posttoday
"พีพีโมเดล"กับการพลิกผืนป่าภาคเหนือ

"พีพีโมเดล"กับการพลิกผืนป่าภาคเหนือ

24 เมษายน 2559

เฟซบุ๊ก Thon Thamrongnawasawat

เฟซบุ๊ก Thon Thamrongnawasawat

เพื่อนธรณ์บอกว่าข้าพเจ้าควรจะไปช่วยป่าพินาศที่ภาคเหนือบ้าง คงต้องบอกว่าอาจารย์ธรณ์ทำงานด้านทะเลและไม่คิดจะทำในสิ่งที่ตัวเองไม่ถนัด แต่ในฐานะที่เสียดายป่าเหมือนคนไทยทุกคน เลยขอนำแนวคิด ‪#‎พีพีโมเดล‬ มาลองใช้กับกรณีนี้ครับ

ทำอย่างไรถึงจะ “พลิกฟื้น” สิ่งที่เสียหายอย่างหนัก ?

ผมเชื่อในแนว “รักษาสำคัญกว่าฟื้นฟู” จะเห็นได้ว่าพีพีโมเดลไม่เคยกล่าวถึงการปลูกปะการัง ทั้งที่มีการทดลองวิจัยอยู่ในพื้นที่ ไม่ใช่ไม่ชอบนะครับ แต่การปลูกเป็นอนาคตที่ต้องศึกษา มิใช่ฝากความหวังได้ในวันนี้

การปลูกป่ามีการศึกษาวิจัยมานาน มีการทำจริงในภาคปฏิบัติทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชนมายี่สิบสามสิบปี แต่การฟื้นฟูป่าสักแห่งต้องใช้ความพยายามต่อเนื่องและเวลา ดูอย่างป่าแม่วงก์ก็ได้ว่านานแค่ไหนกว่าความสมบูรณ์จะเริ่มกลับมา

เราควรปลูกป่า เราควรปลูกให้ถูกหลักวิชาการ เราควรใช้ความพยายามในการทำนุบำรุงต่อเนื่อง แต่เราต้องยอมรับเสมอว่านั่นเป็นการปลูกเพื่อลูกหลาน มิใช่ปลูกแล้วหวังว่าป่าจะเขียวขจี เมืองไทยจะหายร้อนหายแล้งในวันนี้พรุ่งนี้

แล้วอะไรควรทำอย่างแรก ?

รักษาสิ่งที่มีอยู่ ไม่ว่าจะน้อยนิดแค่ไหนก็ต้องทำ แนวปะการังพีพีแหลกยับเกือบทุกที่ เหลือเพียงหย่อมเล็กๆ ที่เกาะยูง สิ่งแรกที่เราทำคือ “ปิดเกาะยูง” เพื่อเก็บความสมบูรณ์แหล่งสุดท้ายไว้

เมื่อลองเทียบกัน เราพูดถึงป่าที่พินาศไปกี่แสนกี่ล้านไร่ตามพื้นที่ต่างๆ นั่นเป็นเรื่องดีในการกระตุ้นให้ผู้คนสนใจ แต่ถ้าจะทำจริง เราต้องดูว่า “ป่าเหลืออยู่แค่ไหน” และรักษาไว้ให้ได้

ต่อให้เราปลูกป่าได้ 1000 ไร่ ถ้าเราเสียป่าสมบูรณ์ไป 100 ไร่ ผมเลือกรักษาป่าไว้ครับ (ถ้ามันได้สัก 2 อย่างก็ดี แต่โลกนี้มีข้อจำกัดเสมอ)

รักษาอย่างไร ?

คำตอบคือใช้ป่าที่เหลือ สัตว์ที่เหลือ ความหลากหลายของระบบนิเวศ เป็นตัวชี้วัดการทำงานนับแต่นี้เป็นต้นไป ว่าเราดูแลไม่ให้ลดน้อยลงกว่านี้ได้ไหม

เรามีงานวิจัยด้านดัชนีชี้วัดโดยอิงฐานทรัพยากรมากมาย ทว่า...ในอดีตเราไม่เคยนำมาใช้เป็นตัวชี้วัดผลในการทำงานอย่างจริงจังสักที คงถึงเวลาแล้วที่เราต้องใช้พวกนี้เป็นตัวชี้วัดผลการทำงานของผู้รับผิดชอบ

ต้นไม้ใหญ่เหลือกี่ต้น กวางตัวเมียเหลือกี่ตัว ความหลากหลายของพืชพรรณลดน้อยลงไหม ประชากรนกหายากเป็นอย่างไรบ้าง ? สิ่งเหล่านี้ควรมีผลต่อการเลื่อนตำแหน่งหรือโยกย้ายสับเปลี่ยน มากกว่าคำว่า "เพื่อความเหมาะสม"

แล้วทำอย่างไร ?

ป่าเป็นความหมายของคนทั่วไป แต่ตามกฎหมายไทย ป่าแบ่งเป็นหลายส่วนขึ้นกับว่าอยู่ในเขตความรับผิดชอบของใคร ป่าในอุทยานต้องกรมอุทยาน ป่าสงวนต้องกรมป่าไม้ ฯลฯ

ผู้ว่าเป็นเพียงผู้ประสานงานและสั่งการ แต่การทำงานต้องไปด้วยกันทุกอย่าง ผู้ว่าสั่ง กรมไม่เอาด้วย เจ้าหน้าที่ตรงกลางไม่สนใจไม่ชงเรื่อง ระดับล่างไม่มีกำลังใจไม่มีการสนับสนุน ทุกอย่างมันก็ไร้ผล

มันเป็นระบบราชการไทยที่ยังไงก็คงเปลี่ยนแปลงไม่ได้โดยง่าย เราหวังสิ่งที่ดีขึ้นได้ แต่เราต้องเรียนรู้และเดินหน้าไปในระบบของวันนี้

ผมถือว่าป่าในอุทยานสำคัญสุด เพราะอุทยานมีจุดประสงค์แน่นอนและมีกฎหมายชัดเจนสุด

ข้อได้เปรียบสุดของอุทยานคือน่าจะมีงบประมาณจากเงินรายได้อยู่บ้าง ผมมั่นใจว่าเงินค่าธรรมเนียมที่เก็บได้เพิ่มขึ้นหลายร้อยล้านในส่วนของอุทยานทางทะเลในปีนี้ ปีหน้า และปีต่อๆ ไป สามารถนำบางส่วนไปใช้เพื่อดูแลอุทยานในเขตอื่นบ้าง

ยังมั่นใจว่าเงินรายได้ส่วนนี้ไม่ลดน้อยลงง่ายๆ เพราะฉะนั้น จะวางโครงการต่อเนื่อง 2-3-5 ปี เป็นไปได้ทั้งนั้น ไม่ติดขัดเรื่องงบประมาณข้ามปีเหมือนทั่วไป

หากคนดีที่ดูแลป่า มีกำลังคนเพียงพอ มีกำลังใจ มีอุปกรณ์สนับสนุน อะไรที่เคยเป็นไปไม่ได้ในอดีต ก็อาจเป็นไปได้

การรักษาและฟื้นคืนป่าในอุทยานจึงเป็นเรื่องสำคัญสุดและมีความเป็นไปได้สูงสุด

ป่าในเขตของกรมป่าไม้ เป็นโปรเจ็คที่ต้องอึดหน่อย เพราะกรมป่าไม้ไม่มีเงินรายได้เหมือนกรมอุทยาน ฝากความหวังไว้กับงบประมาณแผ่นดิน ซึ่ง...บอกตามตรง คงไม่มีหวังเพิ่มขึ้นมากมายหรอกครับ เพราะทุกอย่างเป็นแพทเทิร์นเดิมๆ สำนักงบประมาณมีกรอบอยู่แล้วทางบัญชี

หากจะระดมทุนหรือทำอะไรกัน ผลคิดว่าสิ่งที่น่าสนับสนุนที่สุดคือเจ้าหน้าที่ของกรมป่าไม้ วางเป้าหมายให้ชัดเจน ไปดูป่าที่เหลือด้วยกัน สนับสนุนในสิ่งที่เขาขาด จากนั้นค่อยกลับไปดูใหม่ว่าทำได้ตามที่สัญญาหรือไม่

ป่าชุมชนเป็นอีกส่วนหนึ่งที่ต้องเดินหน้า เราติดขัดเรื่องกฎหมายอยู่นานเพราะทั้งสองฝ่ายต่างจบกันในจุดที่ไม่มีใครยอมถอย เป็นอย่างนี้มาหลายปีแล้วและคงเป็นต่อไป แต่ถ้ากฎหมายใดออกมาใช้ได้ก่อนก็ควรใช้ครับ

ป่าชุมชนในเขตป่าสงวนเป็นสิ่งที่ทั้งสองฝ่ายต่างยอมรับ เพราะฉะนั้น ทำตรงนี้ให้ถูกกฎระเบียบ ช่วยชาวบ้านและช่วยเจ้าหน้าที่เพื่อไปด้วยกัน คนไทยที่อยากสนับสนุนก็ช่วยในส่วนนี้ได้เยอะ

แล้วมันจะเกิดไหม ?

เรามีคนเก่งในเรื่องป่ามากมาย เรามีคนดีที่เดินท่อมๆ ดูแลป่าให้คนไทยทั้งชาติทั้งที่ได้เงินเดือนน้อยนิดอยู่อีกมหาศาล สิ่งที่พวกเขาต้องการคือความหวังและกำลังใจ

พีพีโมเดล ไม่ได้เริ่มต้นที่แก้ปัญหา เพราะอุปสรรคมันมีมหาศาล เราเริ่มที่สร้างความหวัง เพราะมีแต่ความหวังเท่านั้นที่จะก้าวข้ามอุปสรรคเหล่านั้น

ความหวังไม่ได้เกิดที่คำพูดในห้องหรือบันทึกการประชุม ความหวังเกิดเมื่อสายตามองเห็นผลลัพธ์จากการลงมือทำ

เลือกสถานที่เหมาะสมสัก 3 แห่ง (เขตอุทยาน เขตป่าสงวน เขตป่าชุมชน) ทำให้เป็นจริงที่นั่น ทำให้เกิดความหวัง และขยายผลต่อไป

เส้นทางมันขรุขระยิ่ง มันลำบากมากมาย แต่อย่างน้อยเราก็มองเห็นทางที่จะเดินไป...ใช่ไหมครับ

ที่มาจากเฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/thon.thamrongnawasawat

 

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน