posttoday
ดินเหนียวบนหัวไก่

ดินเหนียวบนหัวไก่

23 กุมภาพันธ์ 2559

สมผล ตระกูลรุ่ง

โดย...สมผล ตระกูลรุ่ง

เมื่อวานนี้ (22 ก.พ. 2559) เป็นวันมาฆบูชา วันสำคัญของพุทธศาสนาอีกวันหนึ่ง เป็นวันที่พระพุทธองค์แสดงโอวาทปาฏิโมกข์ แสดงหลักธรรมอันเป็นหัวใจของพุทธศาสนา ดังนี้ 

การไม่ทำความชั่วทั้งปวง 1  การบำเพ็ญแต่ความดี 1 การทำจิตของตนให้ผ่องใส 1 การไม่กล่าวร้าย 1 การไม่ทำร้าย 1 ความสำรวมในปาฏิโมกข์ 1 ความเป็นผู้รู้จักประมาณในอาหาร 1 ที่นั่งที่นอนอันสงัด 1 ความเพียรในอธิจิต 1

นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย

ก่อนวันมาฆบูชา 1 สัปดาห์ พระสงฆ์จำนวนหนึ่งได้ท้าทายคำสอนของพระพุทธองค์ ด้วยการรวมตัวกันชุมนุมที่พุทธมณฑล จนเกิดเหตุการณ์ที่สร้างความเสียหายแก่วงการสงฆ์ แต่ในมุมกลับกันได้สร้างความตื่นตัวให้กับชาวพุทธให้ได้คิดว่า เกิดอะไรขึ้นกับพระในยุคนี้ หลายคนตั้งคำถามว่าพระสงฆ์ออกมาชุมนุมได้หรือไม่

ในทางกฎหมายคนไทยไม่ว่านักบวชหรือฆราวาสย่อมต้องปฏิบัติตามกฏหมายไทย อยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน ฆราวาสมีสิทธิหน้าที่ตามกฎหมายอย่างไร นักบวชก็มีสิทธิหน้าที่อย่างนั้น ถ้าสิทธินั้นไม่ไปขัดต่อธรรมวินัย เช่น ฆราวาสมีสิทธิจะกินอาหารเมื่อไหร่เวลาไหนก็ได้ แต่พระจะฉันอาหารหลังเที่ยงไม่ได้

ในทางธรรมวินัยไม่มีบทบัญญัติห้ามพระชุมนุม การแสดงโอวาทปาติโมกข์ในวันมาฆบูชา คือการชุมนุมของพระสงฆ์ 1,250 รูป มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน  การทำสังคายนาครั้งที่ 1 โดยพระ 500 รูป โดยพระมหากัสสปะเป็นประธาน หรือการลงอุโบสถทุกกึ่งเดือน นั่นย่อมไม่อาจเรียกเป็นอื่นไม่ได้ นอกจากเป็นการชุมนุมของพระสงฆ์ ประเด็นสำคัญอยู่ที่ชุมนุมกันเพื่ออะไร ชุมนุมกันทำไม ชุมนุมเพื่อจะทำกิจกรรมใด

หลักการตามกฎหมายและพระธรรมวินัยง่ายๆ คือ ถ้าพระจะชุมนุมเพื่อกิจของสงฆ์ โดยไม่ขัดต่อกฎหมายบ้านเมือง ย่อมเป็นความชอบธรรมและเป็นสิ่งที่ควรต้องทำ ไม่มีใครห้าม ไม่มีใครติฉินนินทา มีแต่ความสรรเสริญสาธุการ แต่หากเป็นการชุมนุมที่ไม่ใช่กิจของสงฆ์ ขัดต่อกฎหมาย ย่อมเป็นสิ่งที่พระสงฆ์ไม่ควรกระทำอย่างยิ่ง

การใดเป็นกิจของสงฆ์ใด พิจารณาจากหลักโอวาทปาฏิโมกข์ได้ว่า ถ้าการชุมนุมของสงฆ์เป็นไปเพื่อลดละกิเลส เป็นไปเพื่อปล่อยวาง เป็นไปเพื่อปกป้องรักษาพระธรรมวินัย ย่อมเป็นกิจของสงฆ์ แต่หากการชุมนุมใดเป็นไปเพื่อสะสม เป็นไปเพื่อความมักใหญ่ใฝ่สูง เป็นไปในทางที่ขัดต่อกฎหมายบ้านเมือง ย่อมไม่ใช่กิจของสงฆ์

การชุมนุมของพระสงฆ์ในครั้งนี้ มีความชัดเจนจาก 5 ข้อเรียกร้อง ซึ่งสรุปรวมลงได้ประการเดียวว่า เป็นการชุมนุมเพื่อเรียกร้องให้ตั้งสมเด็จช่วงเป็นพระสังฆราช ตามมติมหาเถรสมาคม ส่วนเรื่องการบรรจุพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญนั้น สาธุชนทราบดีว่า ระบุไว้เพื่อทำให้เห็นว่าไม่ได้มาชุมนุมเพื่อเรียกร้องตำแหน่งพระสังฆราชเท่านั้น 

ถ้าชาวพุทธยึดมั่นในโอวาทปาฏิโมกข์ หลักธรรมที่เป็นหัวใจของพุทธศาสนา ดังที่ยกมาข้างต้นจะเห็นได้ชัดเจนว่า เรื่องรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องของบ้านเมือง ไม่ใช่กิจของสงฆ์ และแม้แต่เรื่องการแต่งตั้งพระสังฆราช ก็เห็นชัดเจนจากโอวาทปาฏิโมกข์ว่าไม่ใช่กิจของสงฆ์อย่างแน่นอน

แม้การตั้งพระสังฆราชเป็นเรื่องของสงฆ์ แต่ขอยืนยันว่าไม่ใช่กิจของสงฆ์

ทำไมการสถาปนาพระสังฆราชจึงไม่ใช่กิจของสงฆ์ ที่กล้ายืนยันอย่างนี้เพราะตำแหน่งสังฆราชก็ดี การตั้งสมณศักดิ์ต่างๆ ก็ดี ไม่มีในพระธรรมวินัย ตำแหน่งต่างๆ เพิ่งจะเกิดมีภายหลังจากพระพุทธองค์เสด็จดับขันธปรินิพพาน เป็นพันปี สำหรับเมืองไทยเพิ่งจะมีขึ้นในสมัยสุโขทัย ไม่มีในพระธรรมวินัยอย่างแน่นอน

สิ่งที่ยืนยันชัดเจนว่า การแต่งตั้งหรือสถาปนาพระสังฆราชไม่ใช่กิจของสงฆ์ นั้น ก็เพราะว่าการสถาปนาพระสังฆราชเป็นไปตามกฎหมายของบ้านเมือง กฎหมายที่ออกโดยฝ่ายบ้านเมือง และยิ่งชัดเจนว่า การสถาปนาพระสังฆราชไม่ใช่อำนาจหน้าที่ของคณะสงฆ์หรือมหาเถรสมาคม เนื่องจากก่อนปี 2535 เป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ที่จะทรงสถาปนาพระสังฆราช ตามที่ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ 2505 มาตรา 7 ที่เขียนไว้อย่างชัดเจน

พระราชอำนาจนี้ ถูกแย่งไปเมื่อมีการแก้กฎหมายปี 2535 ล็อกสเปกพระสังฆราชให้เป็นของพระราชาคณะที่อาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์เท่านั้น ไม่ว่าจะดีจะชั่วอย่างไร เหมาะสมหรือไม่

การแก้กฎหมายสงฆ์ปี 2535 มั่นใจได้ว่าไม่ใช่เกิดจากการริเริ่มของฝ่ายบ้านเมืองอย่างแน่นอน เพราะไม่มีเหตุผลใดที่ฝ่ายบ้านเมืองจะไปยุ่งกับเรื่องของพระและพระราชอำนาจ

จิ้งจกตุ๊กแกแถวภูเขาทองก็เชื่ออย่างเดียวกัน

การลิดรอนพระราชอำนาจ โดยเปลี่ยนเป็นการล็อกสเปกอย่างนี้ ผู้ที่ได้ประโยชน์เต็มๆ คือพระเท่านั้น และต้องเป็นพระที่แสวงหายศ หาสมณศักดิ์ ทะเยอทะยานอยากเป็นใหญ่

การสถาปนาพระสังฆราชจึงไม่ใช่กิจของสงฆ์ เป็นเรื่องของบ้านเมือง แต่พระอยากได้อำนาจจึงผลักดันให้แก้กฎหมาย แล้ววันนี้ จึงได้ยกเป็นข้ออ้างว่า เป็นเรื่องของมหาเถรฯ เป็นเรื่องของสงฆ์ ตามกฎหมาย ทั้งๆ ที่โดยเนื้อแท้แล้ว ไม่ใช่เรื่องของพระสงฆ์แต่อย่างใด

เนื้อหาของ พ.ร.บ.สงฆ์ ตำแหน่งพระสังฆราชมีอำนาจบัญชาคณะสงฆ์ จึงอาจเป็นเหตุให้มีการอ้างว่า เป็นกิจของสงฆ์ ซึ่งไม่ถูกต้อง การปกครองสงฆ์ก็ไม่มีในพระธรรมวินัย พระพุทธพระองค์ไม่ทรงมอบหมายให้ภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง ปกครองสงฆ์ เพราะแม้พระอัครสาวกคือพระสารีบุตรและพระโมคลานะ พระพุทธองค์ก็ไม่ทรงมอบให้ปกครองสงฆ์ ซึ่งถ้าจะว่าโดยคุณธรรมพระอัครสาวกมีคุณธรรมรองจากพระพุทธเจ้า แม้กระนั้นก็ไม่อาจปกครองสงฆ์ได้ พระพุทธองค์ทรงให้ยึดถือธรรมวินัยเป็นศาสดา เมื่อพระพุทธองค์ล่วงลับไปแล้ว

ฉะนั้น แม้ตำแหน่งพระสังฆราชจะมีอำนาจตามกฎหมายในการปกครองสงฆ์ แต่ก็ไม่มีอำนาจที่จะสั่งการหรือดำเนินการใดๆ ให้ขัดธรรมวินัยได้

ตำแหน่งพระสังฆราชก็ดี สมณศักดิ์ ก็ดี เป็นสิ่งสมมติที่ไม่มีในพระธรรมวินัย ไม่ใช่แก่นสารสาระของพุทธศาสนา มีครูบาอาจารย์ผู้ใหญ่ท่านเปรียบเทียบว่า สมณศักดิ์เป็นเหมือนดินเหนียวที่เขาปั้นเป็นหงอนเอาไปติดบนหัวไก่ ทำให้ไก่หลงผิดคิดไปว่า ตัวเองมีหงอน แล้วไปหลงใหลได้ปลื้มกับดินเหนียวบนหัว แสวงหาดินเหนียวมาติดบนหัว แล้วเที่ยวไปอวดไปโชว์ อวดเบ่งว่า ตัวเองมีหงอนเหนือกว่าไก่ทั่วไป ยึดถือดินเหนียวเป็นสรณะ แทนที่จะยึดถือพระธรรมวินัยที่ให้สละลาภยศ ซึ่งเป็นตัวส่งเสริมกิเลส

พระผู้ปกครองส่วนหนึ่งในยุคนี้ ก็ไม่ต่างไปจากไก่ หลงใหลได้ปลื้มกับสมณศักดิ์ จนลืมแก่นแท้ของพระธรรมวินัย ประกอบกับอุบาสก อุบาสิกา ไม่ได้ศึกษาพระธรรมวินัย ไปชื่นชมยกย่องสมณศักดิ์ เชื่อว่าพระที่มีสมณศักดิ์สูง เป็นพระที่ดี พระที่มีคุณธรรม จึงยิ่งเป็นการส่งเสริมให้พระส่วนหนึ่ง แสวงหาสมณศักดิ์ เพื่อจะได้มาซึ่งความชื่นชมยกย่อง และเป็นที่มาของลาภสักการะ อันเป็นความเสื่อมของสาวกของพระพุทธเจ้า เสื่อมจนถึงขั้นยึดถือความอาวุโสจากการได้สมณศักดิ์แทนการได้พรรษา

ดินเหนียวบนหัวไก่ ไม่อาจเป็นหงอนไก่ได้ฉันใด สมณศักดิ์ก็ไม่อาจทำให้สมมติสงฆ์ กลับกลายเป็นพระแท้ได้ฉันนั้น ยิ่งไปหลงยึดติด ยิ่งจะทำให้ตกต่ำ มีแต่ลงอบายตามพระเทวทัตไปเท่านั้น

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน