ปวช. ควบคู่กับสายสามัญเข้าด้วยกัน โดยการสอนแบบนี้เพราะจะทำให้นักเรียนมีความรู้พื้นฐานทางด้านวิศวะก่อนเข้าเรียนในรั้วมหาวิทยาลัย ซึ่งตรงนี้จะทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ที่เร็วขึ้น
อมรพันธุ์ ให้ภาพว่า อนาคตการเรียนทางด้านนี้ควรมีการปรับหลักสูตรให้เข้ากับการพัฒนาเทคโนโลยียุค 4.0 เพราะจะใช้รูปแบบการสอนอย่างเดิมไม่ได้ เช่น ผู้สอนยืนบรรยายอย่างเดียวหน้าชั้นเรียน แต่ควรทำให้ผู้เรียนได้ทดลองปฏิบัติจริง เพื่อสร้างความรู้สึกตื่นเต้น เพื่อให้เกิดความสนใจ เพราะการศึกษาควรทำให้เกิดการเรียนรู้ต่อยอดไปสู่เทคโนโลยีขั้นสูง
ที่ผ่านมาพบว่าบทเรียนการศึกษาของไทยด้านเทคโนโลยีได้รับโอกาสที่ไม่เท่ากัน จึงทำให้มุมมองของเด็กแต่ละคนมีมุมที่ต่างกันอย่างไรก็ตามความสามารถของเด็กไทยก็ไม่แตกต่างกับต่างชาติ แต่ขึ้นอยู่กับว่าจะได้รับการส่งเสริม สนับสนุนมากเพียงใด
นอกจากนี้ อมรพันธุ์ ยังบอกอีกว่า ปัจจุบันเยาวชน ผู้เรียน ผู้ปกครอง มีการตื่นตัววิชาทางด้านหุ่นยนต์เพิ่มขึ้น ซึ่งเห็นได้จากมีโรงเรียนสอนพิเศษทางด้านหุ่นยนต์มากขึ้น เพราะผู้ปกครองมองว่าอนาคตต้องมีการใช้เทคโนโลยีนี้ ดังนั้นควรมีการส่งเสริมให้เด็กเกิดแรงบันดาลใจอยากที่จะเรียนรู้นอกห้องเรียน และควรพัฒนาระบบการสอนให้เชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรม
“การเรียนของไทยขาดการฝึกฝน เรียนรู้ พัฒนาอย่างต่อเนื่อง ขาดการถ่ายทอดความรู้จากรุ่นพี่สู่รุ่นน้อง รวมถึงขาดการสนับสนุนลงทุน ดังนั้นจึงไม่เกิดการพัฒนาที่จะนำไปสู่การใช้จริง ดังนั้นควรที่จะต้องทำให้เกิดการทำจริงจังอย่างต่อเนื่อง เหมือนอย่างที่ต่างประเทศเมื่อมีผู้เริ่มคิดผลิตผลงานขึ้นมา ก็จะมีทั้งผู้ที่ประสบความสำเร็จและล้มเหลว แต่ถึงอย่างไรต้องอย่าหยุดที่จะพัฒนา” อาจารย์อมรพันธุ์ วิพากษ์ พร้อมเสนอว่ารัฐบาลต้องกำหนดว่าจะเลือกพัฒนาเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมหรือพัฒนาไปพร้อมกันทั้งหมด แต่ถึงอย่างไรหลังเริ่มการพัฒนาต้องทำให้เกิดการต่อยอดโดยที่ภาครัฐ เอกชนจะต้องช่วยกันให้ไปในทิศทางเดียวกัน
อรัญ แบล๊ทเลอร์ นักศึกษาปริญญาโท ภาควิชาวิศวกรรมวัสดุและการผลิต คณะวิศวะ มจพ. หัวหน้าทีมหุ่นยนต์กู้ภัย iRAP ROBOT กล่าวว่า ควรมีการส่งเสริมการพัฒนาหุ่นยนต์ในอนาคตต่อจากนี้ โดยที่คนไทยควรเปิดใจใช้ของไทย เพราะการพัฒนาต้องมีแหล่งทุน และแหล่งทุนต้องเกิดมาจากผลกำไร
“ผลกำไรก็มาจากลูกค้า สิ่งที่สำคัญที่สุดคือคนไทยควรใช้ของไทย แต่ในความเป็นจริงก็ยังพบว่าคนไทยยังเลือกใช้นวัตกรรมที่ผลิตในประเทศน้อยอยู่ ดังนั้นถ้ารัฐบาลต้องการผลักดัน4.0 ควรรณรงค์ให้เกิดการใช้ของไทย ซึ่งจะเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้อุตสาหกรรมของไทยมีการผลิตสร้างผลงานใหม่ขึ้นมา เพราะถ้ามีการลงทุนในจุดนี้ ทิศทางการพัฒนาหุ่นยนต์ของไทยจะไปได้ไกล” อรัญ ระบุ
จุไรวรรณ เคลื่อนคล้อย ครูวิชาวิทยาศาสตร์ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ นนทบุรี ซึ่งตลอดระยะเวลาการรับราชการครู 36 ปี สร้างผลงานพานักเรียนไปคว้ารางวัลด้านวิทยาศาสตร์ สิ่งประดิษฐ์หุ่นยนต์มาแล้วกว่า 100 รางวัล วิพากษ์ว่า ปัจจุบันสำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา (สนก.) กระทรวงศึกษาธิการ ได้จัดทำหลักสูตรหุ่นยนต์พื้นฐานมาแล้ว แต่สภาพความเป็นจริงการสอนปัจจุบัน ระดับประถม มัธยมศึกษา ยังไม่ค่อยมีการนำมาใช้เป็นหลักสูตรเฉพาะ เนื่องจากแต่ละโรงเรียนไม่ทราบจะนำไปปรับสอนเพิ่มเติมอย่างไร
สำหรับการสอนทางด้านนี้ ครูผู้สอนต้องใช้องค์ความรู้หลายวิชา อาทิ วิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ มาบูรณาการต่อยอดเพื่อทำให้เด็กเกิดการรับรู้และรู้สึกสนใจอยากที่จะทดลอง เพราะพื้นฐานนักเรียนไทยเป็นเด็กที่เก่ง มีความสามารถสูง ซึ่งเห็นได้จากการที่ไปแข่งขันระดับโลกก็ได้แชมป์มาอยู่ตลอด ฉะนั้นจึงคิดว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างกระทรวงศึกษาธิการ ควรเปิดกว้างและผลักดันหลักสูตรนี้ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
จุไรวรรณ บอกว่า สิ่งที่เด็กไทยยังขาดอยู่คือการสนับสนุนอย่างจริงจัง เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่สามารถสร้างได้ในวันเดียว หรือเวลาอันใกล้ แต่ต้องใช้เวลาในการสะสมประสบการณ์มิฉะนั้นถ้าไม่รีบสร้างบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ในตอนนี้ที่กำลังมีจำนวนน้อยลงก็จะทำให้การพัฒนาประเทศอาจมีปัญหาได้ในอนาคต ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรรีบเข้ามาพัฒนาทางด้านนี้ โดยเริ่มตั้งแต่ให้องค์ความรู้ คำแนะนำอย่างจริงจัง เพื่อให้เด็กนักเรียนสามารถนำไปคิดพัฒนาต่อยอดได้ เพราะการเรียนควรทำให้เด็กสามารถคิด ศึกษา วิเคราะห์ ออกแบบแก้ปัญหาได้เอง ซึ่งถ้าทำได้ก็จะทำให้เด็กมีประสิทธิภาพอย่างดี
จุไรวรรณ ถ่ายทอดประสบการณ์วิธีสอนที่เน้นการปลูกฝังว่า เด็กที่จะมาเรียนตรงนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นเด็กเก่ง แต่ต้องเริ่มต้นทำให้ผู้เรียนเกิดความรู้สึกสนใจ หลังจากนั้นผู้สอนต้องทุ่มเทอย่างเต็ม นอกจากนี้ก็ควรทำให้ผู้เรียนรู้สึกถึงความภาคภูมิใจจากรุ่นพี่ที่เก่ง ที่สร้างชื่อเสียง เพื่อเป็นแรงกระตุ้นให้เด็กนักเรียนหันมาสนใจ เพื่อพัฒนางานทางด้านนี้มากขึ้น ซึ่งครูอุไรวรรณ มองว่าเด็กไทยมีความสามารถสูง และเป็นเด็กที่ไม่ด้อยกว่าเด็กชาติใด แต่ผู้ใหญ่ต้องให้การสนับสนุนอย่างจริงจัง
“จุดเริ่มต้นภาครัฐควรจัดการเรียนการสอนให้มีการบูรณาการพัฒนาให้สอดคล้องทั้งระบบ ไม่ควรแยกส่วนเหมือนในปัจจุบัน รวมถึงควรนำนักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญมาช่วยสอนในโรงเรียน ซึ่งวิธีเหล่านี้จะเป็นการกระตุ้น และทำให้การพัฒนาเยาวชนเดินไปในทิศทางเดียวกัน นอกจากนี้ควรมีตำแหน่งงานรองรับสายวิชาชีพด้านวิทยาศาสตร์ให้มีเพิ่มขึ้น เพราะปัจจุบันงานทางด้านนี้มีพื้นที่น้อยส่วนภาคเอกชนก็ควรส่งเสริมเวทีการแข่งขันเพื่อปลูกฝังการพัฒนาสิ่งประดิษฐ์ให้มีมากขึ้น”ครูท่านนี้อธิบาย
จุไรวรรณ ย้ำว่า การสอนทางด้านวิทยาศาสตร์ไม่ควรสอนให้ยึดติดกับเนื้อหาและท่องจำเพียงอย่างเดียว แต่ควรทำให้ผู้เรียนเกิดการนำองค์ความรู้มาคิดพัฒนาต่อยอดให้นำมาใช้ประโยชน์ได้ เพราะถ้าการเรียนการสอนทำให้เกิดกระบวนการคิด วางแผน ก็จะถือว่าเป็นการเรียนที่ทำให้เกิดประสิทธิภาพ
สำหรับแนวทางการพัฒนาการศึกษาวิทยาศาสตร์ นวัตกรรมหุ่นยนต์ให้สอดคล้องกับทิศทางแผนนโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรม 4.0 ตามนโยบายรัฐบาลนั้น การพัฒนาด้านนี้ควบคู่กันไปทั้งสองด้าน แต่สภาพความเป็นจริงงานวิจัยพัฒนาทางด้านหุ่นยนต์ในปัจจุบันของไทยที่เป็นผลงานคุณภาพกลับไม่ค่อยได้รับความสนใจและไม่มีการเผยแพร่ ซึ่งตรงนี้คิดว่าผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้องควรให้ความสนใจ สนับสนุนอย่างจริงจัง เพื่อทำให้เยาวชนที่สนใจทางด้านนี้ได้มีหนทางพัฒนาต่อยอดชิ้นงานได้
อีกหนึ่งในผู้คร่ำหวอดในวงการหุ่นยนต์อย่าง เฉลิมพล ปุณโณทก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีที เอเชีย โรโบติกส์ ผู้ผลิตหุ่นยนต์ดูแลผู้สูงอายุ “ดินสอมินิ” ฉายภาพว่าปัจจุบันตลาดแรงงานด้านหุ่นยนต์ในประเทศไทยยังไม่ตรงกับความต้องการของบริษัทผู้ประกอบการผลิตด้านหุ่นยนต์ เพราะส่วนใหญ่จะเป็นแรงงานฝีมือด้านช่างที่เน้นหนักด้านการลงมือปฏิบัติ ซึ่งจะเป็นการพัฒนาอุตสาหกรรมเพียงด้านเดียว
“หากประเทศไทยจะสร้างกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ให้เกิดขึ้น จะต้องเน้นหุ่นยนต์ภาคบริการ ซึ่งยังเป็นบลูโอเชียน ไม่ใช่หุ่นยนต์ในโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งจำเป็นต้องพัฒนาทักษะแรงงานในด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์ ระบบเซ็นเซอร์ ที่ผ่านมาเราผลิตแต่ช่างเป็นหลัก” เฉลิมพล กล่าว
นอกจากนี้ ในประเทศไทยไม่มีบริษัทวิจัยเข้ามาสำรวจความต้องการแรงงานด้านนี้อย่างจริงจัง ทำให้ผู้ที่เรียนมาทางด้านนี้ส่วนใหญ่จะมุ่งเป็นอาจารย์ นักวิจัย หรือทำงานในต่างประเทศ แต่ไม่ได้มุ่งมาประกอบอาชีพเป็นวิศวกรเพื่อสร้างหุ่นยนต์โดยเฉพาะ ทำให้ขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญด้านนี้อย่างมากในปัจจุบัน
เฉลิมพล บอกว่า ซีที เอเชีย โรโบติกส์ ใช้วิธีการจับมือเป็นพันธมิตรกับหน่วยงานต่างๆ เช่น สถาบันการศึกษา มหาวิทยาลัย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) หรือสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ให้ทุนนักวิจัย ซึ่งที่ผ่านมาได้ดำเนินการในลักษณะนี้แล้ว 20-30 คนทำให้ได้บุคลากรเข้าสู่ธุรกิจได้มากขึ้น
สำหรับธุรกิจของซีที เอเชีย โรโบติกส์ ได้ผ่านขั้นตอนการวิจัยและพัฒนามาแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการผลิตเพื่อจำหน่ายในตลาดแมสซึ่งตั้งเป้าผลิตได้เดือนละ 500 ตัว เพื่อจำหน่ายในประเทศ รวมทั้งตลาดส่งออกในญี่ปุ่น ซึ่งได้ผ่านมาตรฐานด้านคุณภาพแล้วเช่นเดียวกัน เหลือขั้นตอนการทดสอบสุดท้าย ก่อนส่งออกไปจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่น และสวีเดนต่อไป







