
The Power of Retail
โดย...Katieismonster
โดย...Katieismonster
ช่วงนี้เป็นช่วงเปลี่ยนซีซั่นหลังจากหมดหน้าเซลส์ทำให้บรรยากาศร้านค้าคึกคักเพราะสาวแฟ (ชั่น) ก็อัดอั้นเบื่อหน่ายเต็มทีกับเสื้อผ้าซีซั่นเก่าที่ดิสเพลย์หมุนวนเปลี่ยนแล้วเปลี่ยนอีก แต่ดูยังไงมันก็คอลเลกชั่นเดิมนั่นแหละแค่เอาสลับที่วาง เติมนู่นนิดนี่หน่อย แต่พอเข้าช่วงเดือน ส.ค.แบบนี้เทศกาลพรีฟอลต่อด้วยซีซั่นหลัก ก็เรียงหน้ากระดานมาแน่นจนเลือกไม่ถูก
บายเออร์จากห้างดังเดินตรวจตราเช็กดูว่าไอเท็มที่เลือกมาได้รับเสียงตอบรับจากลูกค้าดีมั้ย ทีมจัดดิสเพลย์หรือ Visual Merchandise อดตาหลับขับตานอน ระดมสมองแต่งหน้าร้านให้ดึงดูดใจลูกค้ามากที่สุด เพราะธุรกิจแฟชั่น ยอดขายคือองค์ประกอบและผลลัพธ์ที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้แบรนด์ต่างๆ ขับเคลื่อนต่อไปได้ แต่ไม่ว่างานดีไซน์จะสวยวิจิตรสักเพียงใด หรือดิสเพลย์เปรี้ยวจี๊ดกระแทกตาขนาดไหน สิ่งหนึ่งหรือบุคคลฝ่ายหนึ่งที่เรามองข้ามไปไม่ได้เลย กลุ่มคนที่ใกล้ชิดกับลูกค้ามากที่สุด รู้ว่าลูกค้าชอบอะไรไม่ชอบอะไร แถมยังเป็นหน้าเป็นตาให้กับแบรนด์นั้นๆ กลุ่มคนที่ถูกมองข้ามและบางครั้ง
ถูกมองว่าไม่สำคัญ ค่ะมนุษย์งานเหล่านั้นคือฝ่าย Retail หรือเรียกกันภาษาชาวบ้านว่าพนักงานขายนี่แหละค่ะ
ด้วยอาชีพทำให้ต้องมีการพูดคุยอีเมล และติดต่อสื่อสารกับแบรนด์ต่างๆ รวมทั้งห้างร้านทั้งคนจากออฟฟิศบ้าง สตูดิโอและโชว์รูมของแบรนด์บ้าง พีอาร์ บายเออร์ ไปจนถึงหน้าร้าน ทำให้ส่วนตัวได้มีโอกาสใกล้ชิดสัมผัสกับบุคคล ฝ่ายขายเป็นอย่างดี และรู้ว่าหน้าที่นี้เป็นหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่และสำคัญต่อองค์กรขนาดไหนหลายครั้งรู้สึกอารมณ์เสียกับการที่แบรนด์เนมระดับโลก มีสตูดิโอสวยหรูเก๋ไก๋ร้านค้าใหญ่โต แต่กลับเลือกพนักงานหน้าร้านที่มีความรู้ ความสนใจเกี่ยวกับแบรนด์ตัวเองน้อย และดูไม่ใส่ใจบางแบรนด์แย่หนัก ขายของราคาหลักแสนหลักล้าน แต่พอถามรายละเอียดลงลึกเรื่องสินค้ากลับตอบคำถามไม่ได้ เหมือนไม่มีการทำการบ้านและไม่ศรัทธาในอาชีพตัวเอง
แบรนด์ใหญ่ๆ หรือห้างร้านระดับอินเตอร์เนชั่นแนลหลายที่มองข้ามความสำคัญเรื่องความสวยความเก๋ความมีทักษะไหวพริบของพนักงานขาย คิดว่าแค่ภาษาได้ก็เพียงพอ แต่หากความเป็นจริง การขายเป็นศาสตร์และศิลป์ชั้นสูงอย่างนึงเลยทีเดียว เพราะปัจจุบันสินค้าไฮเอนด์ราคาไม่ใช่บาทสองบาท ลูกค้าที่จะมาเสียเงินหลักหลายแสน คงไม่ใช่ไก่กา ถ้าพนักงานไม่มีบุคลิกภาพที่ดีน่ามอง พูดจารู้เรื่องน่าฟัง ไม่ใช่สักแต่จะขายทำยอด ลูกค้าก็คงไม่อยากซื้อ
ยิ่งแบรนด์แฟชั่นยิ่งไปกันใหญ่ ฝ่ายขายคือหน้าคือตาของแบรนด์ สำหรับดิชั้นฝ่ายขายของแบรนด์หรือร้านค้า แฟชั่น ถือว่าเทียบความสำคัญประหนึ่งพรีเซนเตอร์ของร้านเลยทีเดียว ไม่สิ...ถ้านางแบบบนแคตวอล์กสวยเก๋ยังไง คนขายก็ต้องมีคาแรกเตอร์สามารถพรีเซนต์เสื้อผ้าของร้านได้ไม่แพ้กัน ยิ่งถ้าใส่ใจรู้ประวัติความเป็นมา ดีเทลรายละเอียดต่างๆ ของแบรนด์ สามารถให้ความรู้กับลูกค้าคอยแนะนำแบบนี้ ของหลักล้านลูกค้าก็ยอมควักกระเป๋า เพราะอย่าลืมนะคะ ลูกค้าไม่ได้มีโอกาสได้ดูแฟชั่นโชว์ ไม่ได้สัมผัสความรู้สึกเวลาเห็นนางแบบใส่เสื้อผ้าแบบที่บายเออร์ได้เห็น สิ่งเดียวที่จะสร้างความเชื่อมั่นและกระตุ้นความต้องการให้ลูกค้าอยากมีอยากได้อยากครอบครองสินค้าเสื้อผ้าต่างๆ ก็มีเพียงฝ่ายขายเท่านั้น
ที่พูดมานี่ไม่ได้หมายความว่า ฝ่ายขายต้องสวยหุ่นดีเป็นนางแบบเสมอไป แต่หากหมายถึงภาพรวมของบุคลิกภาพที่ดูไปกันได้ดีกับคอนเซ็ปต์ของแบรนด์ มีคาแรกเตอร์ที่ดูน่าสนใจ จะอ้วนจะผอมสูงตํ่าดำขาว อันนี้ไม่เกี่ยวค่ะ ถ้าเปรี้ยวซะอย่างคุณก็ได้ไปต่อ
สิ่งหนึ่งที่ยากในการหาบุคลากรที่เหมาะสมในหน้าที่นี้อาจเพราะสาวแฟ (ชั่น) มีทัศนคติที่ไม่ดีต่องานขาย เพราะคิดว่าการอยู่หน้าร้านอาจไม่มีเกียรติ บางคนจบมาสูงก็อยากทำงานในออฟฟิศมากกว่า หรืออยากทำงานในฝ่ายดีไซน์หรือพีอาร์ เพราะค่านิยมที่ว่าเก๋ได้รับการยอมรับมากกว่า แต่ในทางกลับกันก็ลืมไปว่าเม็ดเงินทุกบาททุกสตางค์ที่หมุนเวียนอยู่ในองค์กรมาจากฝ่ายขายทั้งสิ้น
วงการ Retail ทั่วโลกมักมีระบบคล้ายกัน คือมีการซื้อตัวโยกย้ายกันบ่อยครั้ง ใครอยู่ที่ไหนนานทำยอดได้สูงๆ มีลูกค้าในมือมาก ก็มักจะถูกติดต่อจาก Headhunter ให้เงินเดือนที่สูงกว่า ค่าคอมมิชชั่นที่มากกว่า เพื่อให้ไปทำงานที่อื่น ดังนั้นเรื่องการเปลี่ยนงานจึงไม่ใช่เรื่องแปลกของวงการ
บางคนถูกซื้อตัวด้วยค่าตัวที่สูงลิบ แถมรอรับแต่ลูกค้าระดับ VIP เมื่อไม่นานมานี้ได้มีโอกาสคุยกับเพื่อนคนหนึ่ง เธอทำงานฝ่ายขายและรักในอาชีพ เธอเล่าว่ามีหลายแบรนด์ติดต่อให้ไปทำงานด้วยค่าตัวที่มากกว่าที่เก่า แต่เธอ ยังขอเลือก เพราะเธอรู้ว่าเธอมีดีมีจุดแข็ง เธอบอกว่าความขยันและความใส่ใจคือหัวใจของงานบริการ ไม่ว่าลูกค้าจะซื้อน้อยหรือมาก ทุกคนคือลูกค้าหมด เธอใส่ใจเท่ากันทำให้มีลูกค้ามากมายที่มารอเธอเพื่อจะได้พูดคุย ให้เธอแนะนำ เพื่อจะเสียเงินกับเธอ รวมทั้งดิชั้นด้วยคนหนึ่ง ที่ถ้าจะซื้อของก็อยากจะซื้อกับเธอเท่านั้น
ปัจจุบัน เธอทำงานอยู่ในแบรนด์เสื้อผ้าระดับซูเปอร์ไฮเอนด์ ด้วยค่าตัวที่สูงลิบ สูงขนาดได้ยินตัวเลขแล้วต้องตกใจ และถ้าจะพบเธอต้องโทรนัดล่วงหน้าเท่านั้น เธอเล่าให้ฟังต่อว่า มีวันนี้ได้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เพราะรักในอาชีพ เมื่อทำอะไรแล้วเธอก็ต้องทำให้ดีที่สุดทุกครั้ง!
งานขายก็เหมือนคลื่นใต้นํ้า เป็นแรงดันที่คอยขับเคลื่อนให้แบรนด์อยู่ได้ ดิชั้นพยักหน้ายิ้ม คงไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่เห็นด้วยกับเธอ
เกี่ยวกับผู้เขียน
Katieismonster หรือไก่ต๊อก
Londoner/Central Saint Martins/Exclusive buyer and style adviser @loves_kt/Ellester at Elle magazine.
Instagram @katieismonster
Email : [email protected]







