เจด้า ศรัณย่า นางเอกนักบู๊ใหม่ ฉลอง ภักดีวิจิตร
ระเบิดภูเขา เผากระท่อม กลายเป็นสโลแกนติดปากอันเป็นเอกลักษณ์ที่ผู้ชมเอ่ยถึงละครจากฝีมือผู้กำกับรุ่นเก๋า ฉลอง ภักดีวิจิตร
โดย...นกขุนทอง-ศศิธร จำปาเทศ ภาพ... กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร
ระเบิดภูเขา เผากระท่อม กลายเป็นสโลแกนติดปากอันเป็นเอกลักษณ์ที่ผู้ชมเอ่ยถึงละครจากฝีมือผู้กำกับรุ่นเก๋า ฉลอง ภักดีวิจิตร (อาหลองของคนวงการบันเทิงรุ่นใหม่) ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง ล่าสุดผลงานละครเรื่อง ทอง 10 ที่เปิดตัวด้วยเรตติ้งสูงปรี๊ดถึง 8.5 พร้อมแจ้งเกิดนางเอกนักบู๊คนใหม่ เจด้า-ศรัณย่า ชุณหศาสตร์ ที่อาหลองเห็นแววตั้งใจปั้น โด่งดังตามนางเอกรุ่นพี่ที่อาหลองปลุกปั้นมาสำเร็จ เช่น เอ็มม่า-วรรัตน์ สุวรรณรัตน์ รับรองว่าละครบู๊เรื่องต่อไปของอาหลอง ต้องมีชื่อเจด้าติดเป็นหนึ่งในนางเอก
เป็นนางเอกต้องอดทน
เจด้าเคยมีผลงานละครมาแล้ว 3 เรื่อง คือ หัวใจเถื่อน เพลงรักเพลงรำ และจุมพิตพยัคฆ์สาว อีกเรื่องเพิ่งเปิดกล้องคือ เทพธิดาป่าคอนกรีต สำหรับเรื่อง ทอง 10 นี้ เธอยกให้เป็นละครที่สร้างประสบการณ์ใหม่ๆ และเป็นบททดสอบหินของนางเอกเลือดใหม่ ถ้าผ่านละครอาหลองไปได้เรื่องอื่นก็หายห่วง
“ละครของอาฉลอง เรียกว่าไม่มีโลเกชั่นในเมืองเลยดีกว่าค่ะ หลักๆ อยู่ที่สระบุรี ละครที่ผ่านมาเจด้าถ่ายในเมืองบ้าง ตามห้าง ตามบ้าน แต่ทอง 10 กินนอนในป่าเลย จริงๆ ก็ชอบนะ ก็สนุกไปอีกแบบ ตอนแรกอาจจะงอแง อากาศร้อน ทั้งแมลง และฝุ่น แต่พอได้เห็นทีมงานทุกคนทำงานอย่างตั้งใจ มีคนเหนื่อยและทำงานหนักกว่าเราเยอะมาก พี่ๆ ทีมงานมาก่อนแล้วก็กลับหลังเราทุกครั้ง เราจะมาเป็นตัวถ่วงคนอื่นไม่ได้ ถือเป็นประสบการณ์และเป็นเกียรติมาก ที่หนูมีโอกาสร่วมงานกับคุณอาฉลอง นักแสดงน้อยนักที่จะมีโอกาสได้ร่วมงานกับคุณอาซึ่งเป็นถึงศิลปินแห่งชาติ”
สำหรับสไตล์การทำงานของอาหลอง ผู้กำกับที่มีผลงานอย่างเป็นเอกลักษณ์ ทำให้นักแสดงต้องทำงานอย่างทุ่มเททั้งกำลังกายและกำลังใจ แต่สิ่งที่ได้กลับมามีค่ายิ่งจากคำสอนของผู้กำกับมากบารมี
“คุณอาสอนเยอะมาก ทั้งเรื่องคำพูด เวลาพูดบทต้องพูดอย่างไร ถ้าเราพูดไม่รู้เรื่องคนดูก็ฟังเราไม่รู้เรื่อง สอนเรื่องมุมกล้อง คิวบู๊ เอฟเฟกต์ จากที่หนูไม่เป็นอะไรหลายๆ อย่างก็มาเป็นในละครของคุณอา เช่น ดำน้ำ ขี่มอเตอร์ไซค์ ขับรถ ช่วงแรกๆ ก็ไม่ได้ออกบู๊อะไรมาก วิ่งหนีอย่างเดียว แต่พอผ่านกลางเรื่องไป ช่วงเรื่องดำเนินอยู่ในป่า ทีนี้เขาบู๊เราก็ต้องบู๊ด้วย มีครูมาสอนทุกๆ ครั้งที่มีฉากบู๊ สอนกันหน้ากองเลย แต่ก่อนที่จะถ่ายทำมีเข้าไปเรียนกับครูของกองที่บริษัทครั้งหนึ่งเป็นพื้นฐานให้เรารู้การตั้งการ์ด การเหวี่ยงแขน ตอนแรกๆ หนูไม่อยากเล่นคิวบู๊เพราะรู้สึกว่าเหนื่อย เราทำไม่ได้หรอก แต่พอได้เริ่มฝึก ร่างกายเราเริ่มคุ้นกับท่ามันกลายเป็นเรื่องง่ายและสนุก พอเราเล่นเสร็จคุณอาก็บอก เออ บู๊ได้นี่
งานสไตล์คุณอาฉลอง เราไม่ต้องห่วงสวย แต่งหน้าตั้งแต่เช้าแล้วถ่ายทำทั้งวัน ช่างไม่จำเป็นต้องอยู่หน้ากอง นางเอกหน้ามันใช่ไหมโอเคเลยชอบ หน้าเปื้อนใช่ไหมโอเคอย่างนั้นเลย หนูเองห่วงสวยก็มีบ้าง เวลาปากซีดก็แอบเติมปากหน่อย คุณอาเขาไม่ชอบให้หน้าเป๊ะมาก บอกช่างแต่งหน้าว่าขอหน้าสีแทนๆ คุณอาเป็นคนละเอียด ได้ความสมจริงตลอด เวลาถ่ายในเรือนักแสดงต้องพายไปจริงๆ ไม่มีทีมงานมาค่อยดันคอยพายให้ เราต้องพายไปกลางน้ำจริงๆ แล้วถึงจะตั้งกล้อง”
แม้จะขึ้นชื่อว่าเป็นละครที่มีความละเอียดถ่ายทำนาน บางเรื่องใช้เวลาถ่ายทำถึงหนึ่งปี แต่เจด้าคิดว่าเป็นความสนุกอย่างหนึ่ง ยิ่งถ่ายทำนานทั้งทีมงานและนักแสดงก็ยิ่งสนิทสนม
2 ปีบนเส้นทางบันเทิง
กว่าจะเข้ามาอยู่ในวงการบันเทิงถือว่าเป็นเรื่องยากแล้ว เมื่อเข้ามาใช้ชีวิตในวงการบันเทิงยิ่งยากกว่า ทั้งการวางตัวให้ดูดีสมเป็นคนสาธารณะ เพราะไม่เพียงฝีไม้ลายมือทางการแสดงเท่านั้น แต่ลักษณะนิสัยใจคอ สิ่งเหล่านี้ล้วนมีผลต่ออนาคตที่จะทำให้แฟนรักหรือเลิกสนับสนุน
“2 ปีกับการเป็นนักแสดงช่อง 7 เจด้าได้อะไรเยอะมาก โชคดีที่ทางช่องป้อนละครให้เราเรื่อยๆ เป็นโอกาสที่ผู้ใหญ่มอบให้ ก็เป็นโอกาสให้เราฝึกพัฒนาตัวเองด้วย อีกอย่างเมื่อก่อนเจด้าพูดรัวมาก ทางช่องก็ให้ไปอ่านคั่นรายการทั้งวัน ต้องพูด ท่านผู้ชมคะ รายการต่อไป แบบนี้อาทิตย์ละ 2 วัน ซึ่งฝึกให้เราเป็นคนพูดช้าและชัด ตอนนี้พูดช้าลงมากแล้วนะคะ เมื่อก่อนฟังไม่รู้เรื่องเลย”
การเป็นนักแสดงในวงการบันเทิงยุคโซเชียลไม่ใช่เรื่องง่าย 1-2 เดือน นางเอกอย่างเจด้า ต้องเข้าเรียนอบรมบุคลิกภาพ คำพูดและทัศนคติ การดำรงชีวิตบนเส้นทางสายบันเทิง เธอได้เรียนรู้ว่า ถึงแม้จะต้องปรับตัวเองเพียงใด แต่ต้องไม่ทิ้งความเป็นตัวเอง
“หนูคิดว่าคำพูดสำคัญมากๆ บางครั้งเราจะเห็นดาราที่อารมณ์ปริ๊ดขึ้นมา หรือควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ในเหตุการณ์ต่างๆ การที่เรามายืนตรงนี้สิ่งที่เราต้องรับผิดชอบให้มากขึ้น คือ อารมณ์ของ
ตัวเอง เรื่องคำพูดไม่ว่าเราจะพูดหรือแสดงอะไรออกไป มีสื่อทุกสายตาจับจ้องอยู่ ต้องทำให้ดี บางครั้งต่อให้เราโกรธ ไม่ชอบ แต่เราก็ต้องทำให้มันไม่ดูแย่ เราเคยเป็นแฟนคลับคนอื่นมาก่อน ก็เห็นว่าบางคนไม่น่าทำแบบนี้ ไม่น่าพูดแบบนี้ออกทีวี พอเรามาอยู่จุดนี้ก็ได้เรียนรู้มาเรื่อยๆ
หนูว่าการเข้าวงการมันสูญเสียเวลาที่อยู่กับเพื่อน เลิกเรียนเที่ยงครึ่งเพื่อนไปกินข้าวกัน แต่เราต้องมาถ่ายละคร ด้านครอบครัวไม่ได้เสียอะไรเลย เวลาไปไหนคุณแม่จะไปด้วยตลอด ส่วนความเป็นตัวของตัวเองหนูมองว่าวงการบันเทิงไม่ใช่การเฟกต์ แต่ทำไปตามกาลเทศะ หรือสถานการณ์บังคับมากกว่า พยายามทำออกมาให้มันดี ตั้งแต่คุณก้าวออกจากบ้านนั่นถือว่าชีวิตดาราของคุณได้เริ่มแล้ว”
สังคมบันเทิง ไม่ใช่มายา
หลายคนคิดว่าสิ่งที่ดาราบางคนแสดงออกนั้นไม่ใช่ตัวตนของนักแสดงคนนั้นจริงๆ และสำหรับนักแสดงบางคนก็คิดว่าวงการบันเทิงช่างต่างจากโลกชีวิตความเป็นจริงอย่างสิ้นเชิง แต่สำหรับนางเอกคนนี้วงการบันเทิงสวยงามกว่าที่คิดเสียอีก
“เราเคยได้ยินมาว่าวงการบันเทิงเป็นวงการมายา แต่พอเราเข้ามาเราว่าไม่นะคะ มันคือสังคมอีกสังคม ซึ่งทุกคนแฮปปี้นะคะ มากองทุกคนเล่นสนุกกัน เหมือนสังคมที่โรงเรียน เหมือนสังคมแถวบ้าน เหมือนที่ทำงานที่หนึ่ง มันไม่ได้หลอกลวง ยังมีความจริงใจให้กัน หนูรู้สึกว่าทุกคนให้ความจริงใจ คนเราสามารถสัมผัสได้ว่าใครจริงใจหรือไม่จริงใจกับเรา ซึ่งที่ผ่านมาหนูว่าทุกคนจริงใจกับเรา ตอนนี้ไม่คาดหวังอนาคตในวงการบันเทิง ผู้ใหญ่ให้งานอะไรเราก็ทำให้เต็มที่ แล้วเราก็พยายามเก็บเงินไปเรื่อยๆ เรียนไปด้วย ถึงแม้จะจบช้ากว่าเพื่อนไปหนึ่งปีก็ตาม”
เจด้าเชื่อว่าเรียน (คณะมนุษยศาสตร์ สาขาวรรณคดี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์) กับทำงานมันไปด้วยกันได้ ต้องหาทางสายกลางให้เจอ เพราะใบปริญญาต้องเอามาเป็นของขวัญให้คุณพ่อคุณแม่ ถึงจะจบช้ากว่าเพื่อนก็ไม่เสียดาย เพราะรู้ว่าเรียนไปด้วยแล้วก็ทำงานไปด้วย โชคดีที่คุณพ่อคุณแม่เข้าใจ ให้กำลังใจตลอด
“ตอนเข้าวงการแรกๆ เกรดตกฮวบเลย ตอนนั้นยังปรับตัวไม่ได้ บางครั้งเรามีสอบแล้วก็ไม่บอกอาจารย์ เลือกไปกองถ่ายเพราะเกรงใจ รู้สึกว่าคนทั้งกองเขาต้องมารอเรา แต่จริงๆ แล้วทุกอย่างมันแก้ไขได้ เราก็ค่อยๆ ปรับ สื่อสารกันมากขึ้น ไม่ว่าจะด้านที่มหาวิทยาลัยเองและกองถ่ายที่เขาจะโยกคิว สลับคิว เอาฉากโน้นมาถ่ายก่อนระหว่างรอเราเรียน เกรดก็ดีขึ้น มาที่ระดับสามเท่าเดิม
การที่เรียนไปด้วยทำงานไปด้วยมันได้ประสบการณ์จากทั้งสองสถานะมาประยุกต์ใช้ด้วยกันได้ เรียนด้านวรรณคดี ทำให้ต้องอ่านหนังสือเยอะ บางทีเราก็ต้องวิเคราะห์ตัวละครที่มีบทในหนังสือด้วย วิเคราะห์การกระทำของตัวละคร ซึ่งพอมาอ่านบทละครมันสามารถประยุกต์ด้วยกันได้ ทำให้มองบทได้ลึกขึ้น ส่วนงานละครก็ทำให้เรามีวินัยและความตรงต่อเวลา แต่พอได้ฝึกตัวเองในกองถ่ายกลายเป็นคนตรงต่อเวลาค่อนข้างมาก เราก็เป็นฟันเฟืองหนึ่งในกลไกนี้ที่ทำให้นาฬิกาหมุนไปเรื่อยๆ ถ้ามันขาดตัวหนึ่งมันก็เดินไปไม่ได้”
ทุกวันนี้ดาราหน้าใหม่เข้าวงการบันเทิงมากมายแทบจำหน้าไม่ได้ว่าใครเป็นใคร หน้าตาอาจไม่ใช่สิ่งสำคัญที่ทำให้คุณถูกเลือก แต่ความรับผิดชอบ ความทุ่มเท และความสามารถนั้นต่างหากที่จะทำให้คุณแตกต่างและโดดเด่นในวงการที่เรียกว่า “นักแสดง”


