
Ban the Bead
เมื่อต้นปีที่ผ่านมา มีข่าวใหญ่สำหรับแวดวงความสวยความงามและนักเคลื่อนไหวเรื่องสิ่งแวดล้อมอยู่ข่าวหนึ่ง จริงๆ เป็นข่าวที่ใกล้ตัวเรามาก
โดย...เอกศาสตร์ สรรพช่าง
เมื่อต้นปีที่ผ่านมา มีข่าวใหญ่สำหรับแวดวงความสวยความงามและนักเคลื่อนไหวเรื่องสิ่งแวดล้อมอยู่ข่าวหนึ่ง จริงๆ เป็นข่าวที่ใกล้ตัวเรามาก แต่ว่าคนส่วนใหญ่อาจไม่ค่อยได้ให้ความสำคัญ นั่นคือการประกาศกฎหมายห้ามใช้เม็ดพลาสติกขนาดเล็กหรือที่เราเรียกว่า Microbeads ในเครื่องสำอางหรือผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกาย เนื่องจากมีการวิจัยแล้วพบว่า เม็ดพลาสติกขนาดเล็กเหล่านี้ก่อให้เกิดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมอย่างมาก และหากไม่หยุดใช้ อาจสร้างผลกระทบที่มากเกินการควบคุม
ไมโครบีดส์คืออะไร หลายคนอาจจะยังไม่รู้ ไมโครบีดส์จริงๆ ก็เป็นเม็ดพลาสติกขนาดเล็กมากๆ ขนาดอาจมีตั้งแต่ 2 มิลลิเมตร ไปจนถึงขนาด 0.03 มิลลิเมตร (บางครั้งก็เรียกว่า Micropheres หรือฝุ่นผงพลาสติก) เม็ดเหล่านี้ผลิตจากพลาสติกหลากหลายชนิด เช่น Polyethylene (PE), Polypropylene (PP), Polyethylene Terephthalate (PET), Polymethlyl Methacrylate (PMMA) หรือบางครั้งก็ใช้ไนลอน แต่ทั้งหมดที่ว่ามาคือพลาสติก เจ้าเม็ดพลาสติกขนาดเล็กมากๆ เหล่านี้จะถูกผสมลงไปทั้งในเครื่องสำอาง เช่น ลิปสติก แป้งฝุ่น แป้งสำหรับแต่งหน้า (ใช่แล้วครับ พวกเรากำลังใช้ฝุ่นพลาสติกพวกนี้อุดรอยตีนกา!) ครีมกันแดด รวมถึงผสมลงในผลิตภัณฑ์ดูแลผิว เช่น ครีมล้างหน้า ครีมขัดหน้า ครีมอาบน้ำ หรือแม้แต่ในยาสีฟัน คุณสมบัติที่เราจะได้จากเม็ดบีดส์พวกนี้ก็คือ ช่วยขัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วหรือเป็นวัสดุยึดเกาะที่ทำให้ผิวดูเรียบเนียนขึ้น และสร้างความรู้สึกสะอาดหลังการใช้งาน เม็ดพลาสติกเหล่านี้มีขนาดเล็กมาก ไม่สร้างความระคายเคืองเหมือนกับวัสดุขัดที่มาจากธรรมชาติ เป้าหมายแรกเริ่มเดิมทีของการผลิตเม็ดพลาสติกขนาดเล็กมากๆ พวกนี้ เพื่อใช้ในห้องแล็บ ในปี 1976 Dr.John Ugelstad แห่งมหาวิทยาลัยทรอนฮีมในนอร์เวย์ ใช้ทดสอบการเคลื่อนตัวของสนามแม่เหล็ก แต่ต่อมามีการนำมาใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องใช้อุปโภคต่างๆ เพราะราคาถูก หาได้ง่าย และผลิตได้อย่างสม่ำเสมอเมื่อเทียบกับวัสดุที่มาจากธรรมชาติอย่างเปลือกข้าว เมล็ดอัลมอนด์ หรือกากมะพร้าว ที่สำคัญ มันละเอียดกว่าของธรรมชาติซึ่งลดการระคายเคืองได้ดีกว่า
ความน่ากลัวของเม็ดบีดส์ขนาดเล็กพวกนี้ เริ่มปรากฏให้เห็นราวปี 2009 ที่เริ่มมีการพูดถึงเรื่องระบบบำบัดน้ำเสียที่ไม่สามารถคัดกรองอณูขนาดเล็กได้ ทำให้มันปนเปื้อนลงไปในนั้น และเมื่อขึ้นชื่อว่าเป็นพลาสติกแล้ว อัตราการย่อยสลายจึงยากมาก มันสามารถอยู่ในธรรมชาติได้นานถึง 50 ปี และความเล็กของมันทำให้สัตว์จำพวกปลาและนกกินมันเข้าไปและตกค้างอยู่ในตัวของสัตว์
ในปี 2012 มีรายงานการศึกษาของ D. Barnes, F. Galgani, R. Thompson, M. Barlaz ในหัวข้อ ‘Accumulation and fragmentation of plastic debris in global environments’ เก็บข้อมูลเรื่องผลกระทบของไมโครบีดส์ที่เกิดขึ้นกับ Great Lake ทะเลสาบทั้ง 5 แห่งในอเมริกาเหนือและในมหาสมุทรแอตแลนติก พบการปนเปื้อนของไมโครบีดส์ในธรรมชาติกินพื้นที่กว่า 4.5 แสนตารางกิโลเมตร และพบว่าจำนวนของไมโครบีดส์ที่ใช้ในอเมริกามีมากถึง 800 ล้านล้านเม็ด/วัน ซึ่งหากเอามาเรียงต่อกันจะได้พื้นที่ขนาดสนามเทนนิส 3 สนาม เม็ดไมโครบีดส์พวกนี้ปนเปื้อนในธรรมชาติ ตกค้างในเนื้อปลา และเมื่อชาวประมงจับมาเพื่อขาย เม็ดพลาสติกเหล่านี้ที่อยู่ในเนื้อปลาก็กลับกลายมาเป็นสารพิษที่คืนกลับมาอยู่ในร่างกายของเราแทน
ตั้งแต่ปี 2012 เป็นต้นมา เริ่มมีหลายฝ่ายออกมาเคลื่อนไหว อย่างเนเธอร์แลนด์ กลุ่ม Plastic Soup Foundation ได้ทำแอพพลิเคชั่นเพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเช็ก ตรวจสอบ และแบนสินค้าที่ส่วนผสมของไมโครบีดส์ จนเป็นกระแสอย่างกว้างขวาง ในประเทศแถบสแกนดิเนเวียและในยุโรป เริ่มมีความเคลื่อนไหวของแบรนด์ดังๆ อย่าง Burt’s Bees และ St.Ive ก็ประกาศเลิกใช้ไมโครบีดส์ และหันมาใช้วัสดุธรรมชาติอย่างเมล็ดแอพริคอต และกากมะพร้าวมาทดแทนไมโครบีดส์ทันทีตั้งแต่เมื่อ 4 ปีที่แล้ว ส่วนค่ายยักษ์ใหญ่ที่มีสายป่านของธุรกิจยาวก็เริ่มเคลื่อนไหว ลอรีอัลจากปารีสก็ประกาศแล้วว่ามีแผนที่จะนำเอาผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของไมโครบีดส์ออกจากชั้นวางสินค้าให้หมดทั้งครีมล้างหน้า ครีมอาบน้ำ คลีนเซอร์ต่างๆ ภายในปี 2017 เช่นเดียวกันกับจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน ซึ่งมีผลิตภัณฑ์หลายต่อหลายตัวที่ใช้ไมโครบีดส์ ก็ประกาศเช่นเดียวกันว่าจะยกเลิกการใช้ไมโครบีดส์ในผลิตภัณฑ์ของตัวเองในปี 2017 หลายๆ รัฐของสหรัฐก็เริ่มมีการประกาศใช้กฎหมายบังคับไม่ให้วางจำหน่ายสินค้าอุปโภคที่มีส่วนผสมของไมโครบีดส์แล้ว ซึ่งก็คาดว่าภายในปี 2020 นี้ สินค้าที่มีส่วนผสมของไมโครบีดส์น่าจะหมดไปจากท้องตลาดอย่างถาวร
ไม่แน่ใจว่าความเคลื่อนไหวในประเทศไทยเป็นอย่างไรนะครับ แต่คิดว่าอาจจะยังไม่มีกฎหมาย แต่เราสามารถตรวจสอบได้ง่ายๆ ด้วยการดูที่ฉลาก หากมีส่วนผสมที่ระบุว่าเป็นเม็ดพลาสติกอย่างที่เราบอก หรือมีส่วนผสมของไนล่อน ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่ามีไมโครบีดส์ (ถ้าเขาใส่ส่วนผสมครบนะครับ) และสามารถดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นที่ช่วยตรวจสอบเรื่องนี้ได้ โดยคีย์ beatmicrobead ได้ทั้งทางแอพสโตร์ เพลย์สโตร์ และไมโครซอฟท์โฟนสโตร์ หรือจะเข้าไปดูทางเว็บไซต์ beatmicrobead.org ก็ได้ครับ เรายังสามารถช่วยเพิ่มเติมรายชื่อของผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของไมโครบีดส์ได้ทางแอพพลิเคชั่นนี้ได้อีกด้วย เพราะเชื่อว่ายังมีผลิตภัณฑ์จากฝั่งเอเชียอีกมากที่อาจไม่ได้คำนึงถึงเรื่องนี้เท่าไหร่
ถือว่าช่วยโลกกันคนละไม้ละมือครับ







