
ยกระดับยางพารา สู่สินค้าไลฟ์สไตล์
ปัญหาใหญ่ที่ชาวสวนยางพารากำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ คือ สถานการณ์ราคาที่ตกต่ำ 3 กิโล 100 หรือดิ่งไป 4 กิโล 100 ก็มี
โดย...สิทธิณี ห่วงนาค
ปัญหาใหญ่ที่ชาวสวนยางพารากำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ คือ สถานการณ์ราคาที่ตกต่ำ 3 กิโล 100 หรือดิ่งไป 4 กิโล 100 ก็มี ขณะที่รัฐบาลกำลังเร่งแก้ปัญหาด้วยมาตรการพยุงราคา แต่ก็เป็นการบรรเทาความเดือดร้อนในระยะสั้นเท่านั้น แต่สิ่งที่จะสร้างอนาคตให้กับยางพาราไทย คือ การแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า
มีตัวอย่างจากเอกชนไทยหลายรายที่มีไอเดียสร้างสรรค์ แปรรูปยางไปสู่สินค้าใหม่ๆ และสามารถก้าวสู่ตลาดโลกอย่างโดดเด่น เป็นทั้งสินค้าใช้ในชีวิตประจำวันและสินค้าที่มีมูลค่าสูง อย่างเครื่องสำอาง เวชสำอาง ยา รวมไปถึงสินค้าไลฟ์สไตล์ต่างๆ อย่างเฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น
ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์
ไม่น่าเชื่อว่ายางพาราจะสามารถผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย โดยเฉพาะของใช้ในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่เครื่องเขียน ไปจนถึงวอลเปเปอร์
ภิญโญ คงสุภาพศิริ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เซนส์ ดีไซน์ ผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าของใช้และกระเป๋าแบรนด์ รับเบอร์ลี่ (Rubberly) จากยางพารา ถือเป็นแบรนด์แรกและแบรนด์เดียวในไทยและในโลก เปิดเผยว่า ได้พัฒนาสินค้าแปรรูปจากยางพาราสู่สินค้าในชีวิตประจำวัน ทั้งกลุ่มกระเป๋า กลุ่มเครื่องเขียน กลุ่มท่องเที่ยว กลุ่มกระเป๋าเดินทาง กลุ่มกีฬา และกลุ่มไอที โดยอาศัยคุณสมบัติพิเศษของยางพาราที่มีน้ำหนักเบา มีฟองอากาศด้านใน และเหนียว มีความทนทาน ที่สำคัญเป็นกรีนโปรดักต์สอดรับกระแสความต้องการของโลก
“สินค้าใหม่นี้จึงเพิ่มมูลค่าให้แก่ยางพาราไทยหลายเท่า ที่ผ่านมายางไทยได้รับการยอมรับในตลาดโลกเรื่องน้ำยางที่มีเนื้อเต็มและแน่น ล่าสุดได้พัฒนาสินค้าเป็นวอลเปเปอร์ 3 มิติ ที่มีคุณสมบัติกันกระแทกและกันเสียงได้ เป็นสินค้ากลุ่มใหม่ที่มีในโลก โดยร่วมมือกับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สนช. ในการพัฒนา” ภิญโญ กล่าว
พร้อมกันนี้ กำลังขยายตลาดสู่สินค้าเฟอร์นิเจอร์ สำหรับบ้านและออฟฟิศ อยู่ระหว่างพัฒนาโดยมีส่วนผสมของยางพาราเป็นหลัก คาดว่าจะเปิดตัวเข้ามาทำตลาดได้ภายในปีนี้
สำหรับการพัฒนาสินค้ารูปแบบใหม่ๆ จากยางพาราของบริษัท เซนส์ ดีไซน์ เริ่มมาจากธุรกิจครอบครัวที่ทำของเล่นจากยางพาราเพื่อส่งออกไปต่างประเทศมานานกว่า 30 ปี จึงสนใจพัฒนาสินค้าใหม่ๆ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้ยางพาราอย่างต่อเนื่อง
ภิญโญ กล่าวว่า การส่งเสริมอุตสาหกรรมยางพาราอย่างยั่งยืนนั้น ควรมุ่งแปรรูปและภาครัฐควรส่งเสริมให้ชุมชนมีความรู้ความเข้าใจ ที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มจากยางพาราเป็นสินค้าแบบต่างๆ เพื่อเพิ่มความหลากหลาย อีกทั้งควรกระตุ้นให้คนรุ่นใหม่ในวงการออกแบบหันมาสนใจพัฒนาสินค้าจากยางพาราเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมยางพาราในระยะยาว
“หากส่งเสริมจริงจัง มั่นใจว่าประเทศไทยมีศักยภาพเป็นผู้นำในการผลิตสินค้าไลฟ์สไตล์จากยางพาราในตลาดโลกได้แน่นอน” ภิญโญ กล่าวอย่างมั่นใจ
เช่นเดียวกับ ธนรรจิต ธรรมรักษ์ ดีไซเนอร์รุ่นใหม่ ที่ใช้เทคนิคในการออกแบบผลิตภัณฑ์เครื่องประดับมาเพิ่มมูลค่าให้กับยางพาราไทย เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ออกสู่ตลาด
ธนรรจิต เป็นหัวหน้านักออกแบบผลิตภัณฑ์เครื่องประดับ (จิวเวลรี่) ในบริษัทแห่งหนึ่ง ที่ค้นพบไอเดียในการทำเครื่องประดับจากวัสดุยางพารา จากการทำวิจัยระดับปริญญาโท มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และเห็นศักยภาพของยางพาราที่นำมาเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องประดับได้เช่นเดียวกับเนื้ออัญมณีอื่นๆ
“ความที่เป็นนักออกแบบเครื่องประดับ อยากทดลองใช้วัสดุใหม่ๆ เข้ามาใช้ร่วมกับการออกแบบ และตัดสินใจเลือกยางพาราของไทย และหากรรมวิธีใหม่ที่ทำให้ตัวเนื้อยางมีความยืดหยุ่น คงตัว มีคุณลักษณะที่นำมาใช้แทนพลอยหรืออัญมณีอื่นๆ ในเครื่องประดับแต่ละชิ้นได้” ธนรรจิต เล่า
สำหรับแนวคิดการใช้วัสดุยางพารา เป็นการประยุกต์ใช้เทคนิคทางด้านจิวเวลรี่ ที่เรียกว่าเทคนิคฝังหุ้มพลอย ที่เปลี่ยนจากเนื้อพลอยมาเป็นเนื้อยางพาราแทน นำมาขึ้นบล็อก ทำเป็นแม่พิมพ์รูปทรงต่างๆ เช่น รูปหัวใจ หรือเรขาคณิต เป็นต้น จากนั้นจึงนำไปใช้ร่วมกับตัวเรือน ที่เป็นเงินทั้งสร้อยคอ แหวน กำไล ต่างหู ช่วยเพิ่มมูลค่าได้อีกสิบเท่า
สินค้าเครื่องประดับจากยางพาราเซตนี้ ตลาดหลักอยู่ที่ต่างประเทศ โดยเฉพาะในแถบหมู่เกาะฮาวาย สหรัฐอเมริกา เพราะเครื่องประดับชุดนี้มีเสน่ห์และจุดเด่นด้านสีสันสดใส จากการที่ใส่แม่สีหลัก อย่าง เขียว ส้ม น้ำเงิน แดง เข้าไปในเนื้อยางพารา ซึ่งตัวเนื้อยางจะมีคุณสมบัติพิเศษที่สามารถดูดซับสีต่างๆ ได้เป็นอย่างดี
ครีมยางพารา 4.5 หมื่นบาท/กิโล
อีกกลุ่มสินค้าที่มีศักยภาพและเป็นตลาดที่เติบโตสูง คือ อุตสาหกรรมเครื่องสำอาง ที่มีมูลค่าหลักแสนล้านบาทในปัจจุบัน และยางพาราเป็นองค์ประกอบของผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้ได้
คำรณ พิทักษ์ ผู้อำนวยการศูนย์บ่มเพาะวิสาหกิจ อุทยานวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และกรรมการ บริษัท พี.เอส.ยู.นวัตวาณิชย์ กล่าวว่า ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าแบรนด์ “พอส” ที่เป็นนวัตกรรมสารสกัดจากยางพารา ถือเป็นครั้งแรกในโลกที่ทำได้ จากทีมวิจัยมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ภายใต้การส่งเสริมของศูนย์บ่มเพาะวิสาหกิจ อุทยานวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ของประเทศไทย ได้สารสกัดจากยางพารา ที่นำมาใช้ในเครื่องสำอาง มีราคาขายที่กิโลกรัมละ 4.5 หมื่นบาท ถือว่าสร้างมูลค่าเพิ่มได้สูงมาก
“สารสกัดจากยางพารา สู่ครีมบำรุงผิว ที่คิดค้นขึ้นเพราะนักวิจัยได้สังเกตพบว่า ผู้หญิงที่กรีดยางในภาคใต้ทำไมจึงมีหน้าขาว และทำไมต้นยางที่ถูกกรีดยางพาราจึงซ่อมแซมต้นได้รวดเร็ว เพราะในต้นยางมีสารที่มีคุณสมบัติพิเศษ ที่ซ่อมแซมตัวเองได้ต่อเนื่อง ดังนั้นจึงสามารถนำมาปรับใช้กับเครื่องสำอางที่จะช่วยฟื้นฟูผิวหน้าได้เช่นเดียวกัน” คำรณ กล่าว
ขณะเดียวกัน ทีมนักวิจัยของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์กำลังศึกษาคุณสมบัติของน้ำยางพารา พบว่า สามารถสร้างภูมิคุ้มกันตัวเองได้ จึงกำลังพัฒนาสู่การรักษาโรคมะเร็ง ซึ่งอยู่ระหว่างการทดลองในห้องวิจัย โดยผลการทดสอบที่ผ่านมาอยู่ในระดับน่าพอใจ เชื่อมั่นว่า หากทำสำเร็จก็เป็นรายแรกในโลกเช่นกัน ซึ่งมหาวิทยาลัยถือเป็นศูนย์กลางในการคิดค้นและพัฒนายางพาราของไทยอย่างครบวงจรแห่งหนึ่งในประเทศ
คำรณ กล่าวว่า แนวทางการแก้ปัญหายางพาราในประเทศไทย สิ่งสำคัญคือ ภาครัฐและเอกชนต้องร่วมมือกันเพื่อแก้ปัญหาแบบบูรณาการ พร้อมส่งเสริมให้เกิดการใช้น้ำยางพาราสู่อุตสาหกรรมที่ใช้ยางพาราจำนวนมาก เช่น การทำถนน และการใช้ยางปูพื้นต่างๆ โดยในการแปรรูปมาสู่เครื่องสำอางและยานั้น ใช้ยางมาผลิตจำนวนน้อย จึงอาจไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาจำนวนยางที่มีมากในประเทศได้ แต่การแปรรูปสู่เครื่องสำอางและยา ทำให้ยางมีมูลค่าเพิ่มขึ้นหลายเท่าไม่ต่ำกว่า 10-20 เท่าขึ้นไป
สร้างนวัตกรรมต่อยอด
สำหรับในอุตสาหกรรมดั้งเดิมที่ใช้ยางพาราเป็นส่วนประกอบหลัก อย่างเช่นอุตสาหกรรมยางล้อ ก็สามารถใส่นวัตกรรมเข้าไปเพื่อเพิ่มมูลค่าให้ผลิตภัณฑ์ได้อีก
สุรพิชญ ลอยกุลนันท์ ผู้อำนวยการหน่วยวิจัย หน่วยเฉพาะทางด้านยางธรรมชาติ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) กล่าวว่า MTEC ที่มุ่งวิจัย เน้นการลดต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมกลางน้ำ ทั้งยางแผ่นและยางแท่ง ที่ไทยผลิตอันดับหนึ่งของโลก ต่อมาคือ ในอุตสาหกรรมปลายน้ำ ที่เกี่ยวข้องกับยางรถยนต์ และผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ร่วมพัฒนายางไทยให้มีคุณภาพดีที่สุดในโลก เป็นผลดีต่อสิ่งแวดล้อม ประหยัดพลังงาน และมีนวัตกรรม
สำหรับการพัฒนายางล้อนั้น เป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยชาวสวนยาง เพราะเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้น้ำยางเป็นส่วนผสมในการผลิตสูงมาก โดยเฉพาะยางรถบรรทุกที่ใช้น้ำยางถึง 80% และยางรถยนต์ส่วนบุคคล ใช้น้ำยางเป็นส่วนผสม 10-20% ดังนั้นการมุ่งพัฒนาในอุตสาหกรรมยางล้อจึงมีความสำคัญมาก ส่งผลดีต่อประเทศไทย ทั้งนี้ควรมุ่งพัฒนาเพื่อสร้างสรรค์เทคโนโลยีและนวัตกรรมให้มีมากขึ้น ซึ่งการแปรรูปยางควรจะร่วมมือสร้างตลาดให้แก่ผู้ประกอบการด้วย
นอกจากนี้ MTEC ได้เปิดให้เอกชนสนใจเข้ามาปรึกษาเพื่อร่วมพัฒนาอุตสาหกรรมยาง และการขยายตลาดสู่การแปรรูปสินค้า เพื่อร่วมมือแก้ปัญหา ซึ่งกำลังทำการศึกษาร่วมกับทีมวิจัยว่าราคายางในระดับเท่าใด ควรนำไปใช้แปรรูปในสินค้าใดจะเหมาะสมที่สุด เพื่อเพิ่มมูลค่าให้แก่อุตสาหกรรมยางพาราของไทยอย่างครบวงจร
ที่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากยางพารา ปัจจุบันยังมีนักออกแบบไทยที่มีไอเดีย ความคิดสร้างสรรค์ ต้องการทำธุรกิจมีอยู่อีกมาก และมีความพร้อมที่จะเข้าสู่ระบบตลาดทันที จะช่วยยกระดับคุณค่าของผลิตภัณฑ์ไทยให้สูงขึ้น







