posttoday
ขอรับกรรมฐาน... เข้าพรรษาปี’๕๓(ตอน ๔)

ขอรับกรรมฐาน... เข้าพรรษาปี’๕๓(ตอน ๔)

30 กรกฎาคม 2553

ปุจฉา : กราบเรียนพระคุณเจ้า

ปุจฉา : กราบเรียนพระคุณเจ้า

โดย....พระอาจารย์อารยะวังโส

ในห้วงเวลาจำศีลเข้าพรรษา ๓ เดือน ญาติโยมมีความประสงค์ปฏิบัติธรรมอบรมจิต เพื่อสร้างปัญญาธรรมให้เกิดขึ้น จะได้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท

จึงใคร่ขอกรรมฐาน หรือข้อธรรมะ เพื่อเป็นอนุสติในกาลเข้าพรรษา ขอพระคุณเจ้าได้พิจารณามอบกรรมฐานผ่านทาง “โพสต์ทูเดย์” เพื่อญาติโยมผู้ไม่ค่อยมีเวลาไปวัดฟังธรรม ด้วยกิจธุระทางโลกมาก จะได้ศึกษาปฏิบัติเป็นส่วนตนที่บ้านได้ ขอแบบง่ายๆ แต่ปฏิบัติได้ผลตรงตามหลักธรรมในพระพุทธศาสนา ซึ่งหวังว่าพระคุณเจ้าคงจะช่วยอนุเคราะห์สัตว์ทั้งหลายได้อย่างแน่นอน

   กราบเรียนมาด้วยความเคารพ

จาก

“ผู้มีภาระทางโลก แต่ไม่ทิ้งธรรม”

วิสัชนา : โสตวิญญาณ เริ่มเสื่อมสภาพ โสตธาตุเริ่มสูญสลาย หูเริ่มไม่ได้ยิน แม้เสียงหึ่งๆ ลึกๆ ในหูก็ขาดสิ้น ไม่ได้ยินเสียงอะไรอีกแล้ว

ผู้ที่ไม่มีเครื่องยึดเหนี่ยว ย่อมเกรงกลัวภัยดังกล่าวอย่างยิ่ง เกิดความร้อนรน ทุรนทุรายกับสิ่งที่เกิดขึ้น กับการที่ธาตุแปรสภาพ รูป เวทนา เริ่มกระจายทิ้ง เมื่อความตายเคลื่อนเข้ามาทุกขณะ จิตปิด จิตวิญญาณนั้นไปตามภาวะแห่งธรรม สัญญา (ความจำ) กระจายต่อเนื่อง ด้วยธาตุไฟที่เริ่มจะจากไป

ดินแปร น้ำแปร ไฟแปรต่อ สัญญาดับ จำอะไรไม่ได้ ความจดจำถูกลบทิ้งทั้งหมด นึกชื่อนึกอะไรไม่ได้ ไม่สามารถควบคุมการจดจำอะไรได้อีกแล้ว ตกอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถช่วยตัวเองได้ อยู่ในอาการที่ไม่พึงนึกคิด หรือวางแผนใดๆ ได้ทั้งสิ้น

อำนาจกรรม กระชากลากถูอย่างรวดเร็ว มีแต่ความรู้สึกโดยธรรมชาติแห่งจิตวิญญาณ ที่เป็นบาปบุญคุณโทษเท่านั้นเองที่ก่อตัวเกิดขึ้น จะตั้งมั่น หรือแปรปรวน ฟุ้งซ่าน ตามสภาพแห่งกรรม ร่างกายหมดสภาพ ธาตุไฟแปร

ฆานะวิญญาณธาตุเริ่มเสื่อม กระบวนการรับรู้โดยกลิ่น หมดสภาพในการใช้งาน ไม่สามารถรับรู้กลิ่นต่างๆ ได้เลย และที่สุดสังขารกระจายต่อ พลังงานน้อยใหญ่ในร่างกายย้อนกลับคืนสู่หทัยรูป

ชิวหาเสื่อม สภาพแห่งการย่อยอาหาร การดูดซึมซับอาหาร สภาพแห่งการลิ้มรสอาหารดับสิ้นหมดด้วย...ไฟลมที่แปร ลิ้นเขียวคล้ำหรือมีสีม่วง ลมหายใจออก...แรงขึ้น ลมหายใจเข้า...เกือบไม่มี เมื่อลมออกมากขึ้นและลมเข้าน้อยลงๆ ในที่สุด พลังงานย้อนกลับคืนสู่หทัยรูป นั่นคือ ถึงแก่การจบสิ้นของธาตุที่แตกกระจายจากรูป

ไฟดับ ลมดับ น้ำเน่า ดินพัง เหลือแต่ธาตุแห่งตัวรู้ที่เคลื่อนต่อไป ตามภาวะแห่งกรรม อาการแห่งความตายสรุปได้ดังนี้

เมื่อรูปกระจายแตกดับ ภาพนิมิตเกิดมากมาย

เมื่อเวทนากระจายแตกดับ ผู้ใกล้ความตาย จะเห็นสภาพที่ขาวเวิ้งว้างไปหมด

แม้เมื่อสัญญา สังขารแตกดับ ก็ยังเห็นภาพควันขาวเวิ้งว้าง ไม่สามารถรู้อะไรได้เลย เหมือนอยู่ในฐานะที่จะถูกกระชากลากถูไป อย่างที่ไม่สามารถจะเกื้อกูลตนเองได้ และด้วยผลกรรมที่ยังทำอยู่ วิญญาณธาตุตัวรู้จึงพาไปตามภพภูมิที่ตนเองสั่งสม ผลแห่งการกระทำ ที่เรียกว่า วิบากแห่งกรรม

เคลื่อนต่อเนื่องไปสู่การปฏิสนธิทันที ด้วยกาลเวลา ที่ไม่มีใครสามารถรู้และเข้าใจได้ และไม่สามารถบอกได้ว่า ไปอยู่ ในภพ ในภูมิ ในคติใด กำเนิดในลักษณะใด

“ให้ภาวนาทุกวัน อย่าได้ขาด!!”

เราจึงต้องเข้าใจและประชุมลงที่ว่า

“สัพเพ สังขารา อนิจจัง” สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง

“สัพเพ สังขารา อนัตตา” สังขารทั้งหลายไม่ใช่ตัวตน

ให้เพ่งดิ่ง นิ่งอยู่ในอารมณ์ธรรมดังกล่าว ในฐานะแห่งอุเบกขาธรรม ให้ดึงลมหายใจขึ้นพร้อมกัน แล้วเพ่งในอารมณ์ธรรมว่า “สังขารทั้งหลายล้วนแล้วแต่ไม่เที่ยง ถ้ายึดถือก็เป็นทุกข์และไม่ใช่ตัวตน”

รวมอำนาจสมาธิประชุมลงที่พระไตรลักษณ์ เพื่อให้จิตยอมรับความจริง เมื่อยอมรับความจริง เกิดธรรมสังเวช เกิดนิพพิทาเบื่อหน่าย จึงคลายจากการยึดติด ทำให้ละจากอุปาทาน ทำลายซึ่งตัณหา จิตก็จะวิมุตติ หลุดพ้นจากการเกาะเกี่ยวกับโลกด้วยปัญญาที่แจ่มแจ้ง เพราะยอมรับความจริงในพระสัจธรรม ว่า

อ่านต่อฉบับวันจันทร์

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน