
บริหารเงินเที่ยวไม่ให้บานปลาย
โดย...โยโมทาโร่
โดย...โยโมทาโร่
ในหนึ่งปีเราควรออกเดินทางท่องเที่ยวอย่างน้อย 1 ครั้ง และถ้าได้ 2 ครั้งจะถือว่าเป็นกำไรชีวิตที่ได้ออกเดินทางท่องเที่ยวหาประสบการณ์ชีวิต แต่ปัญหาหลักคงไม่ใช่เรื่องของเวลาเที่ยว แต่เป็นเรื่องเงินที่เราจะใช้ระหว่างเที่ยวกันต่างหาก บางคนเที่ยวไปเครียดไปกลัวเงินไม่พอใช้ บางคนก็มีงบไม่จำกัดเลือกทุกอย่างให้หรูที่สุด แต่กลับไม่ได้สิ่งที่คาดหวังตามต้องการ วันนี้เรามีเคล็ดลับในการบริหารเงินสำหรับการท่องเที่ยวให้คุ้มค่าเงินและบานปลายน้อยที่สุดกันครับ
1.จัดงบสำหรับการท่องเที่ยว
คนส่วนมากแล้วเลือกที่จะดึงเงินเก็บมาใช้สำหรับงบประมาณในการท่องเที่ยว ซึ่งเราบอกได้เลยว่าเป็นวิธีการที่ไม่ควรทำ คุณจะไม่สามารถเก็บเงินออมได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ต่อปี อีกทั้งยังทำให้งบประมาณการเที่ยวของคุณนั้นสูงเกินฐานะที่แท้จริง การเก็บเงินเที่ยวควรกันเงินเก็บประมาณ 5% ของรายได้ต่อเดือนเพื่อใช้เป็นเงินสำหรับการเที่ยวโดยเฉพาะ หากคุณมีเงินเดือน 2 หมื่นบาท เงินที่คุณต้องกันสำหรับการเที่ยวก็คือ 1,000 บาท 1 ปี คุณจะมีเงินเที่ยวประมาณ 1.2 หมื่นบาท สามารถเที่ยวในประเทศ 7 วันได้สบายๆ และถ้าคุณอยากเที่ยวต่างประเทศอย่างญี่ปุ่นล่ะ คุณก็แค่เพิ่มเงินเก็บต่อเดือนเป็น 10-15% ในปีนั้น หรืออาจจะใช้วิธีแบ่งเงินเที่ยวครึ่งนึงจากปีที่แล้วมารวมกับปีที่อยากเดินทางไปต่างประเทศ ซึ่งเดี๋ยวนี้มีสายการบินราคาประหยัดให้เลือกมากมาย ทำให้คุณสามารถเที่ยวต่างประเทศได้โดยไม่ลำบากเหมือนสมัยก่อน และถ้าคุณเงินเดือนสูงขึ้น คุณก็จะมีตัวเลือกในการเที่ยวเพิ่มขึ้นอีกด้วย
2.ทุกสิ่งต้อง “เผื่อ”
การจัดงบประมาณเที่ยวเราควรวางแผนเผื่อไว้ในทุกอย่าง ตั้งแต่ค่าเดินทาง ค่าอาหาร ค่าที่พัก ค่าผ่านสถานที่ ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ด งบประมาณที่ควรเผื่อไว้คือ 25% เช่น ค่าอาหารในประเทศต่อมื้อต่อคนรวมขนมและน้ำจะอยู่ราว 100 บาท ให้คุณเผื่อไว้เป็น 125 บาท เพราะคุณอาจจะไปเจอร้านที่ขายอาหารแพงกว่าปกติ แต่ถ้าไปต่างประเทศที่มีค่าครองชีพสูงเช่นญี่ปุ่นควรคิดอยู่ที่ 300 บาท และเผื่อไว้เป็น 400 บาท/มื้อ/คน การเผื่อสูงไว้จะช่วยให้คุณไม่ติดขัดหากเจอเหตุการณ์นอกแผน เช่น ร้านอาหารราคาประหยัดปิด หรือหาไม่เจอ หลงทางต้องเสียค่าใช้จ่ายค่าเดินทางเพิ่ม หากคุณไม่เผื่อไว้จะทำให้คุณต้องดึงเงินในส่วนอื่นไปใช้ ซึ่งคงไม่สนุกแน่หากงบประมาณขาดระหว่างการเดินทาง
3.ช็อปให้ชัดเจน
จัดงบประมาณสำหรับการช็อปปิ้งโดยแยกต่างหากจากงบเที่ยว คำถามคือแล้วงบช็อปปิ้งมาจากไหน ก็มาจากเงินเก็บสำหรับซื้อของที่อยากจะได้โดยเฉพาะอีก 10-15% ต่อเดือน ซึ่งงบนี้จะรวมสำหรับการซื้อของทุกอย่างที่คุณอยากจะได้ ซึ่งเราจะเอาเงินเก็บในส่วนนี้มาใช้สำหรับการซื้อของฝากเล็กๆ น้อยๆ หากเป็นการเที่ยวในประเทศจะกลายเป็นงบสำหรับการซื้อของฝากและของกิน ส่วนการเที่ยวต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ ฮ่องกง ญี่ปุ่น หรือยุโรป จดลิสต์สินค้าที่อยากได้ให้ดี และเผื่อไว้อีก 50% สำหรับการเจอของเซอร์ไพรส์นอกเหนือความคาดหมาย ซึ่งเชื่อเถอะว่าคุณได้เจอแน่ๆ หากคุณตั้งใจจะไปช็อปจริงๆ







