พิชิตใจ... พิชิตอินทนนท์
ทริปประเพณีปั่นจักรยานพิชิตยอดดอยอินทนนท์ที่เพิ่งผ่านไปเมื่อปลายเดือนที่แล้ว
โดย...วิทยา เคหสุขเจริญ ภาพ... พรรณสา ศุภขจรวานิช, เสรี ชวชาติ
ทริปประเพณีปั่นจักรยานพิชิตยอดดอยอินทนนท์ที่เพิ่งผ่านไปเมื่อปลายเดือนที่แล้ว ได้สร้างเรื่องเล่าขานตามมามากมาย สำหรับคนนอกหรือคนที่ไม่ได้ร่วมปั่น เราคงจะเคยผ่านตาถึงเรื่องราวของแชมป์ Peter Pouly อดีตนักแข่งระดับ Pro tour ชาวฝรั่งเศส ที่มาปักหลักอยู่เมืองไทย กับการทำสถิติใหม่ในการปั่นจักรยานเข้าเส้นชัยบนยอดดอยอินทนนท์ในเวลาเพียงแค่ 2 ชั่วโมง เรื่องราวของนักร้องดังอย่างโจอี้ บอย หรือเหล่าเซเลบริตี้นักปั่นสาวๆ ดารา-นางแบบ ที่ฝึกซ้อมกันมาเป็นอย่างดีสำหรับงานนี้โดยเฉพาะ
แต่สำหรับนักปั่นที่เข้าร่วมปั่นแล้ว เรื่องราวของแต่ละคนแตกต่างกันออกไป นักปั่นระดับขาแรงที่ทำเวลาระหว่าง 3-4 ชั่วโมง จะถกกันเรื่องอาการตะคริวที่กำลังจะมาเยือนจากการทุ่มพลังพิชิตเนินสุดท้าย และแผนการฝึกซ้อมที่ต้องปรับปรุงในปีต่อๆ ไป ส่วนนักปั่นมือกลางๆ ที่จบทริปที่ 6 ชั่วโมง ต่างคุยกันถึงความโหดร้ายของเนินพระธาตุ ที่ทำให้ต้องลงเข็นกันเกือบทุกคน
แต่สำหรับสองสาวนักปั่นเสือภูเขาสายท่องเที่ยวประเภท Weekend Warrior วลัย เชียงเจริญ และพรรณสา ศุภขจรวานิช การเข้าร่วมทริปพิชิตยอดดอยอินทนนท์ครั้งนี้ พวกเธอไม่ได้มีการเตรียมการหรือซักซ้อมอะไรเป็นพิเศษ เพียงแค่ออกทริปปั่นปกติทุกเสาร์ และก็ไม่ได้ตั้งเป้าหมายพิเศษใดๆ ไว้ “ขอแค่ปั่นให้จบ หรือเอาเท่าที่ร่างกายเราไหว” วลัยบอกเรา “มีรุ่นพี่บอกจะเลี้ยงข้าวด้วย ถ้าเข้าเส้นชัยได้ภายใน 7 ชั่วโมง” สิ่งที่พรรณสาเสริมขึ้นมาบ่งบอกถึงความคาดหวังอันน้อยนิดจากคนรอบข้างได้เป็นอย่างดี ในขณะที่กลุ่มเพื่อนนักปั่นชายถกกันอยู่แต่เรื่องการโมดิฟายจักรยานให้เบาแรงเวลาขึ้นเขา วลัยเลือกใช้รถพับ Bike Friday ล้อ 20 นิ้ว 3X8 Speed ส่วนพรรณสาใช้เสือภูเขา Hard Tail ใส่ยางเล็ก เท่านี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับความวุ่นวายในส่วนของจักรยาน
ก่อนจะถึงเวลาเช้าวันนั้น สิ่งที่ต้องเตรียมตัวให้ดีจะเป็นเรื่องกินอิ่ม-นอนหลับเสียมากกว่า ทั้งสองสาวรอให้ขบวนส่วนใหญ่ออกไปก่อนจึงออกตัวตามไปอย่างช้าๆ ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็ผ่าน Check Point จุดแรกที่ 10 กม. และขึ้นถึงที่ทำการอุทยานฯ กม.31 ในเวลา 3 ชั่วโมงเศษ ระหว่างทางได้เจอกับผู้คนมากหน้าหลายตา และหลากหลายความคิดเห็นด้วยเช่นกัน “โอ๊ย น้อง เอารถพับแบบนี้มาปั่นไม่ถึงหรอก ไม่ต้องไปต่อหรอกเสียเวลาเปล่า” น้าๆ คงไม่รู้ว่าในความเร็วต่ำๆ แบบขึ้นเขายาวที่ปั่นยังไงความเร็วไม่เกิน 10 กม./ชม.แบบนี้ รถล้อเล็กเบาแรงที่สุดแล้ว “ปั่นซอยขาเกียร์เบาแบบนี้เมื่อยตาย ต้องปั่นเกียร์หนักหน่อย ยืนโยกช่วยได้เยอะ” น้าคนหนึ่งเอ่ยขึ้นพร้อมกับยืนโยกจ้ำบึ๊ดๆ ให้ดูเป็นตัวอย่าง วลัยปั่นต่อไปอีกสักพักก็เห็นน้าคนนั้นนั่งพิงขอบทางหอบหายใจอยู่
ทั้งคู่ใช้เวลาราว 2 ชั่วโมงกับ 10 กิโลเมตรถัดไป หลังจาก Check Point สุดท้าย ช่วงเวลาที่โหดร้ายที่สุดสำหรับทุกคนคือเนินยาวตั้งแต่หน้าพระมหาธาตุนภเมทนีดลไปจนถึงยอดดอย ระยะเพียง 8 กม. ที่ต้องใช้เวลาถึงราว 2 ชั่วโมงครึ่งในการเอาชนะมัน สุดท้ายพรรณสาเข้าเส้นชัยลำดับที่ 3,468 กับเวลา 7.29 ชม. ส่วนวลัยเข้าที่เวลา 8.21 ชม. เป็นลำดับที่ 3,767
“ช่วงเนินสุดท้ายหมดอาลัยตายอยากมาก นั่งปลงสลับกับเข็น แต่ในที่สุดก็ผ่านมาได้” พรรณสาบอก
“ปกติเราปั่นกันแต่ในป่า ชอบทางแทร็กเสือภูเขา ทางเรียบถือเป็นของแสลง ไม่ชอบเลย แล้วถามว่ามาทำไม ก็อยากลอง ลองทั้งทีก็ให้ปังไปเลย เอาให้สุดไปเลย” วลัยบอกเรา “ก่อนมาก็มีแต่คนสบประมาท ไปไม่ถึงหรอก ซ้อมก็ไม่เคยซ้อม ความฟิตก็ไม่พร้อม แต่ใจเรามันพร้อม แล้วงานนี้มีสิ่งอำนวยความสะดวกพร้อมอยู่แล้ว น้ำ อาหาร รถเซอร์วิส มีอย่างเดียวที่เราต้องเผชิญคือใจของเราเอง”
“สุดท้ายการปั่นงานนี้ทำให้เราได้รู้ว่าสิ่งที่เราเกลียดนักหนาอย่างทางเรียบ แท้จริงก็เป็นแค่มโนที่เราคิดขึ้นมาเอง ผ่านงานนี้ไปได้ก็เหมือนเราก้าวข้ามความกลัวไปอีกหนึ่งสิ่งในชีวิต”
“แล้วปีหน้าจะมาอีกไหมครับ” เราถาม “ไม่มาปั่นแล้วค่ะ แต่จะมาช่วยเชียร์เพื่อนๆ แน่นอน ตอนนี้เจอใครก็ชวนหมด ให้ดูเราเป็นตัวอย่าง ขนาดเรายังผ่านมาได้ ทุกคนก็ต้องผ่านได้เช่นกัน ขอแค่ใจมันพร้อมเท่านั้น”


