posttoday
สานพลังคนรุ่นใหม่ ‘นครสงขลาโมเดล’ สร้างความรู้คู่ท้องถิ่น

สานพลังคนรุ่นใหม่ ‘นครสงขลาโมเดล’ สร้างความรู้คู่ท้องถิ่น

11 มกราคม 2559

เมืองเก่าสงขลามีเสน่ห์ของเมืองแห่งคาบสมุทรภาคใต้ฝั่งตะวันออกที่ไม่เหมือนใคร

โดย...พริบพันดาว

เมืองเก่าสงขลามีเสน่ห์ของเมืองแห่งคาบสมุทรภาคใต้ฝั่งตะวันออกที่ไม่เหมือนใคร ด้วยประวัติศาสตร์ของเมืองที่สืบทอดกันมายาวนาน ทำให้เกิดคุณลักษณะพิเศษทางวิถีชีวิตและวัฒนธรรมท้องถิ่น ก่อให้เกิดศิลปะ สถาปัตยกรรมที่หลากหลาย ทั้งในแบบไทย จีน และมุสลิม ซึ่งเป็นการผสมผสานกันอย่างลงตัวมาหลายร้อยปี

ตามมติคณะรัฐมนตรีได้ประกาศให้เมืองเก่าสงขลาเป็นเมืองเก่าของประเทศ เพราะเป็นพื้นที่พิเศษที่มีเรื่องราวความเป็นมาของชาติ ทั้งในด้านโบราณคดี ประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม ตลอดจนมรดกทางวัฒนธรรมในด้านต่างๆ ทั้งวิถีชีวิตและอาหารการกิน

ปัจจุบันมีการเปิดการท่องเที่ยวที่เน้นการให้ความรู้ความเข้าใจในเรื่องราวของท้องถิ่นและสีสันของศิลปะในบริเวณย่านเมืองเก่าสงขลา ซึ่งปลุกให้คนในชุมชนท้องถิ่นสงขลาได้ช่วยกันอนุรักษ์และฟื้นฟูเมืองเก่าสงขลาให้มีชีวิตชีวาอีกครั้ง

แต่ทำอย่างไรจึงจะทำให้ท้องถิ่นสามารถอยู่ร่วมกับกระแสของโลกที่เปลี่ยนไป พร้อมกับเก็บรักษาภูมิปัญญาท้องถิ่นให้คงอยู่ โจทย์อยู่ที่คนรุ่นใหม่หรือเด็กและเยาวชนที่จะเติบโตขึ้นมา และนครสงขลาก็กำลังสร้างศูนย์กลางการเรียนรู้ที่บูรณาการความรู้ใหม่และเทคโนโลยีให้เข้ากับผู้คนและสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่นอย่างกลมกลืน เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ของชุมชน ตลอดจนสร้างสรรค์นวัตกรรมและกิจกรรมการเรียนรู้ใหม่ๆ จากการผสมผสานด้านศิลปะ วัฒนธรรม ค่านิยมหรือวิถีชีวิต รวมทั้งวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในรูปแบบที่หลากหลาย เพื่อถ่ายทอดความรู้วิถีชุมชนสู่เด็กและเยาวชนรุ่นต่อไป

สานพลังคนรุ่นใหม่ ‘นครสงขลาโมเดล’ สร้างความรู้คู่ท้องถิ่น

โรงสีแดง ‘หับ โห้ หิ้น’ เก็บอดีตถึงปัจจุบัน พร้อมก้าวสู่อนาคต

อาคารประวัติศาสตร์โรงสีแดง “หับ โห้ หิ้น” ซึ่งตั้งอยู่บนถนนนครนอก เทศบาลนครสงขลา มีอายุการใช้งานมามากกว่า 100 ปี และยังเป็นอาคารที่ได้รับรางวัลอนุรักษ์ดีเด่นในปี 2556 จากสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์

โรงสีแดงหรือโรงสีหับ โห้ หิ้น เป็นภาษาจีนฮกเกี้ยน แปลว่า เอกภาพ ความกลมกลืน และความเจริญรุ่งเรือง ตัวอาคารออกแบบโดย สุชาติ รัตนปราการ นักเรียนปีนัง ในอดีตโรงสีแห่งนี้รับข้าวเปลือกมาจากระโนด มีคนงานเชื้อจีนกว่า 10 คน เปิดเครื่องสีข้าวทั้งวันทั้งคืนติดต่อกันเป็นเดือนๆ ข้าวที่สีเสร็จจะส่งไปขายแถวจังหวัดภาคใต้ นราธิวาส ตรังกานู มาเลเซีย ปิดกิจการไปตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และกลายเป็นท่าเทียบเรือประมงในตอนหลัง

เพราะฉะนั้นการนำโรงสีแดง หัว โห้ หิ้น มาทำเป็นศูนย์กลางแหล่งเรียนรู้ ด้วยวิธีการปรับเปลี่ยนใช้สอยใหม่ (Adaptive Reuse) เพื่อรักษาคุณค่าทางสถาปัตยกรรมของอาคารหลังนี้ควบคู่ไปกับการเพิ่มเติมพื้นที่การเรียนรู้ที่ทันสมัยให้เข้ากับอาคารอย่างกลมกลืนในโครงการอุทยานการเรียนรู้นครสงขลาระยะที่ 1

ราเมศ พรหมเย็น รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ บอกว่า อุทยานการเรียนรู้ หรือทีเคพาร์ค มีภารกิจหลัก 3 ประการ คือ สร้างและพัฒนาต้นแบบสิ่งเรียนรู้ ส่งเสริมนิสัยรักการอ่านการเรียนรู้และเป็นเวทีเปิดให้เด็กและเยาวชนทั่วไปได้มีกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อสร้างสรรค์และต่อยอดออกไปอย่างกว้างขวางตามวิถีโลกที่เปลี่ยนแปลงไป

“อุทยานการเรียนรู้นครสงขลาระยะที่ 1 โรงสีแดง เป็นการผนึกกำลังกับหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อสร้างแผนพัฒนาแหล่งเรียนรู้สู่ภูมิภาคในรูปแบบห้องสมุดมีชีวิต”

วิทยานิพนธ์ของ ดร.ศรีสุพร ช่วงสกุล แห่งมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เรื่อง “ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเมืองสงขลา” ระบุไว้ตอนหนึ่งว่าย่านเมืองเก่าสงขลาเขต ต.บ่อยาง เป็นบ้านเป็นเมืองมาตั้งแต่ปี 2385 มีถนนสายหลักคือ นครนอก นครใน และถนนเก้าห้อง (ภายหลังเรียกถนนนางงาม) เศรษฐกิจของสงขลาระยะนั้น ขับเคลื่อนโดยกลุ่มพ่อค้าเชื้อสายจีนหลาย ทำธุรกิจค้าขายกับเกาะปีนัง รวมทั้งมีกิจการโรงสีรองรับผลผลิตข้าวจากลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาอันอุดมสมบูรณ์

สานพลังคนรุ่นใหม่ ‘นครสงขลาโมเดล’ สร้างความรู้คู่ท้องถิ่น

ในจำนวนนั้นมีโรงสีหับ โห้ หิ้น ที่ขุนราชกิจจารี (ต้นตระกูลเสาวพฤกษ์) ร่วมหุ้นกับตระกูลโคนันทน์ ตั้งขึ้นราวปี 2454 ต่อมาในปี 2468 สุชาติ รัตนปราการ หนุ่มนักเรียนปีนัง หลานตาของท่านขุนเข้ามาดำเนินกิจการแล้วซื้อหุ้น ด้วยความที่เป็นนักเรียนนอกหัวก้าวหน้า สุชาติพัฒนาโรงสีโดยเปลี่ยนมาใช้เครื่องยนต์พลังไอน้ำ คือการใช้แกลบเป็นเชื้อเพลิง ทำให้เกิดไอน้ำไปสีข้าว นับว่าทันสมัยมากในยุคนั้น

โรงสีหับ โห้ หิ้น จนเจริญรุ่งเรืองสมชื่อ แต่หลังเลิกกิจการไป โรงสีแดงแห่งถนนนครนอก ตัวอาคารด้านนอกยังคงทาสีแดงสดใส แลเห็นปล่องโรงสีเก่าสมชื่อโรงสีแดงที่ชาวสงขลาเมืองเก่ารู้จักกันดี กลายเป็นตำนานในความทรงจำของชาวสงขลา

ไม่กี่ปีที่ผ่านมา เทศบาลนครสงขลาได้ผลักดันให้ถนนนครนอก นครใน และถนนนางงาม เป็นถนนสายวัฒนธรรม โรงสีแดง หับ โห้ หิ้น ก็จะเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นของถนน ในส่วนของภาคท้องถิ่น สมศักดิ์ ตันติเศรณี นายกเทศมนตรีนครสงขลา ชี้ว่าการเกิดขึ้นของอุทยานการเรียนรู้เป็นเพราะความตั้งใจของท้องถิ่นเป็นสำคัญ เพราะชุมชนมีความต้องการที่จะสร้างโอกาสทางการเรียนรู้และการเข้าถึงห้องสมุดที่ทันสมัยสำหรับเด็ก เยาวชน และผู้คนในท้องถิ่น

“ไม่มีการสร้างอาคารใหม่แต่อย่างใด เพราะปรับปรุงอาคารเก่าโรงสีแดง หับ โห้ หิ้น ซึ่งเป็นโรงสีข้าวเก่าแก่ที่เป็นที่ตั้งของภาคีคนรักเมืองสงขลาสมาคม ซึ่งตั้งอยู่บริเวณริมทะเลสาบสงขลาให้กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ชุมชน โดยทุกกระบวนการของการทำงานได้ผ่านการทำประชาพิจารณ์กับประชาชนในพื้นที่เพื่อรับฟังแนวความคิดและความต้องการของคนในท้องถิ่น และถือเป็นมิติใหม่ของแหล่งเรียนรู้ที่คำนึงถึงคุณค่าทางประวัติศาสตร์สังคม ภูมิปัญญา และความงามของวัฒนธรรมดั้งเดิมอย่างแท้จริง”

ความมุ่งมั่นในการร่วมกันสร้างสรรค์สังคมแห่งการเรียนรู้ ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงแหล่งเรียนรู้ตามแนวคิดใหม่ในรูปแบบ Knowledge Complex Center ซึ่งนอกจากจะสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในพื้นที่แล้ว ยังสอดรับกับบริบทของสถาปัตยกรรมเมืองเก่าสงขลา ที่มีทั้งเรื่องราวของประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม และการท่องเที่ยว ไว้ในพื้นที่ต่อเนื่องกัน การสานต่อเรื่องราวทางประเพณีและประวัติศาสตร์ของลูกหลานชาวสงขลาจึงอยู่ที่โรงสีแดงแห่งนี้

สานพลังคนรุ่นใหม่ ‘นครสงขลาโมเดล’ สร้างความรู้คู่ท้องถิ่น

'บ้านพรุ' อีกแหล่งเรียนรู้คนรุ่นใหม่ในท้องถิ่น

หัวมุมถนนบุญตรัตน์ตัดกับถนนกาญจนวนิช ในเขตเทศบาลบ้านพรุ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา มีป้ายขนาดใหญ่โดดเด่นสะดุดตา ยิ่งกลางคืนยิ่งเห็นชัดจากดวงไฟที่ส่องให้ตัวอักษรสีแดงเด่นชัดแต่ไกลเป็นตัวอักษรภาษาอังกฤษว่า “TK park Banpru” ซึ่งที่นี่ก็คืออุทยานการเรียนรู้บ้านพรุ หรือทีเคพาร์คบ้านพรุ ซึ่งเปิดเมื่อกลางเดือน ธ.ค. 2558 ที่ผ่านมา

อาคาร 3 ชั้นใหม่เอี่ยมที่กลายเป็นศูนย์รวมของเด็กและเยาวชนของเทศบาลที่มีประชากรเพียง 3 หมื่นคน คึกคักครึกครื้น และเป็นหมุดหมายของคนรุ่นใหม่ในเทศบาลแห่งนี้ไปโดยปริยาย ไม่ต้องพูดถึงในตัวอาคาร 3 ชั้น ที่คลาคล่ำไปด้วยเด็กๆ ทุกวัยที่มาใช้บริการ ทั้งห้องสมุดเด็ก ลานสานฝัน ลานนิทรรศการ ห้องสมุดเสียง มุมพักผ่อน มุมกาแฟ สวนอ่านหนังสือ และมินิเธียเตอร์ บ้างก็นั่งเล่นที่ลานอ่านหนังสือนอกอาคาร

สิ่งที่น่าทึ่งสำหรับเทศบาลบ้านพรุก็คือวิสัยทัศน์ของผู้บริหารเทศบาลที่มองถึงการลงทุนทางสังคมเพื่อความยั่งยืน ซึ่งค่อนข้างจะเป็นนามธรรมกว่าการลงทุนสร้างตึกและถนนเพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานนพ.วรวัฒน์ ชีวรอิสระกุล นายกเทศมนตรีเทศบาลบ้านพรุ บอกว่า การพัฒนาเมืองบ้านพรุให้เป็นเมืองที่เพียบพร้อม สภาพแวดล้อมดี เศรษฐกิจดี และชุมชนเข้มแข็งนั้น

“ปัจจัยสำคัญคือการส่งเสริมการศึกษา ซึ่งจะทำให้การพัฒนาเป็นไปอย่างยั่งยืน ต้องทำให้เยาวชนและคนในพื้นที่ได้เข้าถึงช่องทางการเรียนรู้ที่หลากหลายด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย”

การจัดตั้งอุทยานการเรียนรู้บ้านพรุ จึงเป็นการมองการณ์ไกลและก่อนที่จะก่อตั้งและสร้างขึ้นก็ได้มีการระดมความคิดเห็นของประชาชน ซึ่ง นพ.วรวัฒน์ บอกว่า

สานพลังคนรุ่นใหม่ ‘นครสงขลาโมเดล’ สร้างความรู้คู่ท้องถิ่น

“เชื่อมั่นในพลังแห่งการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นจากการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด จึงมีการระดมความคิดเห็นจากคนในท้องถิ่นทั้ง 3 กลุ่ม ทั้งเด็กวัยเรียน ผู้ใหญ่วัยทำงาน และผู้อาวุโสวัยเกษียณ ซึ่งทั้งหมดก็เห็นดีด้วย ผมคาดหวังว่าภายใน 1 ปี คนราวหนึ่งหมื่นคน ซึ่งเป็นจำนวน 1 ใน 3 ของประชากรจะเป็นสมาชิกของที่นี่”

รูปแบบของห้องสมุดมีชีวิตนั้นต้องสอดคล้องกับบริบทของแต่ละท้องถิ่น เพื่อสนับสนุนกระบวนการเรียนรู้สาธารณะ พัฒนาขีดความสามารถในการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน รวมถึงประชาชนทั่วไป เพราะฉะนั้นแนวความคิดของผู้นำท้องถิ่นในการผลักดันให้เกิดแหล่งเรียนรู้ที่สร้างสรรค์และทันสมัย นพ.วรวัฒน์ ยอมรับตรงจุดนี้

“การทำงานเพื่อตอบโจทย์นโยบายด้านการศึกษาเป็นเรื่องสำคัญที่นี่มีศูนย์เด็กเล็กอยู่ 4 แห่ง เราจึงมองมาที่การเติมเต็มช่องว่างทางการศึกษา นั่นคือแหล่งเรียนรู้ที่มีชีวิต มีลมหายใจ มีการเคลื่อนไหว มีกิจกรรมที่หลากหลาย และมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

การดำเนินการก่อสร้างและตกแต่งภายในด้วยงบประมาณ 28 ล้านบาท เพื่อเนรมิตแหล่งเรียนรู้ที่มีความโล่ง โปร่ง สดใส เย็นสบาย เด็กๆ สามารถเล่นและส่งเสียงได้อย่างเป็นอิสระ

“ลืมบรรยากาศเคร่งเครียดของแหล่งเรียนรู้แบบเดิมๆ ที่นี่เปิดพื้นที่ให้เด็กได้เพลิดเพลินกับการอ่านอย่างมีความสุข พัฒนาทั้งร่างหาย จิตใจ ปัญญา รวมทั้งการใช้ชีวิตและการเข้าสังคมที่นี่ยังมีโรงหนังขนาด 50 ที่นั่งไว้บริการ มีการฉายหนังสารคดีให้ชมฟรีทุกวันเสาร์และอาทิตย์” นพ.วรวัฒน์ บอกอีกว่าก้าวต่อไป จะมีการตั้งคณะกรรมการอุปถัมภ์จากท้องถิ่น เพื่อมาร่วมทำงานสร้างสรรค์ให้แหล่งเรียนรู้แห่งนี้มีชีวิตต่อไปอย่างยั่งยืน

“นครสงขลาโมเดล” และอุทยานการเรียนรู้บ้านพรุเป็นการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของท้องถิ่น เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ที่มีคุณภาพของคนรุ่นใหม่ที่สามารถเชื่อมโยงความรู้ต่างๆ มาใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะความรู้ในรูปแบบสื่อดิจิทัลที่จะทำให้เกิดการเรียนรู้อย่างกว้างขวางและหลากหลาย ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาคุณภาพคนและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืนในอนาคต

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน