
สำนักงานทรัพย์สินฯปลุกชีพศาลาว่าการมณฑลปราจีนบุรีสมัยร.5
เมื่อท่านผู้อ่านไปนมัสการหลวงพ่อพระพุทธโสธรที่ศักดิ์สิทธิ์เสร็จแล้ว ขับรถไปทางตลาดท่าไข่จะพบเห็นอาคารศาลามณฑลปราจีนบุรีที่ตั้งโดดเด่นริมฝั่งแม่น้ำบางปะกง...
เมื่อท่านผู้อ่านไปนมัสการหลวงพ่อพระพุทธโสธรที่ศักดิ์สิทธิ์เสร็จแล้ว ขับรถไปทางตลาดท่าไข่จะพบเห็นอาคารศาลามณฑลปราจีนบุรีที่ตั้งโดดเด่นริมฝั่งแม่น้ำบางปะกง...
โดย...สมาน สุดโต
ตอนสายวันที่ 29 ก.ค. 2553 สง่า ภู่อยู่ อายุ 74 ปี และสะอิ้ง กานยะคามิน อายุ 85 ปี ทั้งสองแม้จะสูงวัย แต่ยังกระฉับกระเฉงและคล่องแคล่ว เพราะวันนี้เป็นวันพิเศษที่ทั้งสองได้รับเกียรติจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์จังหวัดฉะเชิงเทรา ให้มาเป็นวิทยากรพิเศษบรรยายและเล่าความหลังที่ประทับใจในอาคารโบราณศาลาว่าการมณฑลปราจีนบุรี ที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 5
ความประทับใจที่ทั้งสองมีนั้นต่างวาระกัน เช่นสะอิ้งนั้นประทับใจในปี พ.ศ. 2489 เมื่อได้รับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 กับสมเด็จพระอนุชาธิราช (รัชกาลปัจจุบัน) ที่เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมประชาชนชาวฉะเชิงเทรา ทั้งสองพระองค์ประทับที่ศาลามณฑลแห่งนี้ ที่แปลงรูปมาเป็นศาลากลางจังหวัดฉะเชิงเทรา หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองปี พ.ศ. 2475
จากศาลากลางจังหวัดมาเป็นศาลาเทศบาลฉะเชิงเทรา สะอิ้งว่าตอนนี้ความเก่าและโบราณเลือนหายไป เพราะเทศบาลพยายามทำให้รับความสมัยใหม่เช่นกันห้องที่เคยเป็นห้องโถงทั้งหมด
จากนั้นศาลามณฑลที่โอ่อ่าแห่งนี้ก็ตกอยู่ในมือของเอกชน ถึงกับเคยใช้เป็นแหล่งบันเทิงมาแล้ว
สง่า ภู่อยู่ ที่มาตั้งกิจการโรงพิมพ์ในตลาดหลังศาลามณฑล ในช่วงปี พ.ศ. 2521 พร้อมกับมีตำแหน่งประธานชมรมผู้ค้าตลาดถนนพาณิชพ่วงท้าย ได้ย้อนถึงเหตุการณ์ไฟไหม้เมื่อตอนเช้าเวลา 08.20 น. วันที่ 1 ม.ค. 2527 ว่าเห็นเหตุการณ์ไฟไหม้ใกล้ชิด เพราะมาเปิดโรงพิมพ์ที่อยู่ด้านหลังศาลามณฑลในตอนเช้า ได้เอาเครื่องดับเพลิงมาช่วยดับแต่ไม่ทัน ไฟลุกลามมาก
ก่อนไฟไหม้มีการจัดเลี้ยงฉลองส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ที่อาคารนี้ สาเหตุไฟไหม้สันนิษฐานในหลายกรณีเช่นเมื่อเป็นโบราณสถานขึ้นทะเบียนกรมศิลปากรแล้วก็พัฒนาเป็นอย่างอื่นไม่ได้ ได้ยินมาว่าหากไฟไหม้แล้ว ตึก 16 คูหาจะเกิดแทนทันที
สง่า กล่าวเสริมว่า ไฟไหม้อาคารราบเรียบเหลือแต่ครุฑที่หน้าอาคารที่ไม่เสียหายจากไฟไหม้ สร้างความแปลกใจให้แก่ประชาชนที่พบเห็นเป็นจำนวนมาก เหมือนจะบอกหรือเตือนสติชาวแปดริ้วให้เห็นคุณค่าอาคารโบราณของจังหวัด
เมื่อกรมศิลปากรมาบูรณะสร้างเสริมเติมแต่งใหม่ คงรูปแบบสถาปัตยกรรมเดิมไว้ แต่การใช้วัสดุเช่นพื้นไม้ก็เปลี่ยนไปจากไม้สักกลายเป็นไม้ยาง สร้างเสร็จทิ้งไว้ ไม่มีใครดูแลกลายเป็นที่ซ่องสุมของคนพเนจร พวกติดยาเสพติด และอื่นๆ ถามหาคนรับผิดชอบก็ได้แต่บ่ายเบี่ยง จนกระทั่งสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์จังหวัดฉะเชิงเทรา เข้ามารับผิดชอบ
ณ วันนี้ อาคารโบราณสวยงาม ยังคงเรียกว่าอาคารศาลามณฑลปราจีนบุรี ตั้งอยู่เลขที่ 122/6 ถนนมรุพงษ์ อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา ริมฝั่งแม่น้ำบางปะกง เป็นสถาปัตยกรรมแบบนีโอคลาสสิกของอังกฤษ แบบที่เคยสร้างในสมัยรัชกาลที่ 5
หทัยรัตน์ ยุภาส หัวหน้าสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์จังหวัดฉะเชิงเทรา เล่าถึงความสำคัญและความเป็นมาอาคารโบราณแต่บูรณะใหม่เป็นอาคารอนุรักษ์ในปัจจุบัน ว่าเดิมทีเดียวเป็นอาคารที่สร้างในปี พ.ศ. 2446-2449 สมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อสร้างเสร็จ โปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นมรุพงษ์ศิริพัฒน์ เป็นข้าหลวงพิเศษสำเร็จราชการมณฑลปราจีนบุรี และใช้อาคารนี้เป็นศาลาว่าการมณฑลปราจีนบุรี
มณฑลปราจีนบุรีประกอบด้วยการรวมตัวเมืองฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี นครนายก และพนมสารคาม เข้าเป็นมณฑล ให้ย้ายที่ว่าการมณฑลปราจีนบุรี จากเมืองปราจีนบุรีมาตั้งที่เมืองฉะเชิงเทรา เมื่อวันที่ 8 ม.ค. 2445 ทั้งนี้ตามลักษณะการปกครองระบอบเทศาภิบาล ที่รัชกาลที่ 5 ทรงนำมาใช้ในการบริหารราชการแผ่นดิน
ต่อมาอาณาเขตมณฑลขยายครอบคลุมเมืองพนัสนิคม ชลบุรี และเมืองบางละมุง แต่ยังคงใช้ชื่อมณฑลปราจีนบุรีเหมือนเดิม
เกียรติภูมิมณฑลปราจีนบุรีที่บันทึกไว้ คือ เมื่อเกิดกรณีพิพาทไทยกับฝรั่งเศส ร.ศ. 112 มณฑลปราจีนบุรีสามารถส่งกำลังพลและยุทธภัณฑ์ไปยังชายแดนพิพาทได้เร็วและเข้มแข็งเกินคาด
เมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองปี พ.ศ. 2475 การปกครองแบบเทศาภิบาลถูกยุบ เมืองกลายเป็นจังหวัด ศาลามณฑลก็กลายเป็นศาลากลางจังหวัดด้วยประการฉะนี้
หทัยรัตน์ ย้ำว่าศาลามณฑลแห่งนี้เคยผ่านงานใหญ่ระดับชาติเช่นเป็นที่ประทับรับรองพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ที่เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดเดินรถไฟสายแปดริ้ว อีกครั้งหนึ่งเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 พร้อมสมเด็จพระอนุชาธิราช (พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน) เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมประชาชนชาวแปดริ้ว เมื่อปี พ.ศ. 2489
การเสด็จพระราชดำเนินมาครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 ประทับเป็นประธานพิจารณาคดีที่ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา อาคารโบราณที่อยู่ใกล้กับศาลากลางจังหวัด เพื่อพิจารณาคดีสตรีผู้เป็นจำเลยข้อหาขโมยพวงกุญแจตำรวจท่านหนึ่ง ศาลพิพากษาให้จำคุก 6 เดือน ลดโทษเหลือ 3 เดือน เพราะจำเลยรับสารภาพ แต่มีพระมหากรุณาธิคุณให้ลดโทษลงอีก จึงเหลือแค่รอลงอาญาเท่านั้น ด้วยสตรีผู้นั้นกำลังตั้งครรภ์
การที่รัชกาลที่ 8 ทรงเป็นประธานการพิพากษาคดีอาญาครั้งนั้น ถือว่าเป็นประวัติศาสตร์ เพราะหลังจากนั้น 16 วัน พระองค์ท่านเสด็จสวรรคต
หทัยรัตน์ เล่าต่อว่าปี พ.ศ. 2520 กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนศาลามณฑลปราจีนบุรีเป็นโบราณสถาน เพราะมีคุณค่าต่อการอนุรักษ์ หลังจากนั้นอีก 7 ปี คือ วันที่ 1 ม.ค. 2527 เกิดเพลิงไหม้อาคารนี้
ไฟไหม้ไปแล้วรูปแบบเดิมยังคงเหลืออยู่บ้าง ในปี พ.ศ. 2535 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงนำนักเรียนนายร้อยมาทัศนศึกษา มีพระดำริให้อนุรักษ์โบราณสถานให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา ดังนั้นปี พ.ศ. 2540 กรมศิลปากรบูรณะขึ้นมาใหม่ เมื่อทำเสร็จทิ้งให้ร้าง 7 ปี ปล่อยให้เป็นที่กินที่นอนคนติดยาและจรจัด จนถึงปี พ.ศ. 2548 จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการทรัพย์สินฯ เล็งเห็นความสำคัญอาคารสถานที่แห่งนี้จึงให้บูรณะ โดยจำลองหรือรักษาของเดิมไว้ให้ได้มากที่สุด ทำแล้วเสร็จปี พ.ศ 2549 สำนักงานทรัพย์สินฯ ที่อยู่ที่โรงเรียนดัดดรุณี ได้มาอยู่ที่อาคารบูรณะใหม่แห่งนี้นับแต่นั้น
ลักษณะอาคารบูรณะใหม่ เป็นทรงยุโรปศิลปะนีโอคลาสสิก กว้าง 19 เมตร ยาว 73 เมตร หลังคาทรงปั้นหยา ตรงกลางมีมุข ชักปีกออกทั้งสองข้าง แต่ละข้างมีมุขยื่นออก ภายในมี 3 ห้อง ได้แก่ ห้องมุขกลาง ห้องโถงยาวปีกซ้ายและขวา ระเบียงขนาด 2.5 เมตร โดยรอบสามารถเดินติดต่อกันได้ตลอด
เมื่อบูรณะตกแต่งอาคารสวยงามแล้ว แต่ภูมิทัศน์ด้านที่ติดแม่น้ำบางปะกงถูกปิดบังด้วยอาคารพาณิชย์ จึงเจรจาขอเลิกสัญญากับผู้เช่า ใช้เวลานานและทุกวิธีจนได้คืนมาทั้งหมดจึงรื้อถอนเปิดโล่ง ทำให้เห็นอาคารโบราณสวยงามโดดเด่น เป็นความสุขตาสุขใจแก่ผู้พบเห็น ภูมิทัศน์นี้อาจเปลี่ยนแปลง เพราะเทศบาลเสนอแผนปรับภูมิทัศน์ด้านที่ติดกับแม่น้ำบางปะกง กำลังพิจารณาแบบกันอยู่
นอกจากนั้น แผนปรับปรุงขั้นต่อไปจะรื้ออาคารพาณิย์ 4 ชั้นที่อยู่ด้านข้างออก เพื่อให้เห็นอาคารศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา ที่ปัจจุบันเป็นที่ทำการพุทธสมาคม เพื่อให้โดดเด่นควบคู่กับศาลามณฑลปราจีนบุรี เนื่องด้วยเป็นสถาปัตยกรรมรุ่นราวคราวเดียวกัน
เมื่อบูรณะและใช้งานแล้วอาคารนี้ได้รางวัลอนุรักษ์ศิลปะสถาปัตยกรรมดีเด่นประเภทอาคาร จากสมาคมสถาปนิกสยาม ปี พ.ศ. 2548 ได้รางวัล Honourable Mentions จาก UNESCO Asia Pacific Heritage Awards for Culture Heritage Conservation ปี พ.ศ. 2551 และได้รับรางวัลชนะเลิศจากการประกวดสุดยอดส้วมดีเด่นระดับจังหวัด จากกระทรวงสาธารณสุข ปี พ.ศ. 2551
เมื่อท่านผู้อ่านไปนมัสการหลวงพ่อพระพุทธโสธรที่ศักดิ์สิทธิ์เสร็จแล้ว ขับรถไปทางตลาดท่าไข่จะพบเห็นอาคารศาลามณฑลปราจีนบุรีที่ตั้งโดดเด่นริมฝั่งแม่น้ำบางปะกงเข้าชมได้ สำนักงานทรัพย์สินฯ ต้อนรับเสมอ







