posttoday
ระบบสุขภาพกับสังคมสูงอายุ

ระบบสุขภาพกับสังคมสูงอายุ

15 เมษายน 2559

โดย...นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์

โดย...นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์

ประเทศไทยมีสัดส่วนประชากรสูงอายุมากขึ้นเรื่อยๆ และเป็นสังคมสูงอายุแล้ว แถมเป็นประเทศที่แก่เร็วมาก คือสัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นในเวลาอันสั้นกว่าหลายประเทศ

แต่มีความเข้าใจผิดว่าจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นจะมีค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพเพิ่มขึ้นอย่างมาก พูดง่ายๆ คือ ประเทศไทยจะใช้จ่ายเพื่อสุขภาพเพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเป็นสังคมสูงอายุ ทำให้เกิดความวิตกกังวล มองผู้สูงอายุเป็นภาระสังคม ยิ่งเมื่อไทยมีระบบหลักประกันสุขภาพที่ใช้เงินภาษีเป็นแหล่งทรัพยากรหลักก็ยิ่งวิตกกังวลว่า จะต้องถังแตก แย่แน่ๆ ถ้าไม่รีบปรับระบบ

อย่างไรก็ดี หากได้เห็นข้อมูล และความรู้จากวิจัยทั้งในแง่ชีววิทยา และเชิงระบบ อาจทำให้ได้สติกลับมาคิดใหม่ เลิกวิตกกังวล แต่เกิดปัญญาเห็นทางออก ซึ่งมีข้อเท็จจริงอย่างน้อย 3 ประการ ที่ควรเข้าใจเสียใหม่ เพื่อนำมาปรับใช้ในการสร้างระบบสุขภาพรองรับสังคมสูงอายุ

ข้อแรก เมื่อคนเราสูงอายุ ร่างกายย่อมเสื่อมลงตามธรรมชาติ แต่ไม่ได้แปลว่าจะต้องเสื่อมและกลายเป็นภาระการรับบริการสุขภาพเสมอไป ในความเป็นจริงมีประชากรสูงอายุจำนวนไม่ถึง 1% ที่ต้องพึ่งพิงผู้อื่น อีกประมาณ 10% ที่มีโรคประจำตัว และตัวเลขนี้ยังลดลงได้ หากมีการส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค ตั้งแต่ก่อนเข้าวัยสูงอายุ

ข้อสอง ประชากรสูงอายุที่เจ็บป่วยจนต้องเข้ารับการรักษาพยาบาล หากสูงอายุมาก (เช่น อายุ 80 ปี) จะสร้างภาระค่าใช้จ่ายน้อยกว่า เมื่อต้องเข้ารับการรักษา ขณะสูงอายุไม่มาก (เช่น อายุ 60 ปี)

ข้อสาม ประชากรสูงอายุไม่ใช่ปัจจัยสำคัญในการสร้างค่าใช้จ่าย แต่ค่าใช้จ่ายสูงจากการใช้เทคโนโลยีเพื่อยืดอายุ โดยอาจไม่ได้เพิ่มคุณภาพชีวิต หากเอาทั้งสามข้อมารวมกันจะได้ข้อสรุปทำนองนี้

สังคมสูงอายุที่มีผู้สูงอายุสุขภาพดีหากเจ็บป่วยต้องเข้าโรงพยาบาลก็เมื่อมีอายุมาก (เช่น 80 ปีขึ้นไป) มีการพิจารณาใช้เทคโนโลยีพร้อมจัดระบบการดูแลอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะในช่วงสุดท้ายของชีวิตจะทำให้ผู้สูงอายุไม่ใช่ภาระของระบบสุขภาพ แต่กลับมีส่วนสร้างสังคม และเพิ่มคุณภาพชีวิต แม้สูงวัย

ภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพอันเกิดจากสังคมสูงอายุ จึงเป็นข้อเท็จจริงที่ปรับเปลี่ยนได้ ไม่ได้เป็นชะตากรรมที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ต้องการความเข้าใจ และความร่วมมือจากทั้งฝ่ายประชาชน (ผู้สูงอายุเอง ญาติ และสังคมรอบข้าง) และบุคลากรทางการแพทย์ การสาธารณสุข พร้อมกับฝ่ายนโยบาย เพื่อจัดระบบ สร้างเครื่องมือ และตัวช่วยต่างๆ ที่เหมาะสม

ประการแรก สังคมต้องทำความเข้าใจใหม่ให้เห็นคุณค่าของผู้สูงอายุ เพราะผู้สูงอายุส่วนใหญ่ยังทำประโยชน์เมื่ออายุเกิน 60 ได้ ไม่ควรหยุดอยู่กับบ้าน เรื่องผู้สูงอายุกับการทำงานหลังอายุ 60 ปี เป็นเรื่องที่ฟังดูเหมือนง่าย แต่มีมิจฉาทิฏฐิที่ฝังหัวและต้องแก้เชิงระบบด้วย

เริ่มด้วยความรู้ที่มาจากฐานชีววิทยา คนทั่วไปสรุปว่า หลังอายุ 60 สุขภาพเริ่มเสื่อมถอย ไม่มีข้อมูลทางชีววิทยาใดบอกว่า ร่างกายคนเราเสื่อมถอยอย่างใหญ่หลวง ความจริงอวัยวะต่างๆ เสื่อมถอยอยู่ตลอดเวลา แต่ก็มีการซ่อมแซมตลอดเวลาเช่นเดียวกัน

แต่ละอวัยวะมีเส้นทางเดินที่แตกต่างกัน ไม่มีใครบอกได้ว่า ความสามารถในการซ่อมแซมจะลดลงหรือหมดไปเมื่ออายุ 60 ปี เช่น เคยเชื่อกันว่าสมองเป็นอวัยวะหนึ่งที่มีแต่เสื่อม (มีจำนวนเซลล์สูงสุดเมื่ออายุ 2 ปี แล้วก็จะลดลงเรื่อยๆ) การวิจัยใหม่ๆ พบว่า สมองมนุษย์ทำงานได้มากขึ้น โดยไม่พึ่งพาจำนวนเซลล์สมองอย่างเดียว แต่ด้วยการเพิ่มการเชื่อมต่อระหว่างเซลล์ ในขณะเดียวกัน หากมีเซลล์สมองตายไปเราก็ยังมีสเต็มเซลล์ในสมองมาทดแทนเซลล์ที่ตายได้

การใช้ตัวเลขอายุตัวหนึ่งมาเป็นตัวนับถอยหลัง จึงไม่สอดคล้องกับธรรมชาติ จึงไม่ควรให้ใครหยุดหรือลดการทำงาน เพียงเพราะมีอายุถึงตัวเลขหนึ่ง ในเชิงระบบสิ่งสำคัญคือการเปลี่ยนกติกาใหญ่ของการจ้างงาน และสวัสดิการสังคม ไม่ผูกติดกับตัวเลขอายุ ไม่ว่าจะเป็น 60 หรือ 55 หรือกระทั่ง 65 แต่ดูจากความสามารถในการทำงาน พร้อมกับสร้างกติกาใหม่ เช่น การจ้างงานบางเวลาหรือเพิ่มโอกาสให้ผู้สูงอายุสร้าง
งานของตัวเอง เช่น ให้เงินทุน ช่วยจัดการให้ความรู้ หรือสร้างตลาด

ประการที่สอง คือ การมองสุขภาพแบบองค์รวม สุขภาพดีไม่ใช่ผลจากชีววิทยา การมีหรือไม่มีโรคภัยไข้เจ็บทางกายแต่เพียงอย่างเดียว หากมีผลจากปัจจัยด้านจิตใจ และสภาวะทางสังคม (รวมถึงสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ) ด้วย ตลอดจนถึงสุขภาวะทางจิตวิญญาณ

ขณะที่อวัยวะต่างๆ มีการเสื่อมถอย หรือร่างกายเป็นโรค การมีสุขภาพจิตที่ดี การอยู่ในสภาวะที่ได้รับความรัก การยอมรับนับถือ มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ร่างกายยังแข็งแรง ทำงานมีชีวิต ที่มีความสุข หรือแม้มีโรคก็มีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ ไม่ต้องอยู่เฉพาะกับหมอ ยา และโรงพยาบาล

นี่ไม่นับการปรับพฤติกรรมสุขภาพ และอาหารการกินที่จะช่วยให้สุขภาพดี ชะลอการเสื่อมถอย หรือการดำเนินของโรค และควรทำตั้งแต่อายุยังน้อย

ในเชิงระบบ การสร้างสิ่งแวดล้อมความเป็นอยู่ที่ส่งเสริมสุขภาพใจ และสุขภาวะทางสังคม เริ่มตั้งแต่ครอบครัวเข้มแข็ง ต่อไปถึงชุมชนเข้มแข็ง คือตัวอย่างการสร้างกลไกที่จะช่วยให้ผู้สูงอายุอยู่อย่างมีศักดิ์ศรี มีความสุขใจ เป็นปราการเสริมรองรับผู้สูงอายุที่ครอบครัวอาจจะอ่อนแอ หรือไม่อยู่ในสภาพที่ดูแลได้ดีพอ

รูปธรรมในเชิงนโยบาย คือ ทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้มแข็ง รู้จักวิธีทำงาน และสามารถลงทุน จัดระบบให้เกิดชุมชนส่งเสริมสุขภาวะที่ดูแลทุกวัย และสร้างครอบครัว ชุมชนให้มีส่วนร่วมดูแลผู้สูงอายุที่พึ่งพิง

ปัจจุบันมีกฎกติกามากมายที่จำกัดการคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ด้วยกลัวว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จะใช้เงินเอาใจประชาชน หวังเสียงจากการเลือกตั้ง จนหลายเรื่องที่จะเป็นประโยชน์อย่างจริงจังต่อเนื่องไม่สามารถเกิดได้ เช่น การจัดระบบผู้ดูแลผู้สูงอายุโดย อปท.ที่มุ่งไปที่ประชาชนยากไร้ หรือครอบครัวยังไม่พร้อม หรือไม่สามารถดูแลผู้สูงอายุได้ หลายแห่งถูก สตง. ท้วงติงว่าผิดกฎหมาย สร้างความกังวลกับพื้นที่ที่ทำงานจริงจัง

ประการที่สาม คือ ระบบบริการสุขภาพที่ต้องปรับระบบให้ดูแลสุขภาพประชาชนได้อย่างต่อเนื่องทุกระดับลงไปจนถึงครอบครัว และชุมชน ระบบบริการสุขภาพของไทยมีชื่อเสียงในหลายมุม ที่สำคัญมากคือการเชื่อมโยงกับชุมชน และการมีส่วนร่วมของชุมชนที่ขยายตัว มีนวัตกรรมมากมาย ตั้งแต่มีนโยบายสาธารณสุขมูลฐานมากว่า 30 ปี และเมื่อมีการจัดตั้งระบบหลักประกันสุขภาพ มีนโยบายหน่วยบริการใกล้บ้าน ใกล้ใจ เรียกว่าหน่วยปฐมภูมิที่มีการทำงานเชื่อมโยงกับชุมชน และดูแลผู้ป่วยร่วมกับโรงพยาบาล

เมื่อเป็นสังคมสูงอายุมากระตุกเตือนให้พัฒนาระบบบริการสุขภาพให้ดียิ่งขึ้น ให้สามารถดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ จนเกิดลักษณะ 3 ประการที่กล่าวข้างต้น คือ มีสุขภาพดีให้มากที่สุดและนานที่สุด หากมีโรคก็ไม่ต้องเข้าโรงพยาบาลโดยไม่จำเป็น ถึงคราวต้องดูแลก็มีระบบร่วมกันและใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม

ระบบสุขภาพที่ผ่านมาคุ้นเคยกับการแก้ปัญหาโรคเฉียบพลัน รักษาแล้วก็หายไป ผู้สูงอายุหากเจ็บป่วยส่วนใหญ่เป็นโรคเรื้อรัง ต้องดูแลต่อเนื่อง ที่สำคัญต้องผสมผสานมิติทางจิตใจ และสังคม ต้องทำความเข้าใจ มีการปรึกษาหารือกันอย่างใกล้ชิด ระหว่างชาวบ้านกับระบบบริการ และระหว่างหน่วยบริการต่างระดับให้ส่งคนไข้กลับไปกลับมาได้สะดวก

แต่ยังคงให้หน่วยบริการใกล้บ้านเป็นที่พึ่งหลักดูแลภาพรวม และขอความช่วยเหลือเมื่อจำเป็น ต้องสามารถตอบสนองความต้องการ หรือตอบคำถามของผู้ป่วย หรือแม้แต่ญาติๆ ทำให้เห็นว่า แม้เป็นโรคเรื้อรัง ไม่มีวันหายก็ไม่จำเป็นต้องอยู่อย่างหมดหวัง หรือมองตัวเองเป็นคนอ่อนแอหรือบางครั้งเป็นเรื่องความกังวลว่าจะดูแล (ผู้มีพระคุณ) ไม่ได้ดีพอ ผสมผสานกับความคาดหวัง (ที่อาจไม่เป็นจริง) เกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่ๆ หรือทางเลือกในการดูแลต่างๆ ที่เพิ่มขึ้นอย่างมากมาย และกลายเป็นที่รับรู้อย่างกว้างขวางและรวดเร็ว

โครงสร้างและแนวคิดของระบบบริการสุขภาพของไทยมีพร้อมกว่าหลายประเทศ แต่ต้องการปรับเชิงกลไก และกติกาการทำงาน โดยเฉพาะคือการปรับปรุงระบบ และกติกาการซื้อบริการ ภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพทั้ง 3 ระบบหลัก เพื่อให้หน่วยบริการทุกระดับทำงานเชื่อมต่อดูแลผู้ป่วยร่วมกัน โดยให้หน่วยปฐมภูมิเข้มแข็งเป็นตัวหลักในการดูแลใกล้ชิด และมีคุณภาพ โดยมีผู้เชี่ยวชาญในระดับที่สูงกว่า สนับสนุนช่วยเหลือ เกิดความสะดวก สร้างความมั่นใจให้กับครอบครัว และชุมชน

ไม่ต้องวิ่งวุ่นหาความช่วยเหลือตามลำพัง หรือเริ่มต้นใหม่เมื่อต้องส่งต่อ ทำให้ประชาชนมีความเข้าใจเกี่ยวกับโรคที่เป็นทางเลือกที่สามารถอยู่กับโรค หรือความเจ็บป่วย โดยไม่ฝากความหวังทั้งหมดไปกับเครื่องมือ และยา เมื่อถึงเวลาก็ร่วมกันวางแผนตัดสินใจให้มีการดูแลในวาระสุดท้ายของชีวิตอย่างมีคุณภาพ แทนการทุ่มเททรัพยากร และฝากความหวังกับเทคโนโลยียืดอายุ โดยไม่รู้เท่าทัน หรือมีความคาดหวังผิดๆ

การปรับรื้อเพื่อสร้างระบบสุขภาพรองรับสังคมสูงอายุทั้งสามด้านพร้อมกันตั้งแต่สร้างค่านิยมใหม่เกี่ยวกับผู้สูงอายุ จนถึงการปรับระบบบริการจะกลายเป็นการสร้างความสัมพันธ์ใหม่ของฝ่ายต่างๆ ในสังคม เป็นความสัมพันธ์ที่นำไปสู่การมองเห็นคุณค่าของทุกคนในทุกสภาวะ เคารพความรู้ของผู้อื่น มีการทำงานร่วมกันระหว่างทีมงานสุขภาพ โดยมีประชาชนเป็นเป้าหมายร่วมอย่างแท้จริง

ข่าวล่าสุด

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม.  เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม. เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่