
ดราม่าจนได้ ปลูกป่า
กระแสดราม่าในโลกโซเชียลถึงเขาหัวโล้นเมืองน่าน จนเป็นประเด็นที่ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน
โดย...กองบรรณาธิการโพสต์ทูเดย์
กระแสดราม่าในโลกโซเชียลถึงเขาหัวโล้นเมืองน่าน จนเป็นประเด็นที่ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ต้องออกมาชี้แจงถึงนโยบายและแนวทางการคืนป่าเขียวแบบที่คนต้องอยู่ได้ ไม่แยกชั้นกันคนออกจากป่าแบบที่ไม่สนใจว่าได้ป่าคืนแล้วคนจะอดตาย ทำให้คนทั้งประเทศหันมามองเขาหัวโล้นน่านอย่างตั้งอกตั้งใจ
ไม่เว้นแม้แต่ โจอี้ บอย นักร้องดังที่ประกาศทุ่มเงิน 6 แสนบาท ช่วยปลูกป่าเมืองน่าน ซึ่งที่ผ่านมาความพยายามคืนป่าเขียวให้เขาหัวโล้น เป็นการทำแบบน้ำหยดเล็กๆของกลุ่มคน หน่วยงาน ที่ทำกันแบบแยกส่วนทิศทาง และแนวทางก็ไปแบบต่างคนต่างคิดต่างคนต่างทำ
แม้หลายครั้งจะมีการร่วมมือร่วมใจร่วมแรง รวมพลังกันแต่ก็เป็นไปแบบลักษณะเฉพาะกิจ รวมถึงภาคเอกชนที่เข้ามาทำ CSR ก็มีมากมาย เวลาบรรยายสรุปมีตัวเลขได้ป่าคืนจำนวนไม่น้อย แต่กลับไม่มีภาพเขาเขียวขจีที่เห็นได้อย่างชัดเจน จึงหวั่นใจว่าการปลูกป่าเมืองน่าน จะเป็นได้แค่งานปลูกป่าอีเวนต์ (Event) เกณฑ์คนมาปลูกถ่ายรูปแล้วก็จบงาน
จากดราม่าบนออนไลน์ สู่พลังพลิกฟื้นผืนป่า
แต่ถึงอย่างไรจากกระแสดังกล่าว กลับส่งผลดีที่ทำให้หลายคนหลายภาคส่วนที่พยายามสู้กับเขาหัวโล้น ได้หันกลับมามองว่านี่คือแนวทางเดียวกัน สิ่งที่ผู้ว่าฯ คิดมาถูกทางจนกลายเป็นพลังที่ปลุกให้คนทั้ง จ.น่าน หันมาคุยเรื่องป่าอย่างจริงจังและคุยกันแบบร่วมด้วยช่วยกัน แต่ละคนแต่ละหน่วยงานแต่ละภาคส่วน หยิบยกงานที่เคยทำไว้เอาออกมากางบนโต๊ะ เปิดทรัพยากรที่มีอยู่บนหน้าตัก เปิดใจและแบ่งปันกัน เพื่อเป้าหมายคืนป่าสีเขียว
อย่างไรก็ตาม ปัญหาใหญ่สองโจทย์หลักคือ ไม่ปลูกข้าวโพด จะให้ปลูกอะไรที่ปลูกแล้วได้เงินเร็วๆ มีตลาดรองรับแน่นอน ซึ่งจากโจทย์นี้ก็มีความร่วมมือเกิดขึ้นมากมาย ที่หยิบยื่นช่องทางและโอกาสให้เป็นทางเลือกของเกษตรกร
และโจทย์สำคัญอีกข้อคือ พื้นที่เมืองน่านส่วนใหญ่ไม่มีเอกสารสิทธิ เกษตรกรต้องอยู่กับพื้นที่ทำกินที่ไม่ใช่ของตัวเอง แต่มันคือที่ดินของรัฐ ความไม่มั่นใจที่จะปลูกอะไรก็ตามแทนข้าวโพดแล้วจะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้หรือไม่ ซึ่งทุกภาคส่วนโดยเฉพาะเจ้าภาพใหญ่อย่างกรมป่าไม้ และสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดน่าน กำลังระดมทุกช่องทางเพื่อหาทางออก
ความเป็นไปได้มีสองแนวทางคือ ผลักดันตามนโยบายคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ในการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชน หรือตามมาตรา 19 ของกรมป่าไม้ คือการใช้พื้นที่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ โดยพนักงานเจ้าหน้าที่หรือเจ้าหน้าที่ของกรมป่าไม้
สำหรับพืชเศรษฐกิจทางเลือกที่มีตลาดรองรับไม่อั้น อย่างกล้วยและไผ่ ถูกพูดถึงเป็นอันดับต้นๆ ซึ่งมีคำถามต่อไปว่า ทำไมต้องกล้วย ทำไมต้องไผ่ เพราะการส่งเสริมเกษตรกรหลังจากนี้ต้องใช้ตลาดนำการปลูก โดยความสำเร็จที่เห็นเป็นรูปธรรมชัดเจนจับต้องได้ คือการส่งเสริมและสนับสนุนของโครงการปิดทองหลังพระฯ ที่ช่วยให้ชุมชนบ้านทุ่งอ้าว ต.ทุ่งช้าง อ.ทุ่งช้าง จ.น่าน ใช้เวลาว่างหลังทำนาทำไร่ นำกล้วยน้ำว้าที่ได้รับการส่งเสริมมาแปรรูปทอดขายส่งให้โรงงานสยามบานาน่า สร้างรายได้เสริมกว่า 1 แสนบาท/เดือน และยังมีออร์เดอร์รับได้อีกไม่จำกัด
ขณะที่ ไผ่ เป็นพืชที่ขายได้ทุกส่วน ตั้งแต่หน่อ ลำ ใบ โดยมีตลาดรองรับทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะโรงงานแปรรูปทั้งใน จ.น่าน และแพร่ อย่างเช่นที่ อ.ลอง และ อ.เด่นชัย จ.แพร่ มีโรงงานแปรรูปไม้จิ้มฟันและตะเกียบมากถึง 3,000 โรงงาน ซึ่งต้องใช้ไม้ไผ่เป็นวัตถุดิบหลักสำคัญ
นอกจากนี้ ไผ่ยังเป็นพืชที่จะสร้างความเขียวขจีให้กับเขาหัวโล้นได้ในเวลาภายใน 1-2 ปี และยังดึงความชุ่มชื้นกลับคืนมาสู่ดินอันแห้งแล้งด้วยเป็นอย่างดี ซึ่งมีการทดลองที่เขาหัวโล้นในพื้นที่ อ.ท่าวังผา ในช่วงเวลาอันสั้น เขาหัวโล้นดินแห้งแล้ง กลายเป็นป่าไผ่ที่ดินมีความชุ่มน้ำได้
ขณะเดียวกันยังมีกาแฟ เมลอน เลมอน พริกซุปเปอร์ฮอท มะนาวตาฮิติ เสาวรส และอบเชย ซึ่งพืชเศรษฐกิจเหล่านี้ล้วนเป็นที่ต้องการของตลาด โดยพริกซุปเปอร์ฮอทและมะนาวตาฮิติ มีการส่งเสริมที่ อ.สองแคว จ.น่าน และดึงความร่วมมือกับบริษัทรับซื้อ สามารถส่งออกพริกและส่งมะนาวเข้าสู่ห้างแม็คโคร ซึ่งมีออร์เดอร์รับไม่อั้นอีกเช่นกัน
เปิดโมเดลปลูกป่าเมืองน่าน
ด้วยแนวคิดแนวทางที่หลากหลาย มีผลลัพธ์จับต้องได้ว่าชาวบ้านจะได้ประโยชน์ ทำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน จัดแถลงข่าวการเพิ่มพื้นที่สีเขียวใน จ.น่าน อย่างยั่งยืน เมื่อวันที่ 4 พ.ค. 2559 ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุมศูนย์ราชการจังหวัด เพื่อบอกเล่าแนวทาง และเปิดรายการ 14 เมนูทางเลือก ซึ่งเป็นความร่วมไม้ร่วมมือของผู้ประสานงาน4 เส้า คือ ผู้ปลูก เป็นผู้ลงทุนปลูกป่า หน่วยงานรัฐ เป็นผู้อนุญาตให้ความสะดวก ชุมชนเป็นผู้เพาะกล้า รักษาดูแล และประชาสังคม เป็นผู้ประสานงานกลาง พร้อมกับมีผู้สนับสนุน 3 กลุ่ม คือ สื่อมวลชน กลุ่มนักโซเชียลมีเดีย และนักวิชาการ ที่คอยเผยแพร่และสะท้อนเสียงความคิดอย่างกว้างขวาง
สุวัฒน์ พรมสุวรรณ ผวจ.น่าน เปิดเผยว่าจ.น่าน เป็นพื้นที่ต้นน้ำที่เป็นแหล่งน้ำต้นทุนให้แม่น้ำเจ้าพระยา ร้อยละ 45 โดย จ.น่าน มีพื้นที่ทั้งหมด 7,601,880.49 ไร่ มีพื้นที่ราบเพียงร้อยละ 15 มีพื้นที่ป่าตามกฎหมาย 6,496,231.62 ไร่ หรือร้อยละ 85 ซึ่งแบ่งพื้นที่ได้เป็น 4 กลุ่ม คือ 1.พื้นที่ป่าไม้สมบูรณ์ (ป่าสงวนแห่งชาติและป่าอนุรักษ์) เนื้อที่ 4,711,377.2 ไร่ (61.97%)
2.เป็นพื้นที่ทำกินใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าจำนวน 1,367,136.42 ไร่ (17.98%) ซึ่งในจำนวนป่าตรงนี้ยังแบ่งเป็นพื้นที่สิทธิทำกินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ พื้นที่แจ้งการครอบครอง พื้นที่ป่าเสื่อมโทรมและพื้นที่อื่นๆ 3.พื้นที่ ส.ป.ก. เนื้อที่ 417,718 ไร่ (5.5%) และ 4.พื้นที่กรรมสิทธิ์รวมกับพื้นที่นอกเขตป่าและอื่นๆ รวมเนื้อที่ 1,105,648.89 ไร่ (14.54%)
หากสรุปตัวเลขกันแบบกลมๆ น่านมีพื้นที่ทั้งหมด 7.6 ล้านไร่ เป็นพื้นที่นอกเขตป่า1.1 ล้านไร่ เป็นพื้นที่ป่าในเขตอุทยานและป่าสงวน 6.5 ล้านไร่ ในจำนวนนี้คือพื้นที่ป่าสมบูรณ์ 4.7 ล้านไร่ และพื้นที่ทำกินในป่าสงวน 1.4 ล้านไร่ และจากพื้นที่ 1.4 ล้านไร่นี้มีพื้นที่ที่ต้องการให้มีการปลูกป่าทดแทน 8.8 แสนไร่ ซึ่งขณะนี้เป็นการปลูกข้าวโพดและพืชไร่อื่นๆ ในพื้นที่ป่าสงวน
จากจำนวนเนื้อที่ซึ่งแจงออกมาเป็นตัวเลข เมื่อเปรียบเทียบกับอัตรากำลังพลเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ที่ 1 คนต้องดูแลพื้นที่ป่ากว่า4 หมื่นไร่ ซึ่งเป็นเรื่องที่หนักหนาสาหัสมาก กับปัญหาป่าเมืองน่านถูกบุกรุก มีตั้งแต่พวกมอดไม้ ลอบลักตัดไม้ และการแผ้วถางขยายพื้นที่เพื่อปลูกข้าวโพดซึ่งถือได้ว่าเป็นพืชวัฒนธรรมเมืองน่าน
ดังนั้นการแก้ปัญหาเรื่องนี้ต้องไม่ใช่แค่หน่วยงานใดหรือใครคนใดคนหนึ่ง แต่ต้องช่วยกันทุกภาคส่วนโดยเฉพาะภาคประชาสังคมและชุมชนท้องถิ่นจึงจะประสบความสำเร็จเรียกป่าสีเขียวกลับมาแทนเขาหัวโล้นสีน้ำตาลได้
โดยขณะนี้มีการทำทางเลือกเพื่อป่าเมืองน่านไว้ 14 เมนูทางเลือก ซึ่งดำเนินการแบบประชารัฐ โดยทุกภาคส่วน มากกว่า 14 หน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาชน ร่วมกันออกแบบและลงมือทำ ทั้งการฟื้นฟูอนุรักษ์ น้ำ ป่า สร้างฝาย สร้างป่าเศรษฐกิจและป่าใช้สอย พี่น้องและอาสาสมัครช่วยป้องผืนป่า โครงการปลูกไผ่ทดแทนการปลูกข้าวโพด
14 เมนูทางเลือกนี้ มีรายละเอียดของกิจกรรมและพื้นที่ดำเนินการ กลุ่ม หน่วยงานองค์กรที่รับผิดชอบชัดเจน และเป็นที่ขานรับของเกษตรกรและคนในชุมชนป่าที่ผ่านกระบวนการทำความเข้าใจกันแล้ว รวมถึงเพื่อให้เป็นแนวทางของกลุ่มต่างๆ เอกชนต่างๆ ที่ต้องการเข้ามาปลูกป่าในพื้นที่ จ.น่าน สามารถเข้ามาเลือกกิจกรรมตามเมนูที่จัดไว้ได้
ซึ่งจะมีทั้งหน่วยงานรับผิดชอบและพื้นที่ปลูกชัดเจน จะทำให้การปลูกป่าเป็นระบบมากขึ้น ไม่ซ้ำซ้อนและมีการติดตามดูแลอย่างต่อเนื่อง ไม่กลายเป็นปลูกป่าอีเวนต์เหมือนที่ผ่านๆ มา โดยเงินที่จะสนับสนุนลงมาจะไม่ผ่านมือของหน่วยงานภาครัฐแต่จะส่งตรงไปยังกลุ่มชุมชน ซึ่งจะกลายเป็นคนดูแลป่า อย่างไรก็ตามขอให้กลุ่มต่างๆ ที่จะเข้ามาปลูกป่าในพื้นที่ จ.น่าน ได้เตรียมความพร้อมในทุกๆ ด้าน ทั้งเรื่องกล้าไม้ การเดินทาง ที่พัก อาหาร ซึ่งล้วนแต่ต้องใช้เงินงบประมาณ
สุวัฒน์ กล่าวว่า ขอให้เห็นใจว่า จ.น่าน หน่วยงานในพื้นที่หรือแม้แต่ชุมชนไม่ได้มีเงินงบประมาณในส่วนนี้ แต่ทางจังหวัดยินดีประสานงานและอำนวยความสะดวกให้ในทุกๆ ด้าน และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าความพยายามฟื้นป่าเขียวแก้ปัญหาเขาหัวโล้นเมืองน่าน ที่ทุกฝ่ายกำลังร่วมมือกันจะสำเร็จเป็นเมืองน่านจะมีป่าที่อยู่กับคนได้
แม้การปลูกป่าจะเป็นความตั้งใจอันดีในการเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับประเทศไทย แต่การดำเนินการเรื่องนี้ก็ยังมีมิติและแง่มุมอื่นๆ เป็นปัญหาที่ทับซ้อนอยู่อย่างปฏิเสธหรือมองข้ามไม่ได้ซ่อนอยู่
ปลูกป่าไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คิด
ศศิน เฉลิมลาภ ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ระบุว่า การปลูกเป็นเรื่องที่ต้องตั้งคำถามด้วยว่าจะให้ปลูกที่ไหน เพราะการประกาศพื้นที่ป่าที่ผ่านมามีบางส่วนที่กลายเป็นการประกาศที่ทับซ้อนกับพื้นที่ทำกินของเกษตรกรที่อาศัยพื้นที่ดังกล่าวทำการเกษตรก่อนที่จะมีการประกาศเป็นเขตป่า ทั้งนี้ได้ยกเป็นตัวอย่าง โดยสมมติว่าเป็นเรื่องการปลูกป่าในพื้นที่เขาหัวโล้นใน จ.น่าน ที่ต้องไม่ลืมว่า ในจำนวนนับล้านไร่นั้น มีประชาชนอาศัยอยู่จำนวนหนึ่ง ทำอย่างไรไม่ให้ไปละเมิดสิทธิมนุษยชน สิทธิในการทำกิน
“แล้วจะนำพวกเขาไปไว้ที่ไหน บางคนอยู่มาก่อนการประกาศเป็นพื้นที่ป่า จำนวนรวมๆ กัน ทั่วประเทศอาจจะมีนับแสนรายหรือมีเนื้อที่ประมาณ 10 ล้านไร่ เอาคนปลูกข้าวโพดพวกนั้นไปไว้ที่ไหน ลำพังป่าอาจจะไม่ต้องปลูกก็ได้ เมื่อไม่มีคนเข้าไป ป่าก็อาจจะฟื้นเองได้ ทุกวันนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างกรมอุทยานฯ กรมป่าไม้ ก็ยังเอาพื้นที่ป่าคืนมาได้ไม่มาก มีเรื่องฟ้องร้องกัน เพราะหลีกเลี่ยงเรื่องนี้ไม่ได้ เรื่องนี้แก้ไม่ง่ายเลย” ประธานมูลนิธิสืบฯ กล่าว
ศศิน กล่าวว่า การแก้ปัญหานี้จะต้องทำอย่างใจเย็นๆ ตั้งหลักกันใหม่ ตั้งแต่ระดับรัฐบาลไปจนถึงระดับนโยบาย ต้องเลิกฟื้นฟูเขาหัวโล้น และต้องหยุดหาวิธีที่หยุดยั้งสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาดังกล่าวขึ้น
“ต้องโฟกัสไปที่หน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรง นั่นก็คือกรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ต้องไปดูว่ามีสาเหตุอะไรที่ทำให้พวกเขาทำงานไม่ได้ไม่ใช่เรื่องของการทำงานดีไม่ดี แต่เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องไปเติมประสิทธิภาพให้พวกเขาทำงานได้ ไม่อย่างนั้นจะมีรัฐบาลไปทำไม ผมเชื่อว่าที่ผ่านมากรมป่าไม้ทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพแล้ว แต่กำลังคน กำลังงบประมาณ การดูแลเอาใจใส่ของรัฐนั้นอาจจะไม่เพียงพอ เงินงบประมาณส่วนใหญ่ของ ทส.ไปอยู่ที่กรมอุทยานฯ ซึ่งมีปัญหาเรื่องเขาหัวโล้นในพื้นที่รับผิดชอบน้อยมาก เมื่อดำเนินการเรื่องนี้ได้ แล้วค่อยมาคิดเรื่องการฟื้นฟูเขาหัวโล้น” ศศิน กล่าว
พฤ โอโดเชา ปราชญ์ชาวบ้านปกาเกอะญอ ระบุตรงกันว่า แนวคิดเรื่องการปลูกป่านั้น นอกเหนือจากการลงมือปลูกแล้ว ยังมีแง่มุมอื่นๆ ให้คำนึงถึงอย่างรอบคอบ
“ผมอยู่ในพื้นที่ต้นน้ำ เห็นการปลูกป่ามาตั้งแต่ยังเด็ก เห็นว่ายุคแรกเริ่มการปลูกป่าของทางการนั้น คือการปลูกกระถินณรงค์ กระถินยักษ์หรือยูคาลิปตัส แล้วตัดต้นไม้ที่เคยขึ้นตามธรรมชาติ ต้นไม้พื้นถิ่นทิ้งไป แต่ปัจจุบันก็แก้ไขเรื่องนี้ เอาต้นไม้พื้นถิ่นมาปลูก แต่ก็ยังมีปัญหาอื่นตามมาอีก นั่นก็คือ พบว่ามีต้นไม้รอดจากโครงการปลูกป่าต่างๆ น้อยมาก บางแห่งตายเกือบหมด เนื่องจากไม่ได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในพื้นที่ที่ประสบปัญหาความแห้งแล้งอย่างหนักในช่วงหน้าแล้ง จะรอดเฉพาะต้นไม้ที่ทนแล้งได้ดี เช่น ต้นสัก และต้นไม้ที่แตกมาจากไม้ใหญ่ที่อยู่ในบริเวณนั้นอยู่แล้ว แต่ที่น่าเจ็บปวดกว่านั้น คือ การใช้เหตุผลในการปลูกป่าเพื่อดึงเงินงบประมาณมาใช้ ทั้งๆ ที่รู้อยู่แล้วว่าปลูกโดยไม่ดูแลต่อเนื่องไปอีกหลายปีก็ไม่ได้ผล ปลูกต้นไม้นั้นอาจจะพอได้ แต่ปลูกป่านั้นอาจจะคนละเรื่องกับปลูกต้นไม้” ปราชญ์ชาวบ้าน กล่าว
พฤ อธิบายอีกว่า ปัญหาเรื่องการปลูกป่าและความต้องการที่ทำกิน ยังมีมิติปัญหาที่หยั่งรากลึกเกินกว่าที่การลงมือปลูกเพียงอย่างเดียว จะแก้ไขได้อีกด้วย นั่นก็คือเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ของคนในพื้นที่
“สิ่งที่ไม่ค่อยมีใครรับรู้ คือทุกวันนี้คนในพื้นที่ห่างไกลต้องแบกรับต้นทุนสิ่งของเครื่องใช้จำเป็นในชีวิตประจำวันและรายจ่ายด้านต่างๆ ที่สูงกว่าคนในเขตเมือง ขณะที่พวกเขาต้องขายผลผลิตทางการเกษตรที่ได้ในราคาที่ต่ำมาก ที่ลงแรงลงทุนปลูกทั้งปี แล้วก็ได้กำไรไม่กี่บาทกลายเป็นวงจรที่หนีไปไม่พ้น และคนในเมืองก็คิดว่าคนในพื้นที่บุกรุกป่าจนหมดกลายเป็นเขาหัวโล้น เราไม่ควรใช้แค่ทัศนคติหรืออคติแก้ปัญหาและแสดงความกังวลเรื่องนี้แค่เพียงเพราะเป็นกระแส เพราะหมดกระแสแล้ว ปัญหานี้ก็ไม่ได้หมดไปด้วย หากแก้ไขเรื่องเรื่องความเป็นอยู่ของคนในพื้นที่ โดยไม่มองเพียงแค่ว่าพวกเขาเป็นจำเลยในการบุกรุกป่า ก็แก้ปัญหาเรื่องเขาหัวโล้นได้ยั่งยืนกว่าการปลูก” พฤ กล่าว







