
ปิดกั้นไม่ได้ช่วยอะไร
การเปิดให้บริการเกมโปเกมอน โก ในเมืองไทยกลายเป็นกระแสที่มีการพูดถึงกว้างขวางในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา
โดย...ณศักต์ อัจจิมาธร
การเปิดให้บริการเกมโปเกมอน โก ในเมืองไทยกลายเป็นกระแสที่มีการพูดถึงกว้างขวางในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ไล่ตั้งแต่สังคมในหมู่เพื่อนฝูง ไปจนถึงระดับชาติที่หน่วยงานรัฐต่างออกมาให้ความเห็นกันคึกคัก
ฟังดูเสียงจากสังคมในโลกออนไลน์ก็ดูจะมีการถกเถียงกันระหว่างผู้ที่เล่นเกมนี้ กับผู้ที่มองว่าเกมเป็นเครื่องมอมเมาโดยเฉพาะกับกลุ่มผู้เล่นที่เป็นเยาวชน
ฝ่ายผู้เล่นมองว่าเกมนี้ช่วยให้พวกเขามีโอกาสเดินทางไปไหนมาไหนเพื่อจับมอนสเตอร์เพิ่มขึ้น รวมทั้งได้รู้จักเพื่อนใหม่ที่เล่นเกมนี้ในสถานที่สาธารณะ ขณะที่ผู้ที่มองว่าเกมนี้เป็นปัญหาระบุว่า โปเกมอน โก ทำให้ผู้คนติดราวกับยาเสพติดหลายคนเอาแต่ก้มหน้าก้มตาโยนลูกบอลจับมอนสเตอร์โดยไม่สนใจอย่างอื่น
จริงๆ แล้วสิ่งที่น่าจะเหนือไปกว่าการมองว่าเกมเป็นเครื่องมอมเมาหรือไม่ น่าจะเป็นเรื่องของการเล่มเกมแบบรู้เท่าทันมากกว่า เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าเกมในลักษณะเดียวกับโปเกมอน โก กำลังจะเกิดขึ้นมาอีกมาก ด้วยเทคโนโลยีของสมาร์ทโฟน และเครือข่ายการสื่อสารที่พัฒนามากขึ้น การนำเทคโนโลยี “Augmented Reality” หรือเทคโนโลยีที่ผสานโลกแห่งความจริงเข้ากับโลกเสมือน ที่เรียกย่อๆ ว่า ARและ จีพีเอส เข้ามาผนวกกันเพื่อสร้างมิติใหม่ในการเล่นเกมจึงจะมีอีกมากอย่างแน่นอน
ยังไม่นับรวมว่า นอกจากอุปกรณ์สมาร์ทโฟนแล้ว ยังจะมีอุปกรณ์ชนิดอื่นที่ถูกพัฒนาขึ้นมาให้มนุษย์ได้ใช้อีกสารพัด และแน่นอนว่า เกม ย่อมเป็น “ซอฟต์แวร์” ชนิดหนึ่งที่ใช้งานอยู่บนอุปกรณ์เหล่านั้น
ยิ่งเทคโนโลยีพัฒนามากขึ้น การให้ความรู้กับผู้ที่ใช้งานเทคโนโลยีโดยเฉพาะกับกลุ่มเด็กและเยาวชนจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ และไม่ควรอย่างยิ่งที่จะใช้วิธี “ปิดกั้น” หรือ “ห้าม” ไม่ให้เล่น เพราะสุดท้ายแล้ววิธีเหล่านั้นจะไม่ได้ผลอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากเด็กยุคใหม่ล้วนแต่เติบโตมาพร้อมทักษะในการเรียนรู้ที่สามารถเข้าใจการใช้งานเทคโนโลยีได้อย่างรวดเร็ว แถมยังสามารถประยุกต์พลิกแพลงได้เอง ฉะนั้นการปิดกั้นดูจะไร้ผลหากเด็กๆ เหล่านี้ต้องการที่จะ “เข้าถึง” สิ่งที่พวกเขาต้องการ
เมื่อโลกของเทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว และมีสิ่งใหม่เกิดขึ้นแทบจะตลอดเวลา การสร้างความเข้าใจ และรู้เท่าทันในการใช้เทคโนโลยีก็ยิ่งเป็นเรื่องจำเป็น โดยเฉพาะเด็กๆ ทักษะเหล่านี้ควรได้รับการปลูกฝังมาตั้งแต่บ้านจนถึงโรงเรียนเพื่อให้พวกเขาไม่ตกเป็นเหยื่อของการใช้งานเทคโนโลยีแบบผิดๆ
หากรู้เท่าทันแล้ว ไม่ว่าเทคโนโลยีจะเปลี่ยนไปเพียงใดสังคมก็จะมีภูมิคุ้มกันอันแข็งแกร่งและสามารถแยกแยะความผิดชอบที่เกิดจากการใช้เทคโนโลยีเหล่านั้นได้เองโดยไม่จำเป็นต้องให้ใครมาปิดกั้น







